ภาคตะวันตก
แต่เดิม “อินทผลัม” มักรู้จักกันในรูปอบแห้งที่เดินทางมาจากตะวันออกกลางเพื่อนำมาวางขายตามห้างสรรพสินค้าชื่อดัง จึงมีราคาค่อนข้างแพง ความเป็นไม้ผลที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการซึ่งชาวมุสลิมทั่วโลกนิยมรับประทานในช่วงพิธีสำคัญทางศาสนา ขณะที่คนไทยเริ่มรู้จักและตื่นตัวเพราะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ อีกทั้งพบว่าผลสดของอินทผลัมสามารถรับประทานได้โดยยังคงคุณค่าทางโภชนาการ ขณะเดียวกัน มีข้อมูลทางวิชาการระบุว่า พื้นที่บางแห่งในประเทศไทยมีความเหมาะสมทางกายภาพต่อการปลูกอินทผลัมผลสด แล้วยังปลูกได้มีคุณภาพกว่าหลายพื้นที่ในแถบอาเซียน ดังนั้น จึงเกิดการตื่นตัวของชาวบ้านหันมาปลูกอินทผลัมกันเพราะมีราคาขายสูง ปัจจุบัน สวนอินทผลัมหลายแห่งประสบความสำเร็จจากการขายผลสด จนทำให้เจ้าของสวนการันตีความอร่อยด้วยการเปิดให้ผู้สนใจเข้าถึงสวนแบบบุกถึงต้นชิมกันแบบสด พร้อมชูจุดเด่นเรื่องสายพันธุ์ การปลูก ดูแล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า มีความเป็นห่วงว่าในอนาคตไม้ผลอย่างอินทผลัมที่ปลูกกันเพิ่มขึ้น แล้วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะมีทิศทางไปทางไหน ขณะที่กลุ่มผู้ปลูกบางแห่งซึ่งล้ำหน้าไปด้วยการนำอินทผลัมผลสดมาแปรรูปเป็นผลิตภัณ
เมื่อปีที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกัน กองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เคยนำเสนอการรวมกลุ่มของเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัมในหลายจังหวัด ทั้งภาคกลางและภาคตะวันตก อาทิ กาญจนบุรี อุทัยธานี สุพรรณบุรี ราชบุรี ปทุมธานี ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มเฉพาะแปลงที่ปลูกอินทผลัมแบบเพาะเนื้อเยื่อ เพื่อรักษามาตรฐานของผลผลิตอินทผลัมผลสดให้อยู่ในระดับเดียวกัน ส่งเสริมการปลูกอินทผลัมในเมืองไทย และช่วยยกระดับผลผลิตให้เข้าสู่ตลาดโดยไม่แย่งกันจำหน่าย โดยใช้ชื่อว่า กลุ่มอินทผลัมภาคตะวันตก หรือ WDP 3 ปีแล้ว สำหรับการก่อตั้งกลุ่ม และรวมตัวเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัม ปีที่ผ่านมามีสมาชิกประมาณ 30 ราย พื้นที่ปลูกอินทผลัมรวม 600 ไร่ ปัจจุบัน เปิดรับสมาชิกเพิ่มทั่วประเทศ ไม่จำกัดเฉพาะภาคกลางหรือภาคตะวันตก ทำให้ปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่ม คิดเป็นพื้นที่ปลูกกว่า 1,000 ไร่ จำนวนกว่า 30,000 ต้น ทั่วประเทศ ให้ผลผลิตแล้วในปีนี้ ประมาณ 5,000 ต้น ปีที่ผ่านมา มีผลผลิตอินทผลัมผลสดออกสู่ตลาดไม่ต่ำกว่า 20 ตัน แต่ในปีนี้จะสูงถึง 150 ตัน และจะสูงถึง 300-400 ตัน ในปีหน้า ต้นอินทผลัมเพาะเนื้อเยื่อ ถูกสั่งมาจากประเทศอังกฤษ เป็นสายพันธุ์บาร์ฮี (barhee / barh
