ท่ามกลางสถานการณ์ภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ กรมประมงได้ออกมาเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ให้เฝ้าระวังการระบาดของโรคที่มักเกิดขึ้นได้ง่าย ในช่วงที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะคุณภาพน้ำที่ลดลง อุณหภูมิสูงขึ้น และความเครียดของสัตว์น้ำ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่เปิดทางให้เชื้อโรค และปรสิตเข้าทำลายได้มากกว่าปกติ
โรคกลุ่มแรกที่ต้องจับตาคือโรคจากปรสิต ซึ่งพบได้ทั้งในปลาน้ำจืดและสัตว์น้ำเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น เห็บระฆัง ปลิงใส และเห็บปลา อาการที่มักพบคือสัตว์น้ำมีพฤติกรรมผิดปกติ ว่ายน้ำถูตัวกับขอบบ่อ ลอยตัวเหนือน้ำ หายใจถี่ เหงือกซีด กินอาหารลดลง และบางครั้งอาจมีจุดแดงหรือแผลถลอกตามลำตัว หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่จัดการ อาจลุกลามจนเกิดความเสียหายต่อทั้งบ่อเลี้ยง แนวทางสำคัญคือการรักษาความสะอาดของบ่อ กำจัดตะกอนเศษอาหาร ควบคุมคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ และใช้สารเคมีตามคำแนะนำอย่างเหมาะสม
ขณะเดียวกัน “โรคจากเชื้อแบคทีเรีย” ก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญที่มักระบาดในช่วงน้ำเสื่อมคุณภาพ โรคตัวด่างเป็นตัวอย่างที่พบได้บ่อย สัตว์น้ำจะมีผิวหนังบวมแดง มีแผลด่างขาว และอาจลุกลามเป็นแผลลึกภายในเวลาเพียง 1–2 วัน โดยเฉพาะในช่วงอากาศแปรปรวน หรือมีการเปลี่ยนแปลงของน้ำอย่างรวดเร็ว การจัดการที่ดีคือการลดความหนาแน่นในการเลี้ยง รักษาสภาพน้ำให้เหมาะสม และหากจำเป็นควรใช้ยาปฏิชีวนะภายใต้คำแนะนำของสัตวแพทย์

อีกโรคที่พบควบคู่กันคือ “โรคแผลตามลำตัว” ซึ่งมักแสดงอาการตกเลือด ครีบกร่อน และท้องบวม สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการเลี้ยงที่หนาแน่นเกินไป ทำให้สัตว์น้ำอ่อนแอและติดเชื้อได้ง่าย แนวทางป้องกันจึงเน้นไปที่การจัดระบบการเลี้ยงให้เหมาะสม ลดความแออัด และดูแลคุณภาพน้ำให้คงที่อยู่เสมอ
นอกจากนี้ “โรคติดเชื้อสเตรปโตคอคคัส” ยังเป็นอีกปัญหาที่เกษตรกรไม่ควรมองข้าม สัตว์น้ำที่ป่วยจะว่ายน้ำวน เสียการทรงตัว ตาโปน มีเลือดออกตามลำตัว และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเกิดการสูญเสียในวงกว้าง โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่อุณหภูมิสูง การป้องกันที่ได้ผลคือการควบคุมความหนาแน่น ลดความเครียด และใช้ยาตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
สำหรับภาคการเลี้ยงกุ้ง “โรคตับและตับอ่อนวายเฉียบพลัน (AHPND)” ถือเป็นภัยเงียบที่สร้างความเสียหายรุนแรง กุ้งที่ติดเชื้อจะมีอาการหลังงอตั้งแต่ช่วงอายุ 30–35 วัน ว่ายน้ำช้า เซื่องซึม กินอาหารลดลง ลำไส้ว่าง เปลือกนิ่ม และอาจตายยกบ่อในเวลาอันสั้น การป้องกันจึงต้องอาศัยการจัดการฟาร์มอย่างเข้มงวด ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ที่แข็งแรง การรักษาความสะอาดของบ่อ การควบคุมคุณภาพน้ำ และหลีกเลี่ยงการเลี้ยงที่หนาแน่นเกินไป
ในภาพรวม ภัยแล้งไม่ได้ส่งผลเพียงแค่ปริมาณน้ำที่ลดลง แต่ยังซ้ำเติมความเสี่ยงด้านโรคในสัตว์น้ำอย่างมีนัยสำคัญ เกษตรกรจึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด ปรับรูปแบบการเลี้ยงให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม และให้ความสำคัญกับการป้องกันมากกว่าการรักษา เพราะเมื่อโรคระบาดเกิดขึ้นแล้ว ความเสียหายมักขยายตัวอย่างรวดเร็ว
การรับมืออย่างมีข้อมูลและการจัดการฟาร์มอย่างเป็นระบบ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้ไปได้ พร้อมรักษาผลผลิตและรายได้ให้คงอยู่ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
ที่มา : กองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ กรมประมง
