News เกษตรยั่งยืน

TGO เปิดเกณฑ์ “ตีมูลค่า”คาร์บอนเครดิต 9 กลุ่ม สะท้อนภาพ “เกษตร-ป่าไม้” ทำราคาได้สูงที่สุด

คำว่า “คาร์บอนเครดิต” อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เชื่อว่าหลายคนยังสงสัยว่าจริงๆ แล้วมันคืออะไร เกิดจากไหน แล้วถ้าเกิดการซื้อขายขึ้นมาจริงๆ จะเกี่ยวข้องกับภาคเกษตรได้อย่างไรบ้าง

จริงๆ แล้ว ภาคเกษตรกรรมมีศักยภาพสูงมาก ในการสร้างคาร์บอนเครดิต ปัจจุบันมีเกษตรกรจำนวนมากสนใจอยากเข้าร่วมโครงการ แต่ยัง “กล้าๆ กลัวๆ” เพราะยังไม่เห็นภาพตัวอย่างที่ชัดเจน ไม่รู้ราคาซื้อขายในตลาด และที่สำคัญคือ…คนซื้อกับคนขายยังหากันไม่เจอ

เทคโนโลยีชาวบ้าน เลยขอพาทุกคนมาไขข้อข้องใจ เปิดผลการศึกษาล่าสุดจาก TGO (องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก) ในเรื่อง “ราคาอ้างอิงและการตีมูลค่าคาร์บอนเครดิต” เพื่อดูว่าหมุดหมายใหม่นี้ จะช่วยวางรากฐานและยกระดับตลาดคาร์บอนภาคเกษตรไทยให้จับต้องได้จริงได้อย่างไรบ้าง

โดยปัญหาใหญ่ที่ทำให้ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตทั้งในและต่างประเทศยังไม่เติบโตเท่าที่ควร คือภาวะ “คนซื้อกับคนขายยังหากันไม่เจอ” และไม่มีราคากลางที่ชัดเจน ฝั่งผู้พัฒนาโครงการหรือเกษตรกรที่ลงแรงปลูกป่าทำเกษตรยั่งยืนต่างต้องการขายได้ราคาสูงและมีความแน่นอนเรื่องรายได้ ในขณะที่ฝั่งผู้ซื้อภาคธุรกิจก็ไม่อยากจ่ายแพงเกินจริง และต้องการความคุ้มค่าที่พิสูจน์ได้ ความคลุมเครือดังกล่าวส่งผลให้การประเมินรายได้ล่วงหน้าทำได้ยาก และกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้หลายฝ่ายยังกล้าๆ กลัวๆ ที่จะก้าวเข้าสู่ตลาดนี้


ล่าสุด องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) ร่วมกับ บริษัท เดอะ ครีเอจี้ จำกัด ร่วมเปิดผลการศึกษาการกำหนด “ราคาอ้างอิงของคาร์บอนเครดิต” เพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการเจรจาต่อรองระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย โดย นายบุญรอด เยาวพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะ ครีเอจี้ จำกัด ได้อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ผ่านการเปรียบเทียบกับ “ตลาดรถยนต์มือสอง” ที่ผู้คนคุ้นเคย

หลักการคือเมื่อเราต้องการขายรถยนต์มือสอง เรามักจะขับรถไปให้เต็นท์รถหลายแห่งช่วยตีราคาเพื่อหาข้อสรุปกลาง ซึ่งเต็นท์รถจะประเมินราคาจากยี่ห้อ รุ่น และปีที่ผ่านการใช้งาน หากเป็นรถยี่ห้อตลาดที่มีการซื้อง่ายขายคล่อง ก็จะมีราคาอ้างอิงที่ชัดเจน ตรงกันข้ามกับรถรุ่นแปลกๆ ที่ประเมินราคาได้ยากเพราะไม่เคยมีประวัติการซื้อขาย เช่นเดียวกับคาร์บอนเครดิตที่มีความหลากหลาย การจะกำหนดราคาอ้างอิงให้เป็นสากลจึงต้องเริ่มจากการจัดกลุ่มประเภทโครงการที่มีลักษณะใกล้เคียงกันก่อน

จากการศึกษาร่วมกัน ได้มีการจัดกลุ่มโครงการคาร์บอนเครดิตออกเป็น 9 กลุ่มหลัก เพื่อครอบคลุมทุกภาคส่วน ดังนี้

