ยุทธศาสตร์ชาติ
ในขณะที่โรคติดเชื้อส่วนมาก เมื่อหายแล้วอาจสามารถกลับฟื้นขึ้นมีสุขภาวะดีดังเดิมได้ แต่โรค NCDs หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เมื่อป่วยแล้วจะต้องได้รับการดูแลตลอดชีวิต ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยโดยตรงแล้ว ยังส่งผลกระทบถึงครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติที่จะต้องสูญเสียงบประมาณปีละมหาศาลในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวต่อไปอีกด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อังสนา บุญธรรม หัวหน้าภาควิชาอนามัยชุมชน คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงบทบาทของภาควิชาฯ นอกจากการผลิตบัณฑิตแล้ว ยังทำงานขับเคลื่อนชุมชนผ่านกระบวนการในการพัฒนาคนและพัฒนาสังคมเพื่อให้คนในชุมชนเข้าถึงองค์ความรู้ทางด้านสุขภาวะ ซึ่งจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม นอกจากการให้นักศึกษาได้ออกไปฝึกงานในชุมชนแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของชุมชนให้สามารถเป็นที่พึ่งทางสุขภาวะให้กับตัวเองต่อไปอย่างยั่งยืนอีกด้วย ซึ่งใน “สังคมพลวัต” ที่ไม่เคยหยุดนิ่งนี้ พบว่าในเมืองและชนบทมีความแตกต่างกัน เนื่องจากผู้คนมีวิถีชีวิตที่ไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมเมืองในกรุงเทพฯ ที่มีการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบและอยู่ในพื้นที่ที่จำกัด ผู้คนส่วนใหญ่จะ
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มีภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนประเด็นการพัฒนาสำคัญในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2565) ไปสู่การปฏิบัติ โดยมีแนวทางการดำเนินการที่สำคัญคือ ติดตามความก้าวหน้าและประเมินการทำงานของกลไก ที่รับผิดชอบการขับเคลื่อนประเด็นการพัฒนาสำคัญต่างๆ ในแผนพัฒนาฯ เพื่อเสนอแนวทางแก้ปัญหาหรือผลักดันกลไกให้ดำเนินการไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดการบูรณาการการทำงานระหว่างกัน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของแต่ละพื้นที่และเกิดประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรม นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่กำหนดไว้ในแผนฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยถึงแนวทางในการคัดเลือกประเด็นการพัฒนาสำคัญมาศึกษาวิเคราะห์และติดตามความก้าวหน้าและประเมินการทำงานของกลไกที่รับผิดชอบในการขับเคลื่อนการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่ง สศช. กำหนดแนวทางหรือหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกประเด็นมาดำเนินการ ประกอบด้วย 1) เป็นประเด็นการพัฒนาที่มีความสำคัญและมีผลกระทบสูงต่อความสำเร็จของยุทธศาสตร์ประเทศ
การเพิ่มศักยภาพและมาตรฐานบุคลากรอุดมศึกษา : บ่มเพาะและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม เป็นกิจกรรมที่อยู่ภายใต้การพัฒนาศักยภาพนักวิจัยและนักประดิษฐ์สายอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรม ให้กับเยาวชนและบุคลากรระดับอุดมศึกษา ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการทำให้เกิดงานวิจัยและพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม ที่รองรับการเปลี่ยนแปลงของบริบทสังคม เศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และฉับพลัน การพัฒนาประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจ พัฒนาผลิตภัณฑ์ ธุรกิจ สินค้าและการบริการ จำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพ กำลังคน บนพื้นฐานความรู้ ด้านการวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญในการนำพาประเทศไปสู่ความก้าวหน้าและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรม โดยการออกแบบระบบพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรม เป็นลำดับขั้นบันได เริ่มตั้งแต่ นักวิจัยรุ่นเยาว์ ระดับอาชีวศึกษา โครงการสนับสนุนทุนส่งเสริมการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ผ่
ช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2562 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ในหัวข้อ “ฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน เดินหน้าอย่างไร? จึงจะถูกใจประชาชน” พบว่า ในภาวะข้าวยากหมากแพง ประชาชนจำนวนมากเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาปากท้อง-ความยากจน เนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ไม่สอดคล้องกับตัวเลขรายได้ แถมเจอภาวะสินค้าเกษตรล้นตลาด ราคาตกต่ำ ทําให้เกษตรกรประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก คืนความสุขให้คนไทย ปัญหาปากท้องและความสุขของคนไทย เกี่ยวพันกับความมั่นคงของประเทศ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในฐานะหน่วยงานหลักที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลในการทำหน้าที่ป้องกันและแก้ไขปัญหาความมั่นคงเพื่อประโยชน์ของประชาชนและความมั่นคงของรัฐ จึงได้ร่วมมือกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) “คืนความสุขให้คนไทย” โดยร่วมกันนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ขยายผลเสริมฐานชีวิต สร้างอาชีพ ให้คนไทยไร้หนี้ มีกินมีใช้ มีสินค้าผลิตออกขายตลอดทั้งปี ซึ่งนำไปสู่ความมั่นคงของประเทศชาติ พลเอกธีรวัฒน์ บุณยะวัฒน์ เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่
นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะทำงานจัดทำยุทธศาสตร์ยางพารา กล่าวว่า “ยางพารา” ถือเป็นพืชที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีเนื้อที่ปลูกยางพาราประมาณ 22 ล้านไร่ และสามารถผลิตยางธรรมชาติได้ 4.4 ล้านตัน โดยผลผลิตดังกล่าว ได้สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางที่มีอยู่ประมาณ 1.6 ล้านครัวเรือน เป็นมูลค่าประมาณ 3 แสนล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมประมาณ 200,000 คน และในแต่ละปี “ยางธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ยาง” สามารถสร้างรายได้จากการส่งออกให้กับประเทศไม่น้อยกว่า 400,000 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาลึกลงไปในรายละเอียดจะเห็นว่า อุตสาหกรรมยางพารามีปัญหาหลายประการ ได้แก่ ยางพาราเป็นสินค้าที่ต้องพึ่งพาตลาดส่งออกเป็นหลัก โดยยางพาราที่ผลิตได้ถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ยางจากโรงงานที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยเพียงแค่ 14% เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 86% ถูกส่งออกในรูปของยางที่เป็นวัตถุดิบ และด้วยเหตุที่โครงสร้างตลาดยางพาราเป็นแบบผู้ซื้อน้อยราย ในขณะที่มีผู้ขายจำนวนมาก ส่งผลทำให้ผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองเหนือกว่าผู้ขาย
