ราคากุ้ง
ใครจะคิดว่าภาคอีสานจะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามได้! จุดเริ่มต้นมาจากการไปดูงานในภาคกลางเมื่อหลายปีก่อน กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกษตรกรหญิงคนหนึ่ง กลับมาพลิกพื้นที่บ้านเกิด ทดลองเลี้ยงกุ้งน้ำจืดจนประสบความสำเร็จ สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว คุณพัชราวลัย ไร่ไสว เกษตรกรจังหวัดกาฬสินธุ์ เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนเธอมีอาชีพทางการเกษตรเกี่ยวกับการทำนา แต่เมื่อทำมาเรื่อยๆ ในแต่ละรอบปี ผลผลิตที่ได้ในแต่ละครั้ง จำหน่ายได้ราคาไม่ดีเท่าที่ควร จึงได้เกิดแนวความคิดที่อยากจะปรับเปลี่ยนทำการเกษตรทางด้านอื่น เพื่อให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นกว่าการทำนา “ช่วงนั้น ประมาณปี 40 ได้มีโอกาสไปทางภาคกลาง ไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม เราเห็นแล้วก็เกิดแนวความคิดที่อยากจะทำ จึงได้นำความรู้ที่ไปศึกษามาลองนำมาปรับใช้กับพื้นที่ที่นาของเราดู เพราะพื้นที่โซนอีสานเราก็กลัวว่าจะเลี้ยงไม่ได้เหมือนภาคกลาง แต่โชคดีที่พื้นที่นามีน้ำดี การชลประทานใช้ได้ ก็เลยเบาใจในเรื่องนี้ได้ ก็ทำให้สามารถเลี้ยงได้ ก็จึงค่อยๆ เริ่มเลี้ยงจากทีละบ่อสองบ่อ พอได้กำไรก็ขยับขยายมาเรื่อยๆ ตอนนี้ก็เลยเปลี่ยนจากพื้นที่นาทั้งหมดมาเลี้ยงกุ้งก้ามกรามหมดเลย”
คุณอรอนงค์ ธนพันธุ์ภูวเดช อยู่บ้านเลขที่ 87 หมู่ที่ 13 ตำบลรางหวาย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี อีกหนึ่งเกษตรกรผู้ที่เคยปลูกพืชไร่ ผันชีวิตมาเลี้ยงกุ้งก้ามกราม จนเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้เธอได้เป็นอย่างดี ช่วงประมาณ ปี 2541 คุณอรอนงค์ บอกว่า ทดลองเลี้ยงประมาณ 2 บ่อ นับว่าประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจสำหรับเธอ “ปรากฏว่าดีมากในช่วงแรกที่ทำ ราคาก็ได้ดีด้วย กุ้งประมาณ 20 ตัว ต่อกิโลกรัม ได้ราคาประมาณ 180-200 บาท พอเรามาเปรียบเทียบดูระหว่างทำไร่อ้อยกับเลี้ยงกุ้ง กุ้งนี้น่าจะดีกว่ามาก แถมช่วงนั้นไม่ค่อยมีปัญหาเลย เลี้ยงง่าย กุ้งแข็งแรงดี เป็นอาชีพที่ดีมาก” คุณอรอนงค์ กล่าวถึงความสำเร็จที่ผ่านมาของเธอ คุณอรอนงค์ บอกว่า ในช่วงที่ทำบ่อเลี้ยงใหม่ๆ มีพื้นที่เท่าไหร่ก็จะขุดบ่อทั้งหมด แต่ขนาดที่เหมาะสำหรับเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ขนาดบ่อประมาณ 4 ไร่ “เราต้องเอาที่ดินเราเป็นเกณฑ์ ว่าที่ดินเรามีกี่ไร่ แต่ถ้าจะดีสำหรับเลี้ยงกุ้ง ต้องประมาณ 4-5 ไร่ ความลึกประมาณ 1.50 เมตร ซึ่งบ่อใหม่ไม่ต้องทำอะไรมาก เพราะว่ามันยังสะอาดอยู่ ไม่มีเรื่องโรคมากนัก แต่ถ้าพื้นที่ที่ผ่านการเลี้ยงมาแล้ว ก็มีการเตรียมบ่อโดยโรยปูนขาวเพ