1. RE/TM พลังงานทดแทนและการขนส่ง

2. EE การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

3. WM การจัดการน้ำเสียและของเสีย

4. FOR-R ภาคป่าไม้ประเภทเพิ่มการดูดซับคาร์บอน (Removal)

5. FOR-A ภาคป่าไม้ประเภทลดหรือหลีกเลี่ยงการปล่อยคาร์บอน (Avoidance)

6. AGI ภาคเกษตร

7. TECH-R เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนประเภทเพิ่มการดูดซับ (Removal)

8. TECH-A เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนประเภทลดหรือหลีกเลี่ยงการปล่อย (Avoidance)

9. Others: กลุ่มอื่นๆ

สำหรับกลไกการคำนวณราคาอ้างอิงจะใช้วิธีราคาตลาด ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้อยู่ในระดับสากล โดยมีเงื่อนไขว่าในแต่ละกลุ่มโครงการ หากย้อนหลังไป 6 เดือน มีปริมาณการซื้อขายรวมกันมากกว่า 10,000 ตัน จะนำราคาที่มีการซื้อขายจริงในรอบ 6 เดือนนั้นมาตัดค่าที่โดดผิดปกติ (Outliers) ออก จากนั้นนำมาคำนวณหาค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก เพื่อประกาศเป็นราคาอ้างอิงประจำกลุ่ม ทั้งนี้ ราคาอ้างอิงดังกล่าวไม่ได้เป็นการบังคับราคาซื้อขาย แต่จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นดัชนีอ้างอิงกลางในการสร้างความมั่นใจ ความยืดหยุ่น และต่อยอดไปสู่การตีมูลค่าสินค้าหรือบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนเครดิตในอนาคต

ไขข้อข้องใจ หากเป็น “โครงการรุ่นใหม่”
ที่ยังไม่เคยมีการซื้อขาย จะตั้งราคาอย่างไร

สำหรับประเด็นสำคัญที่ตามมา คือหากเป็นโครงการรุ่นใหม่ โดยเฉพาะโครงการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (Tech-based Solutions) ในการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งในอดีตยังไม่เคยมีประวัติการซื้อขายคาร์บอนเครดิตประเภทนี้ในตลาดมาก่อน จะนำราคาตลาดจากไหนมาใช้อ้างอิง

ทางทีมวิจัยเสนอว่า ในกรณีที่ตลาดยังไม่มีข้อมูลการซื้อขายที่เพียงพอ จะใช้วิธี ตีมูลค่าคาร์บอนเครดิตจากประโยชน์ร่วม” (Co-benefits Evaluation) หรือการประเมินราคาตามมูลค่าที่เกิดขึ้นจริง (Value-based Pricing)

คำว่า ประโยชน์ร่วม” (Co-benefits) อธิบายให้เข้าใจง่าย เช่นเดียวกับการเปรียบเทียบรถยนต์ 2 ยี่ห้อ แม้ทั้งสองคันจะใช้ขับเคลื่อนพาเราไปถึงจุดหมายได้เหมือนกัน และมีต้นทุนค่าน้ำมันเท่ากันที่ 3 บาทต่อกิโลเมตร แต่ทำไมรถหรูอย่าง Mercedes-Benz ถึงมีราคาสูงกว่า Toyota ส่วนต่างที่เรายอมจ่ายเพิ่ม ไม่ใช่แค่ค่าขับเคลื่อน แต่คือ ประโยชน์ร่วม” ที่ได้รับกลับมา เช่น ความสบาย ความปลอดภัย และภาพลักษณ์ความลักชัวรี (Luxury)

คาร์บอนเครดิตก็ใช้หลักการเดียวกัน ไม่ว่าจะมาจากโรงไฟฟ้าชีวมวล หรือการปลูกป่า คาร์บอนเครดิตทุกๆ 1 หน่วย ย่อมเท่ากับ 1 ตันคาร์บอนไดโอไซด์เทียบเท่า () เท่ากันในทางวิทยาศาสตร์ แต่เหตุผลที่ราคาซื้อขายไม่เท่ากัน เป็นเพราะ “ห่วงโซ่มูลค่า” (Value Chain) และคุณค่าที่สร้างขึ้นในระหว่างทางกว่าจะได้มาซึ่ง 1 ตันนั้นไม่เท่ากัน

  • โครงการพลังงานหมุนเวียน (RE) ช่วยเพิ่มการเข้าถึงพลังงานและลดต้นทุนพลังงาน
  • โครงการป่าไม้และชุมชน มีการลงพื้นที่สร้างความรู้ สร้างงาน ขจัดความยากจน และดูแลระบบนิเวศ

ทีมวิจัยจึงนำ ประโยชน์ร่วม” (Co-benefits) ของแต่ละโครงการ มาจับคู่เชื่อมโยงกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสากล (SDGs) เพื่อประเมินเป็นมูลค่าเงินส่วนเพิ่ม (Premium) โดยใช้ โครงการพลังงานหมุนเวียน (RE) เป็นราคาฐาน (Base Price) ที่ประมาณ 40 บาทต่อตัน หากโครงการใดมีประโยชน์ร่วมด้านอื่นๆ เพิ่มเติม ตลาดก็พร้อมจะจ่ายเงินบวกเพิ่มให้อีก ดังนี้

