ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดศรีสะเกษ ก่อตั้งมาครบ 30 ปี เมื่อวันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานที่ร่วมสนองงานในโครงการศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ฯ และจังหวัดศรีสะเกษ จึงได้จัดงานวันก่อตั้งศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ฯ ขึ้น ภายใต้ชื่องาน“สืบสาน รักษา ต่อยอด ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567” และ “ใต้ร่มพระบารมี 30 ปี ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” โดยมีนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานกรรมการบริหารโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นประธานเปิดงาน การนี้ นายวัชระ หัศภาค ที่ปรึกษาด้านการพัฒนา สำนักงาน กปร. กล่าวว่า สำนักงาน กปร. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่ร่วมสนองพระราชดำริ จัดงานดังกล่าวขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธ
“เมื่อปี 2552 มีความคิดกลับมาประกอบอาชีพที่บ้านเกิด ประกอบกับสุขภาพไม่แข็งแรง ต่อมาได้เข้ารับการอบรมเกษตรทฤษฎีใหม่ที่ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้นำความรู้ที่ได้รับมาปรับใช้ในพื้นที่เริ่มจากการแบ่งพื้นที่ทำการเกษตรตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ มีทั้งหมด 12 ไร่ แบ่งทำนาข้าว 10 ไร่ ที่อยู่อาศัย 2 ไร่ และปลูกต้นยางนาที่ได้รับจากศูนย์ บริเวณริมรั้วของพื้นที่ จำนวน 30 ต้น ปลูกมะพร้าวน้ำหอมพันธุ์ก้นจีบและพันธุ์น้ำหวานแปดริ้ว จำนวน 100 ต้น ระยะแรกซื้อต้นพันธุ์จาก อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร และอำเภอแปดริ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา ราคาต้นละ 50 บาท และ 100 บาท ปัจจุบันเพาะและขยายพันธุ์เองได้ นอกจากนี้ยังเลี้ยงโคและกระบือ โดยนำมูลไปใช้ปรับปรุงบำรุงดินซึ่งช่วยเพิ่มผลผลิตลดการใช้ปุ๋ยเคมี มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 30,000 บาทต่อเดือน จากการขายผลผลิต เช่น มะพร้าว กล้วยหอม กล้วยไข่ และขายหน่อพันธุ์กล้วย” นางสมุทร มาจาด ราษฎรบ้านโคกสามัคคี หมู่ที่ 14 ตำบลห้วยตึ๊กชู อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ กล่าว ทุกวันนี้ นางสมุทรมีความสุขดี ตื่นเช้าไม่ต้องไปวิ่งหางานบ้านอื่น ห
“พร้อมกันนี้ ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดศรีสะเกษ ยังเป็นหน่วยตรวจรับรองมาตรฐานแปลงเกษตรที่ดีเหมาะสม (GAP : Good Agricultural Practices) อีกด้วย” นายสมชาย เชื้อจีน ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งมีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลัก โดยนอกจากจะทำหน้าที่ในการศึกษา ทดลอง เพื่อหาแนวทางในการทำการเกษตรในพื้นที่ภาคอีสานในด้านต่างๆ แล้ว ยังเป็นหน่วยตรวจรับรองมาตรฐานแปลงเกษตรที่ดีเหมาะสม (GAP : Good Agricultural Practices) “GAP คือ แนวทางในการทำการเกษตร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี และปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนด โดยกระบวนการผลิตจะต้องปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค ปราศจากการปนเปื้อนของสารเคมีไม่ทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม มีการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ได้ผลผลิตสูงคุ้มค่าการลงทุน” นายสมชาย กล่าว ดังนั้น เพื่อให้กระบวนการผลิตพืชอาหารมีความปลอดภัยได้มาตรฐานเดียวกับการส่งออก ทางศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ฯ ได้จัดส่งเจ้าหน้า
“เห็ดระโงก” เรียกอีกชื่อว่า “เห็ดไข่ห่าน” มีราคาแพง นิยมรับประทานกันอย่างแพร่หลายในภาคเหนือและภาคอีสาน เห็ดระโงกนำไปปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น ผัดเห็ดน้ำมันหอย เห็ดระโงกนึ่งจิ้มแจ่ว แกงเห็ดระโงกใส่ใบมะขามอ่อน ช่วงฤดูฝน หลังฝนตก 2-3 วัน เกิดภาวะอากาศร้อนชื้น สภาพอากาศร้อนอบอ้าว และมีแสงแดด ชาวบ้านจะออกไปเก็บเห็ดระโงกในป่าธรรมชาติ เช่น ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง เห็ดระโงกมักขึ้นเป็นเห็ดดอกเดี่ยวหรือเป็นกลุ่ม 4-5 ดอก กระจายอยู่ทั่วไป เดิมที เห็ดระโงกหากินได้เฉพาะหน้าฝนตั้งแต่เดือนมิถุนายน -กรกฎาคมไปจนสิ้นฤดูฝน ปัจจุบัน กรมป่าไม้ประสบความสำเร็จในการผลิตเห็ดระโงกนอกฤดู โดยนำเมล็ดยางนามาเพาะให้เป็นต้นกล้า แล้วนำดินใต้ต้นเห็ดแก่ที่ทิ้งสปอร์ลงดิน ไปใส่โคนต้นยางนา นอกจากนี้ยังใช้วิธีนำเห็ดระโงกต้นแก่ที่ดอกบานเต็มที่จนสร้างสปอร์แล้ว มาล้างน้ำ หรือดอกแก่จัดมาขยี้ในน้ำ แล้วนำน้ำที่มีสปอร์ของเห็ดปนอยู่ไปโปรยที่โคนต้นยางนา กรมป่าไม้ได้เผยแพร่ความรู้เรื่องการผลิตเห็ดระโงกนอกฤดูให้ชาวบ้าน ใช้สร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน ลดการบุกรุกทำลายป่า เหมือนในอดีต งานวิจัย “เห็ดนอกฤดู” ของกรมป่าไม
