สถานการณ์ภัยแล้ง
ท่ามกลางสถานการณ์ภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ กรมประมงได้ออกมาเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ให้เฝ้าระวังการระบาดของโรคที่มักเกิดขึ้นได้ง่าย ในช่วงที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะคุณภาพน้ำที่ลดลง อุณหภูมิสูงขึ้น และความเครียดของสัตว์น้ำ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่เปิดทางให้เชื้อโรค และปรสิตเข้าทำลายได้มากกว่าปกติ โรคกลุ่มแรกที่ต้องจับตาคือโรคจากปรสิต ซึ่งพบได้ทั้งในปลาน้ำจืดและสัตว์น้ำเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น เห็บระฆัง ปลิงใส และเห็บปลา อาการที่มักพบคือสัตว์น้ำมีพฤติกรรมผิดปกติ ว่ายน้ำถูตัวกับขอบบ่อ ลอยตัวเหนือน้ำ หายใจถี่ เหงือกซีด กินอาหารลดลง และบางครั้งอาจมีจุดแดงหรือแผลถลอกตามลำตัว หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่จัดการ อาจลุกลามจนเกิดความเสียหายต่อทั้งบ่อเลี้ยง แนวทางสำคัญคือการรักษาความสะอาดของบ่อ กำจัดตะกอนเศษอาหาร ควบคุมคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ และใช้สารเคมีตามคำแนะนำอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน “โรคจากเชื้อแบคทีเรีย” ก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญที่มักระบาดในช่วงน้ำเสื่อมคุณภาพ โรคตัวด่างเป็นตัวอย่างที่พบได้บ่อย สัตว์น้ำจะมีผิวหนังบวมแดง มีแผลด่างขาว และอาจลุกลามเป็นแผลลึกภายในเว
สทนช. ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนกิ่วลม-เขื่อนกิ่วคอหมา ตาม 9 มาตรการรับฤดูแล้ง ปี 64/65 เดินหน้าจัดหาแหล่งน้ำสำรองไว้รองรับน้ำหลากเพื่อใช้แล้งหน้า พร้อมเร่งจัดทำผังน้ำลุ่มน้ำวัง หวังใช้เป็นเครื่องมือบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ป้องกันอุทกภัย-ภัยแล้งอย่างยั่งยืน นายชยันต์ เมืองสง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการศึกษาจัดทำผังน้ำ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน พื้นที่ลุ่มน้ำวัง และการบริหารจัดการน้ำตามมาตรการรองรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำฤดูแล้ง ปี 2564/2565 และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ปี 2565 ระหว่างวันที่ 19-20 เม.ย. 65 ในพื้นที่ลุ่มน้ำวัง จ.ลำปาง นายชยันต์เปิดเผยว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของลุ่มน้ำวังอยู่ใน จ.ลำปาง มีเขื่อนขนาดใหญ่ที่สำคัญคือ เขื่อนกิ่วคอหมาและเขื่อนกิ่วลม ความจุรวม 276 ล้าน ลบ.ม. (ลูกบาศก์เมตร) สำหรับใช้เพื่ออุปโภคบริโภค การเกษตร และอุตสาหกรรม รวมทั้งใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังน้ำที่เขื่อนกิ่วคอหมา ส่วนเขื่อนขนาดกลาง มีความจุรวม 313 ล้าน ลบ.ม. แต่พื้นที่ลุ่
อากาศร้อนแล้ง ทำผลผลิตไข่เสียหาย-ปริมาณน้อยกว่าปกติ ผู้เลี้ยงถอดใจเลิกอาชีพแล้ว 10 เปอร์เซ็นต์ เกษตรกรไก่ไข่ร้องรัฐปล่อยราคาตามกลไกตลาด ชี้ต้นทุนหลักวัตถุอาหารสัตว์สูงเป็นประวัติการณ์ ยังถูกซ้ำเติมด้วย นางพเยาว์ อริกุล นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง เปิดเผยว่า ปัญหาสภาพอากาศร้อน-แล้ง ทำให้แม่ไก่เครียด กินอาหารน้อย แม่ไก่จะมีไข่ไก่แตกในท้อง และมีไก่ตายวันละ 5-10 ตัว เปอร์เซ็นต์ไข่ที่ได้จะลดลงประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์ คือจากที่เคยมีอัตราการให้ไข่เฉลี่ยที่ 80 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 60-65 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้มีเปอร์เซ็นต์ไข่ที่ได้ช่วงนี้ มีจำนวนลดน้อยลงจากปกติ ผู้เลี้ยงขอให้ภาครัฐเข้าใจเกษตรกร และปล่อยให้ราคาไข่ไก่เป็นไปตามกลไกตลาด เพราะขณะนี้เกษตรกรต้องแบกรับภาระการผลิตที่สูงขึ้น เนื่องจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สูงขึ้นมากอย่างที่ไม่เคยเจอ ขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงจากวัตถุดิบอาหารสัตว์ถือเป็นต้นทุนหลักที่ 70-80 เปอร์เซ็นต์ “ปัญหาต้นทุนการเลี้ยงที่สูงเป็นประวัติการณ์นี้ ทำให้ขณะนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงตัดสินใจเลิกอาชีพไปแล้ว 10 เปอร์เซ็นต์ เพราะไม่สามารถแบกรับภาระการขาดทุนต่อไปได้ สำหรับสภาพ
เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. ภายใต้การนำของ ดร.รอยล จิตรดอน ประธานกรรมการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ และ ดร.สุทัศน์ วีสกุล ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพายากรน้ำ เปิดห้องบัญชาการวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์น้ำ พร้อมเปิดเผยว่า ในปีนี้ แม่น้ำเจ้าพระยามีค่าน้ำเค็มมากที่สุดในรอบ 10 ปี เตือนไทยเสี่ยงเผชิญวิกฤติภัยแล้งหนัก ฝนน้อย ขาดน้ำ กระทบผลผลิตการเกษตรทั่วประเทศ สำหรับปริมาณฝนสะสมประเทศไทย ในปี 2563 มีน้อยกว่าค่าปกติประมาณ ร้อยละ 4 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ฝนน้อยกว่าปกติ 2 ปี ติดต่อกัน (ปี 2562-2563) โดยเฉพาะภาคเหนือที่ฝนน้อยกว่าปกติ ถึงร้อยละ 17 ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำต่างๆ มีน้อย โดยเฉพาะปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) ในวันเริ่มต้นฤดูแล้ง 1 พฤศจิกายน 2563 มีปริมาณน้ำใช้การเพียง 5,771 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ความต้องการน้ำในช่วงฤดูแล้งถึงช่วงต้นฤดูฝนที่จะต้องเตรียมไว้ ประมาณ 12,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ต้องงดการส่งน้ำทำนาปรังในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำเ
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวในการประชุมทางไกลผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ ร่วมกับหัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดทั่วประเทศ และสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ว่าขอให้ทุกคนครองสติในภาวะวิกฤติการระบาดไวรัสโควิด-19 ให้ตระหนักแต่อย่าตระหนกเกินไป และให้ความสำคัญกับสถานการณ์ภัยแล้ง รับฟังและประสานให้ข้อมูลทั้งเกษตรกร องค์กร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ การผลิตที่ใช้น้ำน้อยหากภัยแล้งคุกคามมากก็ปรับไปทำกิจกรรมเกษตรอย่างอื่น เช่น เลี้ยงไก่ เป็นต้น และเพื่อรองรับสถานการณ์ขณะนี้ขอให้เชื่อมั่นในการเป็น “เกษตรกร” ซึ่งสำคัญมากกับการเป็นหลักให้กับประเทศในภาวะวิกฤติ ให้ถือเป็นโอกาสระยะยาวที่เกษตรกรจะช่วยกันค้นหาศักยภาพของตนเองและของชุมชน สำหรับสภาเกษตรกรจังหวัดเมื่อจัดทำแผนพัฒนาเกษตรกรรรมระดับตำบลขอให้พัฒนาไปสู่โครงการเพื่อประสานการพัฒนาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติกล่าวต่อไปว่า ในส่วนของไวรัสโควิด-19 ที่ระบาดเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ ขอให้ใช้การสื่อสารทางไกลในการทำงานร่วมกันเพื่อรักษาระยะห่าง และลดการแพร่กระจาย/ระบาด หากมีใครติดเชื้อข
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรรอบฟาร์มและโรงงาน ร่วมบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้ง สานต่อ “โครงการปันน้ำปุ๋ยให้ชุมชน” อย่างต่อเนื่อง ช่วยลดต้นทุนค่าน้ำและค่าปุ๋ย เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร พร้อมเดินหน้าโครงการระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน นายสมพร เจิมพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า สถานการณ์ภัยแล้งปีนี้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเกษตรกร ทำให้ขาดแคลนน้ำใช้ในการอุปโภคบริโภค ซึ่งซีพีเอฟมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรรอบฟาร์มและโรงงานของบริษัทมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการดำเนินโครงการ “ปันน้ำปุ๋ยให้ชุมชน” ที่ทำมาตั้งแต่ปี 2547 โดยปันน้ำที่ผ่านการบำบัดจากระบบผลิตก๊าซชีวภาพซึ่งได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนดให้กับชุมชนภายนอกเพื่อใช้ในการเพาะปลูก ปัจจุบันให้ความช่วยเหลือเกษตรกรจากทุกภาคทั่วประเทศรวม 180 ราย ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 3,170 ไร่ โดยเกษตรกรสามารถนำน้ำปุ๋ยไปใช้ในไร่อ้อย ไร่ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยูคาลิปตัส สวนผลไม้ และแปลงผักสวนครัว ฯลฯ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งได้ โครงการ “ปันน้ำปุ๋
กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดพิธีเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง ประจำปี 2563 อย่างเป็นทางการ ขนทัพอากาศยาน นักบิน นักวิทยาศาสตร์ ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร และพี่น้องประชาชน 11 หน่วยฯ ทั่วประเทศ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 09.00 น. นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง ประจำปี 2563 ณ สนามบินนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ โดยมี ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนเหล่าทัพ และผู้แทนหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก โดย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่สถานการณ์ภัยแล้ง ในปี 2563 มีแนวโน้มที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าทุกปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน จึงทำให้ส่งผลกระทบเรื่องการขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค น้ำเพื่อทำการเกษตร รวมถึงเขื่อน/อ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่มีปริมาณน้ำน้อยในขณะนี้ กระทรวงเกษต
“กฤษฎา”ฟิตจัดส่งท้ายตำแหน่ง สั่งเตรียมแผนรับมือสถานการณ์ภัยแล้ง-ขาดแคลนน้ำ จากภาวะฝนทิ้งช่วง พร้อมจี้หน่วยงานในพื้นที่เร่งเดินสายชี้แจงเกษตรกรคุมพื้นที่ปลูกข้าวรอบ 2 ไม่ให้เกิน 11.21 ล้านไร่ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า มีการคาดการณ์ว่าบางช่วงของฤดูฝนปีนี้โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกรกฎาคม จะมีการกระจายตัวของฝนไม่สม่ำเสมอและมีปริมาณฝนน้อย ซึ่งจะส่งผลให้มีน้ำไม่เพียงพอสำหรับการเกษตรในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะนอกเขตชลประทานอาจทำให้เกิดสถานการณ์ภัยแล้งและขาดแคลนน้ำจากปัญหาฝนทิ้งช่วง ตนจึงได้กำชับและมอบหมายหน่วยงานในพื้นที่ เฝ้าระวังสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะสิ้นสุดด้วย พร้อมทั้งได้เตรียมแผนการบริหารจัดการสถานการณ์ภัยแล้ง ปี 2561/62 ขึ้นเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและพื้นที่ทำการเกษตร โดยมอบหมาย กรมฝนหลวง และการบินเกษตร เริ่มปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่ 1 มี.ค. 2562 โดยจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 11 หน่วย ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการเชียงใหม่ ตาก ลพบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี สุรินทร์ สระแก้ว สุราษ
เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลายพื้นที่ของจังหวัดนครราชสีมาเริ่มเข้าสู่สถานการณ์ภัยแล้งและกำลังขยายวงกว้างออกไป นอกจากจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่ไม่มีน้ำทำนา ทำไร่แล้ว ยังส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้เลี้ยงกระบือ หรือควายของชาวบ้านใน ต.สาหร่าย อ.ชุมพวง จ.นครราชสีมา ที่ต้องขาดแคลนแหล่งอาหารและแหล่งน้ำสำหรับเลี้ยงควาย 2 ฝูง จำนวนกว่า 20 ตัวไปด้วย ทำให้ชาวบ้านต้องพาฝูงควายของตัวเองเดินหาหญ้าและแหล่งน้ำกินไกลกว่า 5 กม. เพราะแหล่งน้ำที่เคยมีตามธรรมชาติแห้งไปหมด นางบังอร ดีพิมาย อายุ 65 ปี บ้านเลขที่ 178 ต.สาหร่าย อ.ชุมพวง จ.นครราชสีมา ชาวบ้านผู้เลี้ยงควายเผยว่า ภัยแล้งปีนี้เริ่มมีผลกระทบตั้งแต่ต้นปี แหล่งน้ำที่เคยมีตามทุ่งนาเหือดแห้งไปหมด หญ้าก็ไม่มีขึ้น จนต้องต้อนฝูงควายไปหากินตามคลองชลประทานที่ยังคงพอมีน้ำเหลืออยู่ติดก้นคลอง เพราะตรงจุดนั้นมีหญ้าขึ้นอยู่ แต่คาดว่าน้ำที่เหลือติดก้นคลองชลประทานน่าจะใช้เลี้ยงควายได้ไม่เกินครึ่งเดือนนี้ คงต้องต้อนควายหากินไปเรื่อยๆ และต้องคอยระวังไม่ให้ฝูงควายข้ามถนนไปมา เนื่องจากเสี่ยงอันตรายจากรถชน หากว่าไม่มีฝนตกลงมาช่วงกลางเดือนเมษายน จะส่งผลให้แหล่ง
