สมาร์ทฟาร์ม
การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง เป็นการทำนาโดยควบคุมระดับน้ำในแปลงนาให้มีช่วงน้ำขัง สลับกับช่วงน้ำแห้งสลับกันไปในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อกระตุ้นให้รากและลำต้นของต้นข้าวแข็งแรงขึ้น เนื่องจากดินและรากได้รับรากอากาศ เมื่อได้รับอากาศเสร็จแล้ว ก็สามารถดูดปุ๋ยได้ดีขึ้น ทำให้ลดการใช้ปุ๋ย เมื่อดูดธาตุอาหารได้ดีขึ้น ต้นข้าวแข็งแรง ลดการระบาดของโรคและแมลง ลดการใช้สารเคมี เป็นการลดต้นทุนการผลิตไปด้วย เมื่อต้นข้าวแข็งแรงก็จะแตกกอได้มากขึ้น รวงข้าวสมบูรณ์ ผลผลิตที่ได้รับก็เพิ่มขึ้นอีกด้วย เพราะฉะนั้นการทำนาเปียกสลับแห้งนี้ เหมาะสำหรับพื้นที่ทำนาในเขตชลประทานที่ควบคุมการระบายน้ำได้ โดยใช้ปริมาณน้ำในการเพาะปลูกน้อยกว่าวิธีปลูกข้าวแบบทั่วไป 30-50% นอกจากนี้ ยังลดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการย่อยสลายอินทรียวัตถุแบบไร้อากาศ เมื่อปลูกข้าวแบบขังน้ำเป็นเวลานานอีกครั้ง คุณปกรณ์ สุพานิช นักวิเคราะห์แพลตฟอร์มเซ็นเซอร์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง งานพัฒนาพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์แ
กลับมาอีกครั้งกับงานที่ทุกคนรอคอยเจียไต๋ แฟร์ 2025 สมาร์ทฟาร์ม สมาร์ทไลฟ์ จัดเต็ม สินค้าเกษตร และโซลูชันเพื่อเกษตรยุคใหม่ กรุงเทพฯ 12 ธันวาคม 2567 – เตรียมนับถอยหลังสู่เทศกาลงานใหญ่แห่งปี “เจียไต๋ แฟร์ 2025” โดย บริษัท เจียไต๋ จำกัด ผู้นำธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรของไทย ภายใต้แนวคิด สมาร์ทฟาร์ม สมาร์ทไลฟ์ ที่จะทำให้คุณตื่นตาตื่นใจกับสายพันธุ์พืชคุณภาพมากกว่า 600 สายพันธุ์ ชมโซลูชันเจียไต๋ ตัวช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางการเกษตร รับชมสาธิตบินโดรนเกษตรแบบไร้คนขับ พร้อมเรียนรู้นวัตกรรมเกษตรใหม่ๆ หรือสนุกสนานไปกับการเที่ยวฟาร์ม เพลิดเพลินกับสวนต้นไม้แห่งความยั่งยืนกับดอกไม้นานาพันธุ์ ร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปเพื่อความยั่งยืน และพลาดไม่ได้กับการชิมช้อปสินค้าเกษตรนานาชนิด ระหว่างวันที่ 15-19 มกราคม 2568 เวลา 08.00-17.00 น. ณ เจียไต๋ ตำบลวังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี แล้วมาเข้าถึงเกษตรยุคใหม่อย่างยั่งยืนไปด้วยกัน ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง Facebook เจียไต๋ Chia Tai: www.facebook.com/Chiatai.group.official สำหรับผู้ที่สนใจเข้าชมเป็นหมู่คณะ สามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://bit.ly/ChiaTaiFair
สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน เดินหน้าพัฒนาโครงการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทฟาร์ม (Smart Farm) ต้นแบบ 3 จังหวัดภาคอีสาน หวังให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีการเกษตร ลดต้นทุนการเพาะปลูก ได้ผลผลิตสูงขึ้นและมีคุณภาพ พร้อมใช้เป็นตัวกลางสร้างระบบเกษตรอินทรีย์ สร้างเป็นผลผลิตปลอดสารพิษ เพิ่มมูลค่าพืชผลและลดการปนเปื้อนในดิน พร้อมต่อยอดขยายพื้นที่รวมตัวสู่สหกรณ์สมาร์ทฟาร์ม เพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันระยะยาว สร้างผลลัพธ์เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนต่อไป รศ.