ฝุ่น PM 2.5
ชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ระดมสมองจัดทำโครงการป้องกันไฟป่า ผสานความร่วมมือทุกมิติ หาทางแก้ไขเรื่องไฟป่าอย่างยั่งยืน ผ่านการทำงาน 3 ด้าน คือ การวิจัยโดยใช้ Remote Sensing หรือเทคโนโลยีการสำรวจข้อมูลระยะไกล นำภาพจากดาวเทียมมาสำรวจจุดความร้อน การทำแอปพลิเคชันตามรอยเผา และสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน, การสื่อสารกับสังคมผ่าน Facebook ชื่อเพจฝ่าฝุ่น และ Youtube ชื่อรายการปันปัญญ (Punpunya) พร้อมปลุกพลังเยาวชนผ่านโครงการด้านการศึกษาต่างๆ และการจัดทำนิทานชุด “หัวขวานลดไฟ ไร้ฝุ่น PM 2.5” ซึ่งเป็นหนังสือนิทาน 3 เล่ม 1) ไฟป่า น่ากลัวจัง, 2) ไฟนา อย่าก่อนะ และ 3) ฝุ่นเมืองเรื่องใหญ่ แจกฟรีให้กับนักเรียนชั้นอนุบาล-ประถมศึกษา ในทั่วประเทศ ศาสตราจารย์ ดร.อภินิติ โชติสังกาศ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ผู้รับพระราชทานทุน แผนกเกษตรศาสตร์ ปี พ.ศ. 2543 และประธานชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดลคนปัจจุบัน กล่าวว่า “มูลนิธิอานันทมหิดล ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระอนุสรณ์ถึงพระบ
ฤดูฝุ่น PM 2.5 ในประเทศไทยมักเกิดขึ้นช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน (พฤศจิกายน-เมษายน) เนื่องจากสภาพอากาศปิด ลมนิ่ง และอุณหภูมิผกผัน ทำให้ฝุ่นสะสมง่าย ร่วมกับการเผาป่า และการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจและหัวใจ เพื่อความปลอดภัย ควรป้องกันด้วยการสวมหน้ากากป้องกัน PM2.5 ทุกครั้งที่ออกนอกอาคาร และใช้เครื่องฟอกอากาศ จากมลภาวะอากาศ ฝุ่น PM 2.5 และสภาวะโลกร้อนนั้น สาเหตุส่วนหนึ่งนั้นมาจากการตัดไม้ทำลายป่า สิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลง โดยพื้นที่ป่าของประเทศมีการลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งวิธีการที่จะฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและลดมลพิษที่ใช้ได้ผลอย่างยั่งยืน นั่นคือการปลูกต้นไม้ เนื่องจากต้นไม้มีส่วนช่วยในการ ฟอกอากาศ เพิ่มความชื้นในสภาพแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นแหล่งอาหารของทั้งคนและสัตว์ รวมทั้งทุกส่วนของต้นไม้ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ การปลูกต้นไม้จึงเป็นการลดมลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน ซึ่งการปลูกต้นไม้ 1 ต้น สามารถช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ถึง 9 – 15 กิโลกรัมต่อปี สามารถลดอุณหภูมิในพื้
ทุกต้นปี ภาพท้องฟ้าขมุกขมัวและค่าฝุ่น PM 2.5 ที่พุ่งสูง กลายเป็นเรื่องคุ้นชินของคนไทยไปแล้ว ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และเกิดซ้ำอย่างต่อเนื่อง จนวันนี้การจัดการฝุ่นถูกยกระดับเป็น “วาระแห่งชาติ” จากความซับซ้อนของปัญหาที่มีต้นตอจากหลายแหล่ง จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบจุดความร้อนในพื้นที่เกษตรและพื้นที่ป่าเป็นส่วนใหญ่ สำหรับในพื้นที่เกษตร หลายคนคงคุ้นกับภาพการเผาเศษซากพืชหลังการเก็บเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรืออ้อยโรงงาน สำหรับเกษตรกรแล้วการเผาเป็นวิธีที่ “เร็ว ง่าย และต้นทุนต่ำ” และควันจากการเผาเหล่านี้คือหนึ่งในต้นตอหลักของฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งชุมชนและสังคมในวงกว้าง แต่ในวันนี้เทคโนโลยีก้าวเข้ามา หยุดการ “เผา” ในพื้นที่เพาะปลูก แทนที่ด้วย “การจัดการฝุ่นด้วยข้อมูล” การนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วย เปลี่ยนการจัดการฝุ่นจากเรื่องการขอความร่วมมือ ไปสู่ระบบที่โปร่งใส เป็นธรรม และใช้ข้อมูลเป็นฐาน ตลอดจนปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ไปจนถึงการตรวจสอบย้อนกลับ ไม่ได้ใช้เพื่อ“ตรวจจับ” แต่เพื่อช่วยที่ช่วยให้การพยากรณ์ การระบุพื้นที่เสี่ยงเกิดการเผาอย่าง
