ยารักษาโรค
กรมวิชาการเกษตร เดินหน้าโครงการขับเคลื่อนผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ ชงปลูกฟ้าทะลายโจรพันธุ์ดี 2 สายพันธุ์ พิษณุโลก 5-4 และพิจิตร 4-4 สารแอนโดรกราโฟไลด์สูงเจริญเติบโตได้ดี พร้อมขยายผลถ่ายทอดองค์ความรู้การปลูกฟ้าทะลายโจรพันธุ์ดีด้วยเทคโนโลยีกรมวิชาการเกษตรสร้างรายได้เกษตรกรกลุ่มวิสาหกิจชุมชนภาคใต้ตอนบน นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 จ.สุราษฎร์ธานี ได้วิจัยและพัฒนาภายใต้โครงการขับเคลื่อนผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ โดยนำฟ้าทะลายโจรพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร 2 สายพันธุ์ ที่สามารถเจริญเติบโตได้ดี ให้ผลผลิตและสารสำคัญสูง คือ สายพันธุ์พิษณุโลก 5-4 ที่มีปริมาณสารแอนโดรกราโฟไลด์มากถึง 8.89 กรัมต่อน้ำหนักแห้ง 100 กรัม ให้ผลผลิตเฉลี่ย 4,187 กิโลกรัมต่อไร่ มากกว่าพันธุ์การค้าร้อยละ 20.4 มีอายุเก็บเกี่ยวที่ระยะออกดอก 50 เปอร์เซ็นต์ 77 วัน และสายพันธุ์พิจิตร 4-4 ที่มีปริมาณสารแอนโดรกราโฟไลด์มากถึง 12.20 กรัมต่อน้ำหนักแห้ง 100 กรัม ให้ผลผลิตเฉลี่ย 3,880 กิโลกรัมต่อไร่ มากกว่าพันธุ์การค้าร้อยละ 14.1 มีอายุเก็บเกี
ปลิงทะเลกาหมาด เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ลำตัวลักษณะทรงกระบอกกลมคล้ายไส้กรอก ลำตัวอ่อนนุ่มยืดหดตัวได้ ปลายทั้งสองข้างเป็นช่องเปิดปากและทวาร ผิวหนังส่วนนอกยืดหยุ่นได้ดี ภายใต้ผิวหนังมีตุ่มเม็ดหินปูนกระจายอยู่ทั่วไป มีหนามลักษณะคล้ายต้นไม้ล้อมรอบ ปลิงทะเลกาหมาดยังมีคุณสมบัติที่ดีหลายอย่างในการเป็นยารักษาโรค ซึ่งถือได้ว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่ชาวบ้านนิยมนำมาเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงกระดูก รักษาแผล โดยวิธีการนำมาต้มและดองในน้ำผึ้งป่า แต่วิธีการเหล่านี้ยังขาดงานวิจัยออกมารองรับ ทำให้ รศ.ดร.ชุตินุช สุจริต อาจารย์ประจำภาควิชาอุตสาหกรรมอาหาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง ได้สนใจทำการศึกษาวิจัยเรื่อง “การนำภูมิปัญญาของปลิงทะเลกาหมาด เพื่อก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ด้านอาหารและเครื่องสำอาง” เพื่อนำภูมิปัญญาของปลิงทะเลกาหมาดมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ด้านอาหารและเครื่องสำอาง สามารถส่งเสริมให้ชุมชนนำไปต่อยอดด้านธุรกิจ จึงมีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความสวยงาม ส่งเสริมการตลาดเผยแพร่สรรพคุณต่างๆ ของปลิงทะเลกาหมาดให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ซึ่งการดำเนินงานด้านการ
หญ้าปักกิ่ง มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ปรับภูมิคุ้มกัน ช่วยลดความทุกข์ทรมานและอาจยืดอายุของผู้ป่วยมะเร็ง มีการศึกษาการคั้นน้ำหญ้าปักกิ่งในผู้ป่วยที่ได้รับการฉายแสงและเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งหลังโพรงจมูกพบว่า ช่วยลดผลข้างเคียงของการฉายรังสีและเคมีบำบัด คือคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร แผลในปาก ปากแห้ง อ่อนเพลีย ปวดข้อและกล้ามเนื้อ ท้องเสีย ท้องผูก ผมร่วง และอาการไข้ ขนาดดื่มน้ำคั้น 2 ช้อนโต๊ะ (30 มิลลิลิตร) วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ก่อนอาหาร ขิง ช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนจากยาเคมีบำบัด ขนาด 500-1,000 มิลลิกรัม ต่อวัน หรือครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 2-3 มื้อหลังอาหาร โดยให้กิน 3 วัน ก่อนให้เคมีบำบัด และกินต่อเนื่องจนอาการดีขึ้น พญายอ ช่วยลดอาการอักเสบและลดความปวดของเยื่อบุช่องปาก จากการฉายแสงหรือให้เคมีบำบัด ทาบ่อยๆ วันละ 3-5 ครั้งในปาก ตั้งแต่ฉายแสงหรือให้เคมีบำบัดวันแรกจนอาการดีขึ้น ว่านหางจระเข้ ช่วยลดอาการอักเสบ สมานแผล และมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ตัววุ้นมีความเย็นและชุ่ม เหมาะกับผู้ป่วยที่เนื้อเยื่อบุภายในถูกทำลายจากการฉายแสงหรือให้เคมีบำบัด เช่น มีอาการน้ำลายแห้ง แสบร้อนในท้อง ช่องปากและคอ ล้างยางให้สะอาด
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ผศ.ดร.ณพงศ์ นพเกตุ ผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยว่า ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “กัญชา ประโยชน์ หรือ โทษ” โดยสำรวจระหว่างวันที่ 16-17 สิงหาคม จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวม 1,250 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการทำให้กัญชาถูกกฎหมายเพื่อการรักษาโรค จากการสำรวจ เมื่อถามถึงการทราบ หรือเคยได้ยินเกี่ยวกับประโยชน์ของกัญชา ที่สามารถนำมาใช้เป็นยารักษาโรคได้ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 68.24 ทราบ/เคยได้ยิน ร้อยละ 31.36 ไม่ทราบ/ไม่เคยได้ยิน และร้อยละ 0.40 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับการมีกฎหมายเฉพาะให้ใช้กัญชา เป็นยารักษาโรคโดยถูกกฎหมายในอนาคต พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 72.40 เห็นด้วย เพราะกัญชามีประโยชน์หลายอย่าง น่าจะใช้ในการรักษาโรคได้ ถ้านำมาใช้กับทางการแพทย์ก็คาดว่าน่าจะเกิดประโยชน์อย่างมาก บางส่วนระบุว่าต่างประเทศก็ทำกัน รองลงมา ร้อยละ 24.96 ไม่เห็นด้วย เพราะถ้าทำให้ถูกฎหมายจะมีผลเสียมากกว่าผลดี ไม่สามารถควบคุมได