ดร. เสถียร ธัญญศรีรัตน์ ที่ปรึกษาโครงการฯ สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน เผยถึงความเป็นมาของโครงการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ ว่า เราทราบกันดีว่าประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ที่มีจำนวนเกษตรกรราว 1 ใน 3 ของแรงงานทั้งหมด และถึงแม้ว่าพืชผลทางการเกษตรในประเทศจะค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ แต่ก็ยังมีอีกหลายพื้นที่ ที่ประสบปัญหาผลผลิตตกต่ำ สวนทางกับการใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ซึ่งการแก้ปัญหาเพื่อเพิ่มผลผลิตให้กับพื้นที่เหล่านี้ นอกจากต้องอาศัยความรู้ด้านระบบเพาะปลูกที่มีคุณภาพแล้ว ยังต้องเพิ่มการใช้เทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน มาช่วยควบคุมปัจจัยด้านต่างๆ เพื่อผลลัพธ์ของผลผลิตสูง มีคุณภาพดี เพิ
สวัสดีครับ สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน พบกันเป็นประจำในคอลัมน์ “คิดใหญ่แบบรายย่อย The challenge of smallscale farmers” กับผม ธนากร เที่ยงน้อย วันนี้ในประเทศไทย ใครๆ ก็พูดถึงการทำเกษตรอัจฉริยะ Smart Farm หรือเกษตรอัจฉริยะ คือการทำการเกษตรที่นำเอาเทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการดูแลการเพาะปลูก รวมไปถึงกระบวนการผลิต (https://www.dtc.co.th) แนวคิดของการทำเกษตรอัจฉริยะ คือ การเกษตรแม่นยำสูง (Precision Agriculture หรือ Precision Farming) เน้นประสิทธิภาพในการเพาะปลูก สามารถควบคุมปัจจัยการผลิตต่างๆ ได้เข้มงวดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น (http://smartfarmthailand.com/) ข้อมูลทั้งหลายเหล่านี้หาอ่านได้ทั่วไปตามอินเตอร์เน็ต แต่เมื่อผมได้ไปสัมผัสจริง แค่เรื่องการให้น้ำในแปลงปลูกพืชโดยใช้ระบบอินเตอร์เน็ตควบคุมการปิด-เปิด ควบคุมการตั้งเวลา ควบคุมการสั่งการผ่านโทรศัพท์มือถือ ราคาของการติดตั้งอุปกรณ์และติดตั้งระบบอยู่ในกรอบราคาเดียวกัน คือหลักแสนบาททั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคเอกชนร่วมกับรัฐ ราคาก็ไม่ต่างกัน นั่นทำให้ผมเก็บกลับมาคิดว่า Smart Farm หรือเกษตรอัจฉริยะที่ภาครัฐส่งเสริมคงยากที่
แม้ต้นทุนชีวิตจะมีไม่มาก แต่ด้วยความพากเพียร ไม่หยุดมองหาโอกาสใหม่ๆ และพร้อมรับมือกับทุกปัญหาที่ผ่านเข้ามาทดสอบ ก็ทำให้ “ดร.องอาจ กิตติคุณชัย” อดีตเด็กหนุ่มที่เคยทำงานในโรงงานผลิตอาหารกระป๋อง ได้ก่อร่างสร้างธุรกิจของตัวเองขึ้นมาจนวันนี้กลายเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) เจ้าของบริษัทผู้ผลิตข้าวโพดหวานรายใหญ่อันดับต้นๆ ของไทยที่กำลังจะเข้าไปเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ เร็วๆ นี้ ชีวิตที่ต่อสู้กับความลำบากมาตลอด ทำให้หนุ่มน้อยจากพิจิตรเมื่อหลายสิบปีก่อนเริ่มวาดฝันใหญ่ ตัดสินใจบอกลาอาชีพหนุ่มโรงงานที่เริ่มทำมาตั้งแต่อายุ 15 ปี ย้ายไปตั้งต้นที่เชียงใหม่ พร้อมผันตัวเป็นพ่อค้าคนกลางรับซื้อผลผลิตเกษตร อย่างลำไย ลิ้นจี่ ฯลฯ ขายเข้าโรงงาน ดร.องอาจบอกว่า การเริ่มต้นเป็นเรื่องยาก เขาทุนน้อย มีความรู้ไม่มาก คอนเน็กชั่นก็ไม่มี จึงต้องพยายามหาช่องทางเอง ทำอะไรที่มากกว่าและดีกว่าคนอื่น เช่นยุคก่อนที่คนมักขายลำไยแบบคละไซซ์คละเกรด เขาก็มานั่งคัดลำไยให้ได้คุณภาพ-มาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ซึ่งจุดเล็กๆ น้อยๆ ที่คนอื่นไม่ทำนี้ ช่วยสร้างความแตกต่างและทำให้ลูกค้ามั่นใจคุณภาพสินค้าที่ซื้
