หลังจาก “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทย 19% ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป จากการขึ้นภาษีในครั้งนี้ได้สร้างความกังวลให้กับภาคธุรกิจทั่วโลกอีกครั้ง
สำหรับในส่วนของสินค้าเกษตรของไทย ภาษีทรัมป์ หรือการปรับขึ้นภาษีนำเข้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ ได้ขยายผลกระทบมายังสินค้าหลายกลุ่ม ซึ่งหนึ่งในภาคส่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ก็คือ สินค้าเกษตรของไทย ที่มีสหรัฐฯ เป็นตลาดสำคัญ
เมื่อภาษีขยับขึ้น ย่อมส่งแรงสั่นสะเทือนทั้งด้านต้นทุน การส่งออก และโอกาสทางการแข่งขัน ซึ่งผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องประเมินทั้งข้อดีและความท้าทายอย่างรอบด้าน
สำหรับรายการสินค้าที่ไทยไม่เรียกเก็บภาษีศุลกากรจากสหรัฐฯ เพื่อแลกกับการลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยเหลือ 19% แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ
1. สินค้าที่ไทยไม่ผลิต ไม่มี
2. สินค้าที่ไทยผลิตได้เอง แต่ไม่เพียงพอ มีบางส่วน เช่น ข้าวโพด
3. สินค้าไทยมีรายการซื้อจากต่างประเทศอยู่แล้ว และสหรัฐฯ ไม่ได้ขาย เช่น ลำไย “เขาไม่ปลูก”

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้อธิบายผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสินค้าเกษตรสำคัญ โดยมีรายละเอียดดังนี้
ข้าวโพด: ปัจจุบันผลผลิตในไทยมี 5 ล้านตัน ในขณะที่ความต้องการของโรงงานผลิตอาหารสัตว์อยู่ที่ 10 ล้านตัน รัฐบาลมีแนวทางจัดสรรโควต้านำเข้า โดยให้ผู้ประกอบการซื้อข้าวโพดในประเทศก่อน จากนั้นจึงซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน (เมียนมา, ลาว, กัมพูชา) ที่มีเอกสารรับรองว่าไม่มาจากการเผา และสุดท้ายจึงซื้อจากสหรัฐฯ ซึ่งมีราคาถูกที่สุด

ปลานิล: คาดว่าจะไม่มีปัญหาจากการเปิดนำเข้า เพราะสินค้าจากสหรัฐฯ เป็นปลาแปรรูปที่มีต้นทุนสูงกว่าปลานิลของไทยถึง 10-20 เท่า ทำให้ไทยได้เปรียบด้านราคา
เนื้อหมู: หากมีการเปิดตลาด จะอนุญาตให้นำเข้าในปริมาณที่น้อยมาก (อาจเพียง 1%) และต้องมีการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ จะไม่เปิดรับนำเข้าเครื่องในหมู

หลังจากสหรัฐฯ ประกาศปรับภาษีทรัมป์ใหม่ ทำให้สินค้าเกษตรไทยถูกเก็บภาษีนำเข้าเพียง 19% ซึ่งถือว่าช่วยลดแรงกดดันต่อผู้ส่งออกไทยลงอย่างมาก
แต่หากสหรัฐฯ ยังคงจัดเก็บภาษีในอัตราเดิม 36% ผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยคงจะรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า เพราะต้นทุนสินค้าของไทยจะสูงขึ้นจน แข่งขันลำบากในตลาดสหรัฐฯ
ด้าน นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือ ไบโอไทย (BioThai) ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าหรือการปรับกำแพงภาษีต่อภาคเกษตรไทย โดยแบ่งเป็นสองส่วนหลัก ดังนี้
1. ผลกระทบต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ (หากมีการลดภาษีนำเข้าเป็นศูนย์)
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ : จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด 450,000 ครอบครัว แม้ว่าอุตสาหกรรมอาหารสัตว์จะสนับสนุนการนำเข้าเพื่อลดต้นทุนก็ตาม
อุตสาหกรรมปศุสัตว์ : ผู้เลี้ยงหมูรายย่อยที่มีถึง 140,000-150,000 ครอบครัว แม้ว่าสัดส่วนการเลี้ยงของรายย่อยจะอยู่ที่ประมาณ 20% ของปริมาณหมูทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นรายใหญ่ (CP 32-35%, รายใหญ่อื่นๆ 30-40%) และรายกลาง (ประมาณ 7,000 ครอบครัว) และเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวนับล้านครอบครัว
เครื่องในสัตว์ : ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์พลอยได้ของสหรัฐฯ ที่จะเข้ามาแข่งขันกับผู้เลี้ยงรายย่อยในไทย
2. ผลกระทบต่อสินค้าส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯ (หากไม่ได้รับการลดภาษี)
ข้าวหอมมะลิ : เป็นสินค้าส่งออกเกษตรอันดับหนึ่งของไทยไปสหรัฐฯ ซึ่งจะได้รับผลกระทบอย่างหนักหากภาษีไม่ลดลง เนื่องจากจะเสียเปรียบคู่แข่งอย่างเวียดนาม

ยางพารา : จะประสบปัญหาในการแข่งขันกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย
มันสำปะหลัง : จะได้รับผลกระทบหากภาษีไม่ลดลง
กุ้ง: จะได้รับผลกระทบเช่นกัน
กะทิกล่องและอุตสาหกรรมมะพร้าว: จะได้รับผลกระทบจากคู่แข่งหลายประเทศ เช่น เวียดนาม, อินโดนีเซีย, และประเทศในแถบแคริบเบียน ซึ่งมีความได้เปรียบด้านภาษีและต้นทุนการขนส่งที่ต่ำกว่า
แหล่งที่มา : บีบีซีไทย https://www.bbc.com/thai/articles/c2djxzkrgjwo , ไทยพีบีเอส (Thai PBS) https://shorturl.asia/ed7aQ