ดร. สมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยถึงผลผลิตกุ้งไทย ปี 2561 ว่า ผลผลิตกุ้งเลี้ยงไทยโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 2.9 แสนตัน ลดลงจากปีก่อน ร้อยละ 3 โดย ร้อยละ 33 มาจากภาคใต้ตอนล่าง ร้อยละ 29 จากภาคใต้ตอนบนคือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และระนอง จากภาคตะวันออก ร้อยละ 24 และ ร้อยละ 14 จากภาคกลาง ซึ่งผลผลิตที่ลดลงเล็กน้อยมาจากสภาพแปรปรวน เกิดโรคตามมาและราคากุ้งตกต่ำ ส่วนผลผลิตทั่วโลก คาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 3.2 ล้านตัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 15 ถือเป็นปีที่หลายประเทศ เช่น เอกวาดอร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย ผลผลิตกุ้งเลี้ยงเพิ่มขึ้นมาก เป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อราคากุ้งในประเทศ สำหรับการส่งออกกุ้งเดือน ม.ค.-ต.ค. ปีนี้ ปริมาณ 1.43 แสนตัน มูลค่า 4.5 หมื่นล้านบาท คาดว่าปีนี้จะส่งออกประมาณ 1.8 แสนตัน มูลค่า 5-5.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ ปี 2562 คาดว่า จะส่งออก 2 แสนตันมูลค่า 6 หมื่นล้านบาท “ไทยต้องปรับกลยุทธ์กุ้งในปี 2562 ใหม่ จากที่ปล่อยลูกกุ้ง P ลงเลี้ยง ควรนำมาอนุบาลต่ออีก 25-30 วัน เพื่อให้การเลี้ยงในบ่อดินสั้นลง กุ้งมีขนาดใหญ่ขึ้น จะได้ไม่ต้องแข่งขันกันในตลาดกุ้งไซซ์เล
คุณสัญชัย มัดดา วัย 41 ปี หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “บังมัด” เป็นข้าราชการสังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดยะลา อยู่บ้านเลขที่41/13 หมู่ที่ 7 ตำบลสะเตงนอก อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ใช้บริเวณบ้านเลี้ยงกุ้งฝอยนา ขายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ มีรายได้หลักหมื่นต่อเดือน โดยส่งขายไปทั่วประเทศผ่านทางออนไลน์ ซึ่งเขาได้เปิดเพจชื่อ นาวาฟาร์มกุ้งฝอย ไว้คอยบริการลูกค้า คุณสัญชัย มัดดา (บังมัด) เล่าที่มาที่ไปของการเลี้ยงกุ้งฝอยนาให้ฟังว่า ได้แรงจูงใจมาจากคุณพ่อ เพราะตั้งแต่เด็กๆ ตอนอยู่ กทม. เห็นคุณพ่อเลี้ยงปลาสวยงามส่งขายตลาดนัดสวนจตุจักร มีรายได้ ซึ่งตอนนั้นก็ช่วยคุณพ่อเลี้ยงด้วย คุณพ่อจะสอนให้ทำทุกอย่าง จนกระทั่งมีความชอบสัตว์น้ำมาตั้งแต่เด็กๆ พอมาอยู่จังหวัดยะลา การเลี้ยงปลาสวยงามแบบคุณพ่ออาจจะมีปัญหาเรื่องการขนส่ง พี่ชายเลยแนะนำให้เลี้ยงกุ้งฝอย เนื่องจากมองว่ามีความรู้พื้นฐานเรื่องการเลี้ยงสัตว์น้ำอยู่แล้ว และไม่ต้องใช้เวลาดูแลมากนัก จึงเริ่มเลี้ยงเมื่อปีที่แล้ว โดยลงทุนครั้งแรก 3,000 บาท หลายคนคงสงสัยว่า การเลี้ยงกุ้งฝอยแบบนี้ ใช้น้ำอะไร คุณสัญชัย แจกแจงว่า สามารถใช้ได้ทั้งน้ำบาดาลและน้ำประปา เนื่องจาก
คุณอรอนงค์ ธนพันธุ์ภูวเดช อยู่บ้านเลขที่ 87 หมู่ที่ 13 ตำบลรางหวาย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี อีกหนึ่งเกษตรกรผู้ที่เคยปลูกพืชไร่ ผันชีวิตมาเลี้ยงกุ้งก้ามกราม จนเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้เธอได้เป็นอย่างดี คุณอรอนงค์ เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนมีอาชีพทำไร่อ้อย ด้วยปัญหาของราคาที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงคิดหาทำการเกษตรด้านอื่นที่อาจสร้างรายได้ให้กับเธอได้มากขึ้น “สมัยก่อนทำไร่อ้อยเป็นอาชีพ รายได้ปีละครั้ง เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด พอดีมีคนที่อยู่แถวอำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณฯ เข้ามาเช่าที่ข้างๆ ที่เราทำไร่อ้อยอยู่ แต่เขามาเช่าเพื่อเลี้ยงกุ้ง ตอนนั้นเราเห็นเขาเช่าที่เยอะมาก ก็ไปดูเขาว่ามาทำแบบไหนยังไง เขาก็ถามเราว่า ทำอะไรอยู่ เขาก็แนะนำให้ลองมาเลี้ยงกุ้ง เราก็เลยมาศึกษากับเขาเพื่อทดลองดู” คุณอรอนงค์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการเลี้ยงกุ้ง บ่อเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ขนาด 4 ไร่ ช่วงประมาณ ปี 2541 คุณอรอนงค์ บอกว่า ทดลองเลี้ยงประมาณ 2 บ่อ นับว่าประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจสำหรับเธอ “ปรากฏว่าดีมากในช่วงแรกที่ทำ ราคาก็ได้ดีด้วย กุ้งประมาณ 20 ตัว ต่อกิโลกรัม ได้ราคาประมาณ 180-200 บาท พอเรามาเปรียบเทียบดู
ผลผลิตกุ้งขาวแวนนาไมไทยปีนี้ส่อเค้าวูบจาก 3 แสนตัน เหลือเพียง 2.5 แสนตัน หลังกุ้งราคาตกวูบช่วงปลายเมษายน ทำให้เกษตรกรลดการเลี้ยงลงมาก เผยครึ่งปีแรกมีการแจ้งผลผลิตกุ้งที่จำหน่ายได้แก่กรมประมงเพียง 1.2 แสนตัน “สมชาย ฤกษ์โภคี” ระบุครึ่งปีหลังผลผลิตจะน้อยกว่าครึ่งปีแรกจากฝนหนักและพายุมรสุม นายสมชาย ฤกษ์โภคี อุปนายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงสถานการณ์กุ้งขาวแวนนาไมของไทยในช่วงนี้ว่า ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเกษตรกรได้ลงเลี้ยงลูกกุ้งกันมากขึ้น โดยเฉพาะในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานีแหล่งเลี้ยงกุ้งใหญ่ที่สุดของประเทศลงเลี้ยงเกือบ 100% เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา เนื่องจากกุ้งราคาดีขึ้น ในขณะที่ลูกกุ้งขาดแคลน เพราะ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ มีนโยบายในการผลิตลูกกุ้งให้พอดีกับการเลี้ยง คาดว่าปีนี้การผลิตกุ้งของไทยจะได้ประมาณ 2.5 แสนตัน เท่านั้น เทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้เมื่อต้นปีที่ระดับ 3 แสนตันบวกลบ โดยครึ่งปีแรกนี้มีการแจ้งใบกำกับการจำหน่ายกุ้งที่จับได้ (MD) เพียง 1.2 แสนตันเศษ ครึ่งปีหลังนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจะเลี้ยงน้อยกว่าครึ่งปีแรกอยู่แล้ว เนื่องจาก
โครงการประชารัฐ รับซื้อกุ้งขาว ในราคานำตลาด 1 หมื่นตัน ชะงัก เหตุห้องเย็นขอหักค่าขนส่งกุ้งที่รับซื้อหน้าฟาร์ม กก.ละ 8-10 บาท กรมประมง เรียกประชุมเกษตรกร-ห้องเย็นแก้ปัญหา ผลสรุป หากห้องเย็นยอมไปรับซื้อหน้าฟาร์ม ห้ามหักค่าขนส่ง พร้อมประชุม 3 ฝ่าย อีกครั้ง 6 มิ.ย.นี้ แก้ปัญหากุ้งทั้งระบบ หลังเกษตรกรลงเลี้ยงกุ้งวูบกว่า 50% คาดห้องเย็นขอนำเข้ากุ้งอีกรอบ นายสมชาย ฤกษ์โภคี อุปนายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงโครงการประชารัฐรักษาเสถียรภาพกุ้งขาวแวนนาไม ปี 2561 ที่กรมประมง ดึงห้องเย็นและโรงงานแปรรูปเข้ามารับซื้อกุ้ง 1 หมื่นตัน ในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมนี้ ในราคานำตลาด ล่าสุดจนถึง วันที่ 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ฝ่ายเกษตรกรและห้องเย็นยังตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายในการขนส่งไม่ได้ หากมารับซื้อหน้าฟาร์ม ซึ่งปกติรถบรรทุกห้องเย็นรับภาระค่าใช้จ่ายขนส่งอยู่แล้ว ยกตัวอย่าง กุ้งขาว ขนาด 50 ตัว/กก. ห้องเย็นจะรับซื้อ กก.ละ 160 บาท ที่หน้าฟาร์ม แต่จะขอหักค่าขนส่ง กก.ละ 8-10 บาท เท่ากับเกษตรกรผู้เลี้ยงจะขายได้ในราคาสูงกว่าตลาดเพียงเล็กน้อย จากราคาตลาดล่าสุดขยับเข้าใกล้ กก.ละ 150 บาทแล้ว หลังปริมาณกุ้งที่ออก