สภาวะฝุ่นในอากาศนั้น เกิดจากปัจจัยหลายอย่างและเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก วิธีการหนึ่งที่จะช่วยควบคุมคุณภาพอากาศให้เหมาะสม คือการปลูกต้นไม้ช่วยกรองอากาศและดักจับฝุ่นละอองในอากาศ ซึ่งเป็นการลงทุนน้อยแต่ได้ผลในระยะยาว ในต่างประเทศที่มีปัญหาเกี่ยวกับฝุ่นละอองขนาดเล็ก มีการศึกษาจำนวนมากเกี่ยวกับพืชที่ใช้ในการดักจับฝุ่น อย่างในประเทศจีน สหรัฐอเมริกา และหลาย ๆ ประเทศในทวีปยุโรป โดยการศึกษาพบว่า ต้นไม้สามารถดับจับฝุ่นได้ร้อยละ 10 – 90 ขึ้นอยู่กับชนิดของพืช กรมอนามัยได้แนะนำไม้ประดับ 22 ชนิด ที่เปรียบเสมือน “เครื่องฟอกอากาศธรรมชาติ” เนื่องจากไม้ประดับจะดึงดูดจุลินทรีย์ให้มาอยู่บริเวณราก และย่อยสลายโครงสร้างอินทรีย์สารที่ซับซ้อนได้ อีกทั้งใบของต้นไม้ยังสามารถดูดซับสารอินทรีย์ที่เป็นก๊าซ และย่อยหรือถ่ายโอนของเสียไปยังรากเพื่อใช้เป็นอาหารสำหรับจุลินทรีย์ สำหรับไม้ประดับ 22 ชนิด ที่มีความสามารถสูงในการดูดสารพิษ มีดังนี้ 1. หมากเหลืองเป็นพืชตระกูลปาล์มที่ปลูกง่าย โตเร็ว ชอบแสงแดดจัด แต่ปลูกภายในอาคารได้ ต้องการน้ำมาก ชอบความชื้นสูง สามารถช่วยผู้ป่วยที่เป็นหวัด หรือมีอาการไซนัส 2. จั๋งเป็นพืชตระกูลป
.สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย … ขอเชิญชวนชาวจังหวัดเชียงใหม่ และพี่น้องภาคเหนือ เข้าร่วมสัมมนาและแสดงความคิดเห็นในงานสัมมนา … “ฝุ่น PM 2.5 ภาคเกษตรสร้างปัญหาจริงหรือ? ร่วมระดมสมองเพื่อการแก้ไขอย่างยั่งยืน”.⏰วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เวลา 8.30 – 16.00 น.🏢ห้องอินทนิล อาคาร UNISERV มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถนนนิมมานเหมินท์. ภาคเช้า 09.00-12.00 น. 🔆หัวข้อ “สาเหตุ ปัญหา ผลกระทบของ PM 2.5 ในเขตภาคเหนือ” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สมพร จันทระ ประธานคณะทำงานด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่🔆 หัวข้อ “PM 2.5 จากภาคเกษตร และแนวทางเปลี่ยนขยะทางการเกษตรให้กลายเป็นขยะทองคำ” โดย ดร.สุดเขต สกุลทอง วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้🔆หัวข้อ “ฝุ่นจากไฟป่า…บทบาทของชุมชนและแนวทางการควบคุมไฟป่า” โดย นายเดโช ไชยทัพ ผู้อํานวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน🔆หัวข้อ “นโยบายและแนวทางของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือ” โดยนางลาวัณย์ อุ่นจัน หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่. ภาคบ
เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เดินหน้า ขับเคลื่อนโครงการ “ป่าปลอดเผา” ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและชุมชน โดยมี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร และนางสาวพิไลลักษณ์ พิชัยวัตต์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ บ้านโป่ง ต.ยางเปียง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เพื่อสร้างความตระหนักรู้และขับเคลื่อนการจัดการเชื้อเพลิงในป่า ลดการเผาที่เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาฝุ่นละอองและหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ โครงการ “ป่าปลอดเผา” เริ่มต้นนำร่องที่อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีจุดความร้อน (Hotspot) สูง โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ขับเคลื่อนโมเดลการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการใบไม้แห้ง ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่ก่อให้เกิด
เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 – นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธาน รับมอบกองทุนประกันอาสาพิทักษ์ดับไฟป่า จ.เชียงใหม่ จำนวน 10,000 นาย อุปกรณ์ดับไฟป่าเครื่องเป่าลม จากเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยมี นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร ด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นผู้มอบ พร้อมด้วยหน่วยงานในพื้นที่ อาทิ ปกครองอำเภออมก๋อย สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 เชียงใหม่ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กรุงเทพประกันภัย สมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือ สถานศึกษา อาสาดับไฟป่าชุมชน เเละซีพีอาสา กว่า 300 คน เข้าร่วมงาน พร้อมกันนี้ ยังร่วมลงนามความร่วมมือปกป้องป่าไม้และลดจุดความร้อนจากการเกิดไฟป่า จ.เชียงใหม่ ร่วมกับหน่วยงานราชการในพื้นที่ 15 หน่วยงาน และเครือเจริญโภคภัณฑ์ นอกจากนี้ยังได้ร่วมกิจกรรมทำแนวกันไฟสร้างการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน ณ อำเภออมก๋อย จ.เชียงใหม่ นาย
ปัจจุบันมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 เป็นภัยคุกคามสุขภาพมนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในธรรมชาติ ประชาชนต้องเผชิญปัญหามลพิษทางอากาศ หรือฝุ่น PM 2.5 เกือบทุกๆ วัน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นระบบทางเดินหายใจ ทำให้หายใจไม่สะดวก เจ็บคอ เจ็บหน้าอกหรือไม่สบายตัว ซึ่งอาการเหล่านี้มีสาเหตุมาจาก ฝุ่น PM 2.5 ทั้งสิ้น วิทยาลัยเทคนิค กฟผ.แม่เมาะ จึงเกิดแนวคิดประดิษฐ์นวัตกรรม “ระบบจัดการฝุ่น PM 2.5” ขึ้นมาเพื่อช่วยลดค่าฝุ่น PM 2.5 ไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย นวัตกรรม “ระบบจัดการฝุ่น PM 2.5” มีส่วนประกอบสำคัญได้แก่ – Laser Dust Sensor PM 2.5 PMS5003 G5 – NodeMCU V3 Lua WIFI Module ESP8266 – Liquid Crystal Display ชุดสร้างละอองน้ำ และเขียนโปรแกรมควบคุม นวัตกรรมนี้ เป็นระบบที่ใช้ในการตรวจสอบค่าฝุ่น PM 2.5 ถ้าค่าฝุ่นเกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ระบบจะสั่งการให้ชุดสร้างละอองน้ำทำงานเพื่อจัดการค่าฝุ่น PM 2.5 โดยระบบจะหยุดทำงานอัตโนมัติเมื่อค่าฝุ่นอยู่ในค่าที่ปกติ ช่วยลดค่าฝุ่น PM 2.5 สร้างอากาศบริสุทธิ์ที่ดีต่อสุขภาพคนไทย วิธีใช้งาน 1. ต่อปั๊มน้ำสำหรับสร้างหมอกละอองน้ำเข้ากับระบบจัดการฝุ่
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดการเสวนา เรื่อง “รู้ทันฝุ่น PM 2.5 เพื่อสุขภาพ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดย ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศและภูมิอากาศ (Hub of Talents on Air Pollution and Climate – HTAPC) ร่วมกับ ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม (Hub of Environmental Health) ภายใต้โครงการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ณ ศูนย์สารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อาคาร วช. 8 ดร.วิภารัตน์ กล่าวว่า เนื่องด้วยปัจจุบันปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานในหลายพื้นที่ ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจและรู้ทันต่อเหตุการณ์ วช. จึงได้นำองค์ความรู้และข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ 1. การพยากรณ์/คาดการณ์ปริมาณ PM 2.5 2. การลด PM 2.5 จากแหล่งกำเนิด 3. การบรรเทาปัญหา PM 2.5 ทั้งด้านเศรษฐกิจสังคม สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศและสุขภาพอนามัย 4. การสร้างความรับรู้ข
กรมวิชาการเกษตรจับมือ กทม. นำร่องลุยแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ภาคเกษตร ใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังและฟางข้าว ช่วยเกษตรกรลดการเผาฟาง และเพิ่มธาตุอาหารในดิน วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เข้าร่วมงาน Kick off ขับเคลื่อน “กิจกรรมสาธิตการใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร เพื่อย่อยสลายตอซังฟางข้าว” ซึ่งการลดการเผาตอซังเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยในปี 2567 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รณรงค์ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ตั้งเป้าลดการเผาในพื้นที่เกษตรลงร้อยละ 50 กรมวิชาการเกษตรจึงได้ขยายนโยบายดังกล่าว โดยนำร่องร่วมกับกรุงเทพมหานคร ณ แปลงนาสาธิตของกรุงเทพมหานคร แขวงทรายกองดินใต้ เขตคลองสามวา อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า การเผาตอซังฟางข้าวก่อให้เกิดปัญหาหมอกควัน ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้น ยังส่งผลกระทบต่อคุณสมบัติของดิน ทำให้ดินแน่นทึบ อัตราการซาบซึมน้ำต่ำ การเผาตอซังทำให้ปริมาณไนโตรเจนที่ผิวดินลด