  • ประโยชน์ร่วมทั่วไป (เช่น น้ำสะอาด พลังงานสะอาด การสร้างงาน) ตลาดให้มูลค่าเพิ่มประมาณ 40 บาทต่อตัน ต่อหนึ่งเป้าหมาย (หากทำได้เพิ่ม 1 เรื่อง ก็กลายเป็น 40 + 40 = 80 บาทต่อตัน)
  • ประโยชน์ร่วมด้านระบบนิเวศ (ป่าชายเลน/ระบบนิเวศทางบกและทางน้ำ) ตลาดให้มูลค่าสูงขึ้นไปถึงประมาณ 400 บาทต่อตัน
  • ประโยชน์ร่วมสูงสุด (การขจัดความยากจนและความหิวโหย) ตลาดให้มูลค่าสูงที่สุด ซึ่งจากการสำรวจราคาย้อนหลังพบว่า ตลาดพร้อมจ่ายสูงถึงประมาณ 1,000 บาทต่อตัน

สิ่งนี้จึงตอบคำถามได้ชัดเจนว่า ทำไมคาร์บอนเครดิตจากภาคป่าไม้หรือชุมชน ถึงมีราคาแพงกว่าโครงการพลังงานหมุนเวียน เพราะส่วนต่างราคานั้น คือ ราคาพรีเมียม” ที่ตลาดมอบให้แก่คุณค่าทางสังคม ระบบนิเวศ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน นั่นเอง

กลไกการประกาศ “ราคาอ้างอิง”
ทุกไตรมาส และความท้าทายของภาคเกษตร-ป่าไม้

ในอนาคต หากระเบียบวิธีกระบวนการนี้ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการ อบก. จะมีการประกาศ “ราคาอ้างอิงคาร์บอนเครดิต” เพื่อใช้อย่างเป็นทางการใน “ตลาดภาคสมัครใจ” โดยจัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลราคากลางที่โปร่งใส ให้ผู้ซื้อและผู้ขายนำไปใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการเจรจาต่อรองกันได้ตามความยินยอมของทั้งสองฝ่าย

ทาง อบก. มีแผนที่จะอัปเดตและประกาศราคาอ้างอิงนี้ เป็นประจำทุกไตรมาส (Quarterly) (เช่น วันที่ 1 เมษายน, 1 กรกฎาคม, 1 ตุลาคม) โดยจะย้อนดูข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายจริงย้อนหลัง 6 เดือน หากกลุ่มโครงการใดมีปริมาณการซื้อขายรวม มากกว่า 10,000 ตัน จะนำข้อมูลการซื้อขายนั้นมาเข้ากระบวนการทางสถิติ โดยการตัดค่าโดดผิดปกติ (Outliers) ออก แล้วนำมาคำนวณหาค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก เพื่อกำหนดเป็นราคาอ้างอิงตามวิธีราคาตลาด (Market Approach)

ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มโครงการพลังงานหมุนเวียน (RE) ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา มีปริมาณการซื้อขายรวมสูงถึงกว่า 700,000 ตัน ผ่าน 499 รายการซื้อขาย (Transactions) มีช่วงราคาตั้งแต่ 18 บาท ไปจนถึง 500 บาท เมื่อนำมาคำนวณตัดค่าโดดออกแล้ว จะเหลือข้อมูล 498 รายการ และได้ราคาอ้างอิงถ่วงน้ำหนักออกมาที่ ประมาณ 36 บาทต่อตัน ซึ่งถือว่ามีสภาพคล่องสูง ซื้อง่ายขายคล่อง เช่นเดียวกับการประเมินราคารถยนต์ยี่ห้อตลาด

จากการศึกษาพบว่า ปัจจุบันมีเพียง 3 กลุ่มโครงการแรกเท่านั้น ได้แก่ พลังงานหมุนเวียน (RE), การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน (EE) และการจัดการขยะ/ของเสีย (WM) ที่มีปริมาณการซื้อขายมากพอจนสามารถใช้วิธีราคาตลาด (Market Approach) ในการคำนวณราคาอ้างอิงได้

ในทางกลับกัน กลุ่มโครงการ ป่าไม้ และภาคเกษตรกรรม ปริมาณการซื้อขายในตลาดยังอยู่ในระดับต่ำ โดยภาคป่าไม้ในรอบ 6 เดือนย้อนหลัง มีการซื้อขายเพียงประมาณ 1,000 กว่าตันเท่านั้น กรณีเช่นนี้ ทางทีมวิจัยจึงเสนอให้ใช้วิธี การประเมินจากมูลค่าประโยชน์ร่วมทางสังคม (Value-based Pricing) เป็นตัวตั้งต้นแทนการใช้ราคาตลาด เพื่อนำเอาคุณค่าจากการดูแลระบบนิเวศและการยกระดับชีวิตชุมชนมาร่วมสะท้อนเป็นราคาอ้างอิงที่เหมาะสม

ทั้งนี้ อบก. ย้ำว่า ราคาอ้างอิงที่ประกาศจะไม่ใช่การบังคับราคาซื้อขาย แต่เป็นกลไกสร้างความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจให้ผู้เล่นในตลาดได้รู้ว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ตลาดมีการซื้อขายกันอยู่ที่ระดับราคาเท่าใด เพื่อใช้เป็นดัชนีอ้างอิงในการขับเคลื่อนตลาดคาร์บอนเครดิตไทยให้เติบโตอย่างเป็นระบบต่อไป

Related Posts