กุ้งไทยสดใสถึงปีหน้า คาดผลผลิตปี′60 ขยับขึ้นเป็น 3.5 แสนตัน ลุยเจาะตลาดจีนเพิ่มทดแทนอียู สมาคมกุ้งไทยเสนอรัฐ 3 ข้อ เร่งประชาสัมพันธ์ในการแก้ไขปัญหาแรงงาน เจรจาจีนยกเลิกเก็บแวต และผลักดันกุ้งดิบเข้าออสเตรเลีย ดร.สมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์กุ้งไทยในปี 2559 ว่า ผลผลิตกุ้งไทยปีนี้ คาดว่าจะมีประมาณ 3 แสนตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จากปี 2558 ที่ผลิตได้ 2.6 แสนตัน ทั้งนี้จากการปรับเปลี่ยนระบบการเลี้ยงจนแก้ปัญหาโรคระบาดอีเอ็มเอสได้สำเร็จ โดยการปรับปรุงฟาร์มและการจัดการการเลี้ยงที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนาสายพันธุ์ที่มีคุณภาพ คาดว่าปี 2560 จะเป็นปีที่ดีสำหรับเกษตรกร ทั้งราคาดีและผลผลิตน่าจะอยู่ในระดับ 3.5 แสนตัน ส่วนการส่งออก จากข้อมูลเดือน ม.ค.-ต.ค.ปีนี้อยู่ที่ 160,935 ตัน มูลค่า 54,483 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปี 2558 ปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.86 มูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.11 คาดว่าปีนี้จะส่งออกกุ้งได้ไม่ต่ำกว่า 2 แสนตัน มูลค่าไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นล้านบาท โดยตลาดจีนเป็นความหวังของไทยในอนาคต เพราะจีนขยายพื้นที่เลี้ยงลำบากจากระบบนิเวศไม่เอื้อ ผลผลิต 5 แสนตัน/ปี ไม่พอป้
เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่จังหวัดกาฬสินธุ์ กำลังได้รับความเดือดร้อน จากสภาพอากาศที่แปรปรวน ตอนกลางคืนถึงเช้าหนาวเย็น ขณะที่กลางวันร้อนจัด ประกอบกับเขื่อนลำปาวปิดการส่งน้ำมานานกว่า 1 เดือน ทำให้เกิดน้ำเสีย กุ้งก้ามกรามปรับตัวไม่ทัน ส่งผลให้เริ่มน็อกตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้กุ้งก้ามกรามที่เคยขายดีมีเงินสะพัดกว่า 40 ล้านบาทในช่วงเทศกาลปีใหม่ขาดตลาด (วันที่ 17 ธันวาคม 2559) จากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพของชาวบ้านในช่วงฤดูแล้ง ที่จังหวัดกาฬสินธุ์พบว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามกำลังประสบปัญหาในการบริหารจัดการในบ่อกุ้ง ทำให้กุ้งในบ่อที่กำหนดจับขายในหน้าเทศกาลปีใหม่เกิดการน็อกตายจำนวนมาก บางรายต้องระดมสูบน้ำจากบ่อสำรองเติมในบ่อเลี้ยงกุ้ง บางรายต้องคว่ำบ่อจับขายโดยไม่เลือกขนาดว่าจะตัวเล็กหรือตัวใหญ่ ซึ่งผู้เลี้ยงกุ้งระบุว่ายังดีกว่าที่จะปล่อยเลี้ยงต่อไปที่ต้องเสี่ยงกับการน็อกตาย ทำให้ขาดทุน นางสมร ภูผาลาด เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง บ้านตูม หมู่ 4 ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ในช่วงหน้าแล้งนี้ ที่สภาพอากาศแปรปรวน ตอนกลางคืนถึงเช้าหนาวเย็น ขณะที่กลางวันร้อนจัด ประกอบกับไม่มีน้
