ภาษีทรัมป์
นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยถึงทิศทางและอนาคตของอุตสาหกรรมกุ้งไทยท่ามกลางความผันผวนของนโยบายการค้าโลก ว่าอุตสาหกรรมกุ้งไทยในปีนี้มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน แม้จะต้องเผชิญกับมาตรการทางภาษีและนโยบายการค้าที่คาดเดาได้ยากจากฝั่งสหรัฐอเมริกา แต่มีความเชื่อมั่นว่าในปีนี้ไทยจะผลักดันการส่งออกมากกว่า 250,000 ตัน หากสามารถเพิ่มผลผลิตกลับมาได้มากกว่า 400,000 ตัน “ปัจจัยบวกต้นปีจากที่รับทราบอัตราภาษีสหรัฐฯ ประกาศรอบนี้ให้ 15% เท่ากันหมด และเมื่อบวกกับอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) ล่าสุดที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาไทยเหลือเพียง 2.01% รวมแล้วสินค้ากุ้งจากไทยจะมีภาษีส่งออกไปสหรัฐที่ 17.01% แม้ว่าจะใกล้เคียงกันกับประเทศอื่น แต่ก็ซึ่งถือว่าไทยได้เป็นอัตราต่ำที่สุดเป็นที่น่าพอใจกับตัวเลขภาษีที่ปรากฏ เนื่องจากยังอยู่ในระดับที่สามารถส่งออกไปแข่งขันได้แม้จะมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนเพียงประมาณ 150 วัน แต่ก็เป็นประโยชน์ต่อประเทศ” สำหรับอัตราภาษีสินค้ากุ้งของประเทศผู้ส่งออกกุ้งรายอื่น ได้แก่ อินโดนีเซีย 18.78% เอกวาดอร์ 15-28.75% เวียดนาม 22.42% และอินเดีย 24.58% อย่างไรก็ตาม ภาคเอ
หนึ่งในรายการที่ฝ่ายไทยจะต้องแลกกับการลดภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐจากเดิมที่ 36% ลงเหลือ 19% มีผลบังคับใช้ในปัจจุบันก็คือ การลดภาษีเหลือ 0% เพื่อเปิดให้นำเข้า ข้าวโพด และกากถั่วเหลือง จากสหรัฐ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของประเทศไทย จากเดิมที่ยังมีการเก็บภาษีอยู่ 2% และมีกฎระเบียบที่ผูกพันการนำเข้าภายใต้ WTO รวมถึงการนำเข้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ส่งผลให้นโยบายและมาตรการในการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ตั้งแต่ปี 2569 จะต้องมีการปรับเปลี่ยน จากปัจจัยที่จะต้องเปิดตลาดสินค้าเกษตรให้กับสหรัฐ โดยการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจากมาตรการภาษีนี้จะมีผลไปถึงราคาสินค้าเนื้อสัตว์ภายในประเทศจะปรับลดลงหรือไม่ จากต้นทุนอาหารสัตว์ที่ถูกลง เปิดนำเข้าข้าวโพด-กากถั่ว สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ได้ประมาณการการผลิตอาหารสัตว์ในปี 2568 ไว้ที่ 21.8 ล้านตัน โดยมีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผลิตภัณฑ์ข้าว มันสำปะหลัง และข้าวสาลี คิดเป็นสัดส่วน 60% ของการผลิตอาหารสัตว์ทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีก 31% ที่เป็นวัตถุดิบโปรตีน ได้แก่ กากถั่วเห
หลังจาก “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทย 19% ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป จากการขึ้นภาษีในครั้งนี้ได้สร้างความกังวลให้กับภาคธุรกิจทั่วโลกอีกครั้ง สำหรับในส่วนของสินค้าเกษตรของไทย ภาษีทรัมป์ หรือการปรับขึ้นภาษีนำเข้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ ได้ขยายผลกระทบมายังสินค้าหลายกลุ่ม ซึ่งหนึ่งในภาคส่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ก็คือ สินค้าเกษตรของไทย ที่มีสหรัฐฯ เป็นตลาดสำคัญ เมื่อภาษีขยับขึ้น ย่อมส่งแรงสั่นสะเทือนทั้งด้านต้นทุน การส่งออก และโอกาสทางการแข่งขัน ซึ่งผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องประเมินทั้งข้อดีและความท้าทายอย่างรอบด้าน สำหรับรายการสินค้าที่ไทยไม่เรียกเก็บภาษีศุลกากรจากสหรัฐฯ เพื่อแลกกับการลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยเหลือ 19% แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ 1. สินค้าที่ไทยไม่ผลิต ไม่มี 2. สินค้าที่ไทยผลิตได้เอง แต่ไม่เพียงพอ มีบางส่วน เช่น ข้าวโพด 3. สินค้าไทยมีรายการซื้อจากต่างประเทศอยู่แล้ว และสหรัฐฯ ไม่ได้ขาย เช่น ลำไย “เขาไม่ปลูก” นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้อธิบายผลกระทบที่อ
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายประจำ) เปิดเผยถึงผลการเจรจาภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยที่อัตราร้อยละ 19 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป โดยอัตราดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากความพยายามในการเจรจาอย่างเข้มข้นของฝ่ายไทยที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากความพยายามในการเจรจาของฝ่ายไทยกับสหรัฐฯ ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบด้วย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ได้เข้าร่วมในการกำหนดท่าทีภาคการเกษตร ร่วมกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายพิชัย ชุณหวชิร) และกระทรวงพาณิชย์ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ในการเจรจาที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอท่าทีและยึดมั่นในหลักการสำคัญเพื่อปกป้อง ภาคการเกษตรของประเทศอย่างถึงที่สุด คือ 1. ต้องเกิดผลกระทบน้อย
