พริกกระเหรี่ยง
พริกกะเหรียง เป็นพริกพันธุ์พื้นเมืองที่ปลูกตามแนวชายแดนไทย -พม่า และชนเผ่ากะเหรี่ยงนำพริกชนิดนี้มาขายจึงเรียกว่า “พริกกะเหรี่ยง” เป็นพริกชนิดหนึ่งที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมทั้งสภาวะอากาศ โรค และแมลง พริกกะเหรียงมีลำต้นขนขนาดใหญ่ ลำต้นแตกแขนงดีให้ผลผลิตติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน โดยนิยมนำพริกกะเหรี่ยงมาทำเป็นพริกแห้งเพราะให้น้ำหนักดี มีความเผ็ดและหอมซึ่งเป็นลักษณะเด่นของพริกกะเหรี่ยง การปลูกพริกกะเหรี่ยง ปลูกด้วยเมล็ดลงหลุม รองกันหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 800 -1,000 กิโลกรัมต่อไร่ โดยหยอด 5-10 เมล็ด ต่อหลุม โดยใช้ระยะปลูก 80X80 เชนติเมตร อายุการเก็บเกี่ยว เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เมื่อมีอายุ 90 วัน ผลผลิตพริกสดประมาณ 400-500 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งสามารถนำมาทำเป็นพริกแห้งได้ประมาณ 80-100 กิโลกรัมๆ ละประมาณ 80-150 บาท รายได้เฉลี่ยประมาณ 10,000-15,000 บาทต่อไร่ คนกะเหรี่ยงปลูกพริกแบบผสมผสาน การปลูกพริกกะเหรี่ยงของคนกะเหรี่ยงจะปลูกแบบพืชไร่โดยการเอาเมล็ดพริกผสมกับเมล็ดพืชอื่นๆ อาทิ เมล็ดฟัก แฟง แตงกวา ฯลฯ หว่านในไร่ หลังจากที่หยอดเมล็ดข้าวไปแล้วเมล็ดข้าวงอกก่อนและเป็นร
จนถึงปัจจุบันนี้ คงเข้าใจตรงกันแล้วนะครับ ว่า “พริก” (Chilli) นั้น ไม่ใช่พืชพื้นเมืองของดินแดนแถบนี้ มันมาจากทวีปอเมริกา แพร่เข้ามากับเรือสำเภาค้าขายทางไกลในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 22 และเป็นที่นิยมนำมาปรุงแต่งรสเผ็ดร้อนในอาหารอย่างรวดเร็ว เพราะขึ้นง่าย ดูแลรักษาไม่ยาก จนชั่วเวลาไม่ถึง 2 ศตวรรษ มันก็เบียดขับ “ของเผ็ด” เดิมๆ อย่าง ดีปลี พริกไทย มะแขว่น ตกขบวนไปหมด แล้วก็เสนอตัวเข้ามาเป็นวัตถุดิบหลักในอาหารไทยและเพื่อนบ้านชาวอุษาคเนย์อย่างเหนียวแน่นจนถึงปัจจุบัน ผมพูดราวกับว่าพริกมีชีวิต ที่จริงไม่ใช่หรอกครับ เกือบทั้งหมดของความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายทั้งมวลในโลกล้วนมาจากคน ในกรณีของพริก มันถูกทดลองเอาไปทำนู่นนี่นั่น ถูกกำหนดราคาสูงต่ำตามคุณภาพของพันธุ์ที่นิยมกันว่าอร่อย แถมยังมีการดัดแปลงปรับปรุงให้มีระดับความเผ็ด เนื้อสัมผัส ความเลื่อมมันของผิว ฯลฯ รองรับวัฒนธรรมอาหารเมืองที่เปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย กิจกรรมอย่างหลัง ที่เรียกร้องความสมบูรณ์สวยงามของพริก นำมาซึ่งการระวังป้องกันต้นพริกในไร่จากแมลงและโรคพืช ด้วยมาตรการต่างๆ จนในที่สุดก็มาถึงการฉีดพ่นสารเคมี ซึ่งย่อมมีรายจ่ายและผลลบต่อคุณภาพขอ
