มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลพระนคร
“ต้นขลู่” เป็นไม้พุ่มที่อยู่ในวงศ์ Asteraceae สามารถพบได้ทั่วไปในบริเวณที่ชื้นแฉะของประเทศแถบเอเชีย สำหรับประเทศไทย พบในพื้นที่ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคอีสาน มีชื่อเรียกแตกต่างในแต่ละท้องถิ่น ภาคกลางเรียก “ขลู่” จังหวัดอุดรธานี เรียกว่า “หนวดงัว” สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีตัดกิ่งปักชำ สมุนไพรใบขลู่ มีสารพฤกษเคมีมากมายหลายชนิดที่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ สามารถลดน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต ในตำราแพทย์แผนไทยนำใบขลู่มาใช้รักษาอาการขัดเบา นำมาอาบเพื่อดับกลิ่นตัว ปัจจุบัน มีการนำใบขลู่มาประยุกต์ใช้ในรูปแบบของชา เพื่อช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยขับปัสสาวะ “ชาใบขลู่” สร้างอาชีพ วิสาหกิจชุมชนลุงแกละชาใบขลู่ บ้านตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ได้นำต้นขลู่ ซึ่งเป็นวัชพืชที่งอกงามอยู่ใกล้กับป่าชายเลนมาจำหน่ายในรูปแบบผลิตภัณฑ์ชาใบขลู่ ที่ขายดีเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ต่อมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครได้นำนวัตกรรมเข้ามายกระดับการผลิตทำให้ผลิตภัณฑ์ใบขลู่อบแห้ง มีคุณภาพและผ่านเกณฑ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) เป็นรายแรกในประเทศไทย สร้างความ
ในปัจจุบันมีคนสนใจปลาสวยงามเยอะ และมีตลาดรองรับปลาสวยงามให้เป็นปลาเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วย นักศึกษา มทร.ศรีวิชัยวิทยาเขตตรัง จึงรวมกลุ่มกันเพาะปลาสวยงาม หารายได้ระหว่างเรียนและเพื่อเตรียมตัวเป็นผู้ประกอบการหลังจบการศึกษา จะได้ไม่ตกงานและมีรายได้เลี้ยงตัวเอง ส่วนราคาขายเริ่มต้นที่ตัวละ 5 บาท เชิญชวนแวะอุดหนุน โรงเพาะฟักปลาน้ำจืด ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง มีนักศึกษาคณะวิทยาสาสตร์และเทคโนโลยีการประมงสาขาวิชาเพาะเลี้ยงชั้นปีที่ 4 คิดดีใฝ่ดีด้วยการรวมกลุ่มกันเพาะปลาสวยงามหลากหลายชนิด เช่นปลาทองสายพันธุ์ต่าง ๆ ปลาคาร์ฟ ปลาก้างพระร่วง ปลากระดี่หางลาย ปลาสอด และปลาหูช้าง เพื่อส่งขายสร้างรายได้ระหว่างเรียนและยังเป็นการเตรียมตัวเป็นผู้ประกอบการรายย่อยหลังจบการศึกษา จะได้ไม่ตกงานในยุคที่เต็มไปด้วยการแข่งขันทั้งเป็นการใช้เวลาว่างก่อนและหลังเลิกเรียนให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่ต้องออกไปเที่ยวเตร่ เล่นเกมหรือยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข กิจกรรมดังกล่าว ได้รับการส่งเสริมจากมหาวิทยาลัยฯให้ นักศึกษาสามารถใช้โรงเพาะฟักของมหาวิทยาลัยฯ เพาะปลาสวยงามได้เต็มอย่างความสามารถ แต่เน้นขายราค
วันที่ 21 กรกฎาคม 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านเหมือดแอ่ อำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อดูผลสำเร็จงานวิจัยสร้างสรรค์วิชาการงานศิลป์ จากผลงานโครงการวิจัย เรื่อง “การจัดการความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยี การฟอก ย้อม พิมพ์ การออกแบบ และการสร้างผลิตภัณฑ์ฝ้ายทอมือสู่เชิงพาณิชย์” โดยมี ผศ.ดร. รัตนพล มงคลรัตนาสิทธิ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เป็นหัวหน้าโครงการ เพื่อส่งเสริมและขับเคลื่อนให้วิสาหกิจชุมชนซึ่งผลิตสิ่งทอพื้นเมืองที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้ผ้าทออีสาน เป็นที่ต้องการของตลาดเพิ่มขึ้น โดยนำองค์ความรู้จากการวิจัยและนวัตกรรมเข้าไปส่งเสริมและสนับสนุน ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ภาครัฐมีนโยบายพัฒนาและส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้เกิดการสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่เข้มแข็ง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จึงสนับสนุนทุนวิจัยใน “โครงการการจัดการความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีการฟอก ย้อม พิมพ
