สวนป่าสัก
“สัก” เป็นไม้เศรษฐกิจที่มีความสำคัญ นิยมปลูกในรูปแบบสวนป่ามากที่สุดชนิดหนึ่งของประเทศไทย สวนป่าสักแห่งแรกของประเทศไทยมีขึ้นที่จังหวัดแพร่ เริ่มปลูกครั้งแรกในปี พ.ศ. 2449 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบสนองต่อความต้องการใช้ไม้สักในประเทศและส่งออก ปัจจุบันมีการปลูกสักกันอย่างกว้างขวาง ในอดีต ภาครัฐเป็นหน่วยงานหลักที่ปลูกสัก ได้แก่ กรมป่าไม้ และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ต่อมาได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรหรือประชาชนทั่วไปปลูกสร้างสวนป่าสักกันในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งในรูปแบบ “สวนป่า” การปลูกผสมกับพืชเกษตร การปลูกหัวไร่ปลายนา และปลูกเป็นแนวขอบเขตพื้นที่ “สัก” เป็นต้นไม้ที่มีศักยภาพในการแตกหน่อหลังจากตัด ความสามารถในการแตกหน่อจะดีมากหลังจากการตัดสักออกจากพื้นที่ทั้งหมดหรือการตัดหมด (clear cut) และการเติบโตของหน่อสักจะมีค่าสูงกว่าการแตกหน่อในสวนป่าที่ตัดขยายระยะ (thinning) ด้วยเช่นกัน เนื่องจากอาหารที่สะสมอยู่ในรากเดิม ความสามารถในการแตกหน่อจะแตกต่างกันตามอายุ สภาพแวดล้อม และฤดูกาลในการตัดฟัน การสืบพันธุ์ด้วยการแตกหน่อ นอกจากจะทำให้สักโตเร็วแล้ว ยังลดค่าใช้จ่ายในเรื่อง ค่ากล้าไม้ การเตรียมพื้นที่ ร
อุตสาหกรรมแปรรูปและเฟอร์นิเจอร์ไม้สัก ประเทศไทยเป็นผู้นำ อันดับ 1 ของเอเชีย ไม้สักธรรมชาติและสวนป่าของพม่าที่ผลิตออกมาได้ ประเทศไทยเป็นผู้ซื้อ อันดับ 1 เฉลี่ยปีละ 150,000-200,000 ลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ เนื่องจากโรงงานไม้สักในประเทศไทยออกแบบไว้สำหรับไม้ขนาดใหญ่จากธรรมชาติ เกษตรกรที่ปลูกไม้สักจำเป็นต้องจัดการ-บำรุงสวนสักให้ถูกหลักวิชาวนวัฒนวิทยาและพืชสวน จึงจะสามารถผลิตไม้สักขนาดโต 110 เซนติเมตร ความยาวซุงท่อนแรก 6.50 เมตร ในอายุ 15-16 ปี ได้ เกษตรกรไทยเก่งที่สุดในโลก เพราะผลิตสินค้าล้นตลาดจนราคาตกต่ำทุกชนิด ยกเว้นแต่ไม้สักเท่านั้น ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและไม้สักในสวนป่า ไม้สักในสวนป่าของเกษตรกรจะเจริญเติบโตดีมากแค่ไหน ขึ้นกับปัจจัย 3 ประการ คือ 1. คุณภาพ ดิน ฟ้า อากาศ ของพื้นที่ปลูก 2. กรรมพันธุ์ของต้นสักที่ใช้ปลูก 3. การจัดการดูแลสวนสักที่เหมาะสม การเจริญเติบโตของไม้สักในธรรมชาติและสวนป่าที่ดีมากนั้น ได้มีผู้ศึกษาและรายงานไว้ ดังนี้ 1. ต้นสักจะเจริญเติบโตได้ดีในลักษณะพื้นที่เป็นลูกคลื่นลอนลาดเป็นหุบเขาถึงเนินเขา มีความลาดชัน (2-25%) บริเวณไหล่เขา ริมฝั่งน้ำและริมตลิ่ง ซึ่งน้ำไม่ท
