สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)
ฟาร์มเอ็กซ์โป ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายด้านการเกษตรจากภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงสถาบันการศึกษา ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาธุรกิจ เทคโนโลยี ตลอดจนการตลาดในอุตสาหกรรมเกษตรไทยอย่างครบวงจร มุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย ต่อยอดสู่นวัตกรรมเพื่อการใช้งานจริง ครอบคลุมในเชิงพาณิชย์ พร้อมยกระดับศักยภาพเกษตรกรไทย ควบคู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน นายนรบดี ผดุงเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟาร์มเอ็กซ์โป จำกัด ผู้ประสานและเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กล่าวถึงความสำคัญของการลงนามในครั้งนี้ว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมการเกษตรไทยเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เราเชื่อว่าการบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายจากพันธมิตรที่แข็งแกร่ง จะช่วยเร่งการพัฒนาและยกระดับภาคการเกษตรไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล” โดยความร่วมมือนี้เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์ร่วมกันในการยกระดับภาคการเกษตรไทย ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัย ต่อยอดสู่นวัตกรรม จากหน่วยงานชั้นนำ ซึ่งตลอดช่วงเวล
โดยทั่วไป เกษตรกรจะใช้ระยะเวลาปลูกมันสำปะหลังประมาณ 8–12 เดือนจึงจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายได้ ในช่วงเวลาดังกล่าว เกษตรกรจะมีเวลาว่างและไม่มีรายได้ กรมหม่อนไหมจึงร่วมกับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ได้ ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรโครงการปฏิรูปที่ดินพื้นที่เอกชน ต.พระธาตุขิงแกง อ.จุน จ.พะเยา เลี้ยงไหมอีรีเป็นอาชีพเสริม ใน “โครงการ Eri Silk Eco print เอกลักษณ์เฉพาะถิ่นสร้างอาชีพให้ชุมชน” เลี้ยงไหมอีรี่ สร้างรายได้ดี เกษตรกรได้นำ “ไหมอีรี” มาเลี้ยง โดยใช้ใบมันสำปะหลังเป็นอาหารสำหรับไหมอีรีได้โดยตรง ซึ่งถือเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรระหว่างรอการเก็บเกี่ยว โครงการนำร่อง ได้ใช้พื้นที่แปลงรวมปลูกมันสำปะหลัง 30 ไร่ เป็นอาหารหนอนไหม สร้างห่วงโซ่การผลิตครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งโครงการนี้ สามารถสร้างอาชีพและรายได้ให้เกษตรกรได้อย่างดี การเลี้ยงไหมอีรี่ไม่เพียงสร้างรายได้จากการขายรังไหมเท่านั้น แต่ยังสามารถนำดักแด้ไปแปรรูปเป็นอาหารโปรตีนสูงสำหรับคนและสัตว์ สอดคล้องกับนโยบายยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่
กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมมือกับคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก “ถั่วลิสงพันธุ์เกษตรศาสตร์ สวก. 1” เชิงการค้า เนื่องจากเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย ให้ผลผลิตสูงต่อไร่ สามารถยกระดับอาชีพและรายได้ของเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตอบโจทย์นโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จุดเริ่มต้น ผลงานวิจัย “จากหิ้งสู่ห้าง” สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) สนับสนุนงบวิจัยให้ อาจารย์เจตษฎา อุตรพันธ์ ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้พัฒนาสายพันธุ์ “ถั่วลิสงพันธุ์เกษตรศาสตร์ สวก.1” โดยใช้แม่พันธุ์ขอนแก่น 5 และพ่อพันธุ์ IC 10 ผลวิจัยพบว่า “ถั่วลิสงพันธุ์เกษตรศาสตร์ สวก.1” ให้ผลผลิตสูง ปรับตัวได้ดีในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง ให้ผลผลิตต่อไร่ราวๆ 300-500 กิโลกรัมต่อไร่ จุดเด่นของ “ถั่วลิสงพันธุ์เกษตรศาสตร์ สวก. 1” “ถั่วลิสงเกษตรศาสตร์ สวก. 1” เป็นพืชทางเลือกหนึ่งที่มีอนาคตทางการตลาด เพราะมีลักษณะประจำพันธุ์ที่ดีคือ ทรงต้นแบบพุ่มตั้ง ไม่ยืดเลื้อย เปลือกฝักม
สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA เปิด 14 นวัตกรรมวิจัยจากแล็บสู่ไร่ ตอบโจทย์เกษตรมูลค่าสูง สู่ความยั่งยืน ใช้ได้จริง…ภายใต้กิจกรรม “ARDA Mini Press @ KU” พร้อมขานรับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับ “เกษตรอัจฉริยะ–เกษตรเพิ่มมูลค่า–เกษตรยั่งยืน” โดยเน้นการลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ผ่านการใช้งานวิจัยและนวัตกรรมจริงในภาคเกษตร พร้อมประกาศความร่วมมือกับภาควิชาการในการเร่งยกระดับผลผลิตเกษตรปลอดภัย สร้างมูลค่าเพิ่ม รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ภายใต้แนวทาง BCG Economy ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า ARDA ให้ความสำคัญกับการพัฒนางานวิจัยไทยให้ก้าวข้ามจากการสร้างองค์ความรู้ให้สู่การเป็น “เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์” ที่ช่วยให้เกษตรกรรับมือการแข่งขัน และมาตรการกีดกันทางการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมขานรับนโยบายของนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมุ่งเน้นการสร้างงานวิจัยที่สามารถต่อยอดสู่เกษตรกรได้จริง เช่น การพัฒนาสายพันธุ์พืช เกษตรแม่นยำ นวัตกรรมแปรรูปเพิ่มมูลค่า รวมถึงการร
27 เมษายน 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดการประชุมแลกเปลี่ยนและติดตามความก้าวหน้าโครงการวิจัย ภายใต้แผนงาน “งานวิจัยนวัตกรรมและการใช้ประโยชน์เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนฝุ่นละออง PM 2.5 แบบมุ่งเป้าและบูรณาการ”และแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประเด็น ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5 (เป้าหมาย 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน) เชื่อมโยงการทำงานร่วมกับสภาลมหายใจในพื้นที่ภาคเหนือ โดย ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญ ของเป้าหมายตามยุทธศาสตร์วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5 (เป้าหมาย 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน) เป็นประธานฯ พร้อมด้วย ดร.เจน ชาญณรงค์ ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ และนายประลอง ดำรงค์ไทย กรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญดังกล่าว และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ของ วช. และ สวก. ซึ่งมีผู้แทนจาก วช. ได้แก่ ดร.ยุพิน เลิศบุรุษ ผู้อำนวยการกลุ่มขั