ในปี 2562 ผักตบชวาเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงและเป็นวัสดุเหลือทิ้งเยอะมาก ทีมวิจัยได้ของบประมาณจาก วช.สำหรับการดำเนินการในปีแรก ผลิตเป็นเส้นด้ายและผ้าจากผักตบชวาขึ้นมาก่อน พอปี 2563 ได้งบจาก ปตท. สนับสนุนให้มีการนำองค์ความรู้ลงไปสู่ชุมชนให้ชุมชนได้ใช้ ตอนนั้นมีผ้าแล้ว ก็นำผ้านี้ไปถ่ายทอดให้เขาเพื่อเป็นอีกทางเลือกที่นอกจากผ้าไทยที่เขาจะหาซื้อได้ทั่วไปแล้ว ให้เขาสามารถใช้ผ้าผักตบไปผลิตเป็นรูปแบบผลิตภัณฑ์ชุมชนของเขาได้ ดร.ศุภนิชา ศรีวรเดชไพศาล นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พูดถึงจุดเริ่มต้นของการพัฒนา “นวัตกรรมเส้นใยจากผักตบชวา” โดยทีมวิจัยได้มีการต่อยอดองค์ความรู้ลงไปสู่ชุมชน เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันมีชุมชนต่างๆ รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อไปประยุกต์ใช้แล้ว อาทิ ชุมชนผลิตเสื้อผ้า ชุมชนผลิตพวกเก้าอี้ (เคหะสิ่งทอ) ผลิตพรมจากผักตบชวา โดยการผลิตพรมจะมีทีมนักวิจัยจากคณะวิศวะ คอยช่วยดูแลเรื่องของเทคนิคการผลิตที่ไม่เกิดปัญหาเชื้อรา ส่วนผ้าทอที่ใช้ผลิตเป็นเสื้อผ้าทั่วไปการผลิตจะทำในเชิงอุตสาหกรรม โดยมีบริษัท ก้องเกียรติเท็กซ์ไทล์ จำกัด เข้ามาช่วยในเรื่องของการ
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม สนับสนุน การพัฒนาเทคโนโลยี “ระบบไกด์อัจฉริยะ” (Smart Guide) ในเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงอาหาร โดยนักวิจัย จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน แบบ Smart tourism และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง ในยุค New Normal วันนี้ (18 พฤศจิกายน 2564) ที่วิสาหกิจชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยทีมนักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร นำโดย ดร.นิตินันท์ ศรีสุวรรณ และคณะ ลงพื้นที่ต่อยอดผลผลิตงานวิจัย จากโครงการการพัฒนาเทคโนโลยีระบบไกด์อัจฉริยะในเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงอาหาร เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดสมุทรสงคราม ชูเอกลักษณ์ด้านอาหารในแต่ละท้องถิ่นของจังหวัด พลิกฟื้นชุมชน และจังหวัด หลังสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 โดยใช้วิจัยและนวัตกรรมอย่างยั่งยืน ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า วช. ในฐานะหน่วยงานบริหา
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สนับสนุนโครงการพัฒนาจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง “สมุทรสงคราม” ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร พัฒนาแอปพลิเคชันและสื่อ อำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว ลดความแออัดในเมือง เจาะกลุ่มชุมชนขนาดเล็ก หวังช่วยยกระดับเศรษฐกิจชุมชนและจังหวัดสมุทรสงคราม ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ตอบโจทย์นโยบายประเทศด้านการท่องเที่ยวเมืองรองเชิงสร้างสรรค ดร. นิตินันท์ ศรีสุวรรณ แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เมืองรองจากชุมชนเล็กเชื่อมโยงสู่ชุมชนใหญ่ด้วยสื่อดิจิทัล จังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า การวิจัยในครั้งนี้ ได้มุ่งสร้างผลผลิตสื่อดิจิทัลที่จับต้องได้ ในรูปแบบสื่อ 3 ประเภท คือ แอปพลิเคชั่นบนมือถือ แผ่นพับแนะนำเส้นทางการท่องเที่ยวพร้อม QR Code และสื่อวีดิทัศน์แนะนำแหล่งท่องเที่ยวสำหรับชาวไทย เพื่อให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และกลุ่มชุมชนที่เกี่ยวข้อง ใช้เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงนักท่องเที่ยวได้มากยิ่งขึ้น และเป็นตัวช่วยในการวางแผนการเดินทางในยุค New Normal ให้กับนักท่
