มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลอีสานนครราชสีมา
6 สิงหาคม 2567 กรุงเทพฯ – สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับทีมวิจัยจาก กรมประมง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก และ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แถลงข่าวเปิดโครงการความร่วมมือ ‘ชริมป์การ์ด’ (ShrimpGuard): การพัฒนาสูตรผสมของแบคทีริโอฟาจ (bacteriophage) หรือฟาจ (phage) และสารเสริมชีวนะเพื่อต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรีย Vibrio spp. ที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะในกุ้งเลี้ยง’ หรือ ‘ชริมป์การ์ด’ โครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนจำนวน 41,605,962 บาท จากศูนย์วิจัยการพัฒนาระหว่างประเทศ (International Development Research Centre: IDRC) ประเทศแคนาดา และกระทรวงสาธารณสุขและสังคม (Department of Health and Social Care) แห่งสหราชอาณาจักร ระยะเวลาดำเนินการ 32 เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 ถึงเดือนธันวาคม 2569นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า การเพาะเลี้ยงกุ้งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร สำหรับประเทศกำลังพัฒนา ประเ
ปัญหามลพิษภายในประเทศทุกวันนี้ส่วนหนึ่งมาจากการเผาทำลายวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่มีคุณลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่แต่ละภูมิภาค ทำให้อาจารย์นักวิจัยจากหลายสถาบันได้พยายามคิดค้นนวัตกรรมที่สามารถใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้เหล่านั้น รวมไปถึงนวัตกรรมผลิตภัณฑ์จากเส้นใยใบอ้อย โดยอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยใช้เทคโนโลยีและองค์ความรู้ผสมผสานกับภูมิปัญญาของชาวบ้านที่มีอยู่เดิมสร้างเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งทอสร้างรายได้เพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาระบบนิเวศในชุมชน ซึ่งขณะนี้ได้นำกลไกการตลาดมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ดีไซน์รูปแบบตามแนวแฟชั่นที่ลูกค้าต้องการเน้นเอกลักษณ์ความเป็นไทย ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. เป็นกลไกสำคัญของรัฐในการขับเคลื่อนให้การสนับสนุนงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์คิดค้นหรือนวัตกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และสามารถถ่ายทอดเป็นองค์ความรู้สู่ชุมชน รวมถึงการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อ
สภาวะแวดล้อมปัจจุบันที่มีการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม มีการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้น ส่งผลทำให้มีการปลดปล่อยก๊าซกลุ่มไนโตรเจน และซัลเฟอร์ ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง นอกจากนี้ ในด้านงานก่อสร้าง ความเป็นกรดของน้ำฝนสามารถทำให้ผิวหน้าขององค์อาคารเกิดความเสียหาย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกียรติสุดา สมนา แห่งสาขาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา เปิดเผยว่า นวัตกรรมจีโอโพลิเมอร์ปูนฉาบต้านทานกรดมีแนวคิดที่มาจากการพัฒนานวัตกรรมปูนซีเมนต์ในการผลิตเป็นปูนฉาบ เนื่องจากปูนซีเมนต์ที่ใช้ทั่วไป ถ้านำไปฉาบผนังอาคารภายนอกที่สัมผัสกับน้ำฝนนานๆ ก็จะหลุดล่อนและอาจส่งผลกระทบต่อเหล็กเสริมในองค์อาคารจากการแทรกซึมของน้ำและความชื้นได้ ด้วยเหตุนี่เอง จึงคิดค้นนวัตกรรมจีโอโพลิเมอร์ปูนฉาบต้านทานกรดขึ้น โดยเริ่มจากการสังเคราะห์จากเถ้าถ่านหิน เถ้าแกลบ เถ้าชานอ้อย เถ้าปาล์มน้ำมัน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นวัสดุเหลือทิ้งในสิ่งแวดล้อม ที่สามารถทำปฏิกิริยากับสารละลายด่าง โซเดียมไฮดรอกไซด์ที่มีทรายเป็นมวลรวมละเอียด ทำให้
