พืชทำเงิน เกษตรรอบด้าน

เกษตรกรชาวไร่มัน เมืองแพร่ เลี้ยง “ไหมอีรี” เป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ จากการขายรังไหม และดักแด้โปรตีนคุณภาพสูง  

โดยทั่วไป เกษตรกรจะใช้ระยะเวลาปลูกมันสำปะหลังประมาณ 8–12 เดือนจึงจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายได้  ในช่วงเวลาดังกล่าว เกษตรกรจะมีเวลาว่างและไม่มีรายได้ กรมหม่อนไหมจึงร่วมกับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ได้ ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรโครงการปฏิรูปที่ดินพื้นที่เอกชน ต.พระธาตุขิงแกง อ.จุน จ.พะเยา เลี้ยงไหมอีรีเป็นอาชีพเสริม ใน “โครงการ Eri Silk Eco print เอกลักษณ์เฉพาะถิ่นสร้างอาชีพให้ชุมชน”

เลี้ยงไหมอีรี่ สร้างรายได้ดี


เกษตรกรได้นำ “ไหมอีรี” มาเลี้ยง โดยใช้ใบมันสำปะหลังเป็นอาหารสำหรับไหมอีรีได้โดยตรง ซึ่งถือเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรระหว่างรอการเก็บเกี่ยว  โครงการนำร่อง ได้ใช้พื้นที่แปลงรวมปลูกมันสำปะหลัง 30 ไร่ เป็นอาหารหนอนไหม สร้างห่วงโซ่การผลิตครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ซึ่งโครงการนี้ สามารถสร้างอาชีพและรายได้ให้เกษตรกรได้อย่างดี การเลี้ยงไหมอีรี่ไม่เพียงสร้างรายได้จากการขายรังไหมเท่านั้น แต่ยังสามารถนำดักแด้ไปแปรรูปเป็นอาหารโปรตีนสูงสำหรับคนและสัตว์ สอดคล้องกับนโยบายยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ต่อยอดสู่สินค้ามูลค่าสูง

เนื่องจากกรมหม่อนไหมให้ความสำคัญกับการอบรมและส่งเสริมองค์ความรู้ทั้งในด้านเทคนิคการเลี้ยง การจัดการกลุ่ม และการตลาด โดยเฉพาะการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ซื้อในระดับชุมชน เมือง และตลาดออนไลน์ เพื่อให้เกษตรกรสามารถพัฒนาอาชีพเลี้ยงไหมอีรีให้เป็นรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถพัฒนาต่อยอด สู่ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมอีรี่พิมพ์ลายใบไม้จากธรรมชาติที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชนตำบลพระธาตุขิงแกง โดยใช้เส้นไหมอีรี่ ร่วมกับการย้อมสีธรรมชาติและพิมพ์ลวดลายจากใบไม้ในท้องถิ่น เป็นผลิตภัณฑ์ผ้าไหมอีรี Eco Print ภายใต้แบรนด์ “Yakzaa – ยักษ์ษา” ซึ่งได้รับความสนใจจากตลาดทั้งในและต่างประเทศ ถือเป็นต้นแบบการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากด้วยทุนวัฒนธรรมและทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างแท้จริง

รู้จัก “ ไหมอีรี”

การเลี้ยงไหมอีรี ใช้ระยะเวลาสั้นเพียง 55–60 วัน ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและสภาพอากาศ  ไหมอีรี จัดเป็นไหมที่สามารถเลี้ยงด้วยพืชหลากหลายชนิด โดยเฉพาะใบมันสำปะหลัง และใบละหุ่ง จึงเหมาะสมกับระบบเกษตรแบบผสมผสาน และสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ของเกษตรกรไทยที่ปลูกมันสำปะหลังอยู่แล้ว

ที่ผ่านมา กรมหม่อนไหมได้ส่งเสริมให้แกเกษตรกรเลี้ยงไหมอีรีในหลายจังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ พะเยา ตาก นครสวรรค์ ขอนแก่น หนองคาย บุรีรัมย์ อำนาจเจริญ อุดรธานี และสระแก้ว  โดยกรมหม่อนไหมทำหน้าที่ผลิตไข่ไหมอีรี แจกจ่ายให้เกษตรกรนำไปเลี้ยง โดยบางกลุ่มเน้นเลี้ยงเพื่อขายรังไหมเป็นวัตถุดิบ หรือสาวเป็นเส้นไหมอีรี เกษตรกรที่เลี้ยงไหมอีรีมีทั้งเป็น เกษตรกรรายย่อย รวมกลุ่ม หรือเป็นวิสาหกิจชุมชน เพื่อดำเนินกิจกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งในด้านการเลี้ยงไหม แปรรูป และออกแบบผลิตภัณฑ์จากไหมอีรี เช่น ผ้าทอ เสื้อผ้าแฟชั่น ของที่ระลึก และผลิตภัณฑ์แฮนด์เมดต่าง ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

จุดเด่นอีกประการของไหมอีรี คือความสามารถในการทำหน้าที่เป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Indicator) ที่ช่วยตรวจสอบความปลอดภัยของพืชที่ใช้เลี้ยง หากใบพืชมีสารเคมีตกค้างหรือปนเปื้อนในปริมาณมาก ไหมอีรีจะไม่ทำรัง หรืออาจตายทันที ทำให้สามารถประเมินเบื้องต้นได้ว่าแปลงพืชนั้นปลอดภัยหรือไม่ จึงเป็นเครื่องมือธรรมชาติที่ช่วยส่งเสริมการทำเกษตรปลอดสารพิษและเกษตรอินทรีย์ในระยะยาว

ไหมอีรียังถูกจัดให้เป็น “ไหมอหิงสา” เนื่องจากรังของไหมอีรีเป็นรังเปิด เกษตรกรสามารถปาดรังออกเพื่อนำดักแด้ไปใช้โดยไม่ต้องต้มฆ่าตัวหนอนเหมือนการเลี้ยงไหมทั่วไป ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์จากไหมอีรีได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสิทธิสัตว์และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์จากไหมอีรีจึงอยู่ในกลุ่ม Eco Products หรือผลิตภัณฑ์รักษ์โลกที่กำลังเติบโตในตลาดทั้งในและต่างประเทศ  ดังนั้น การเลี้ยงไหมอีรี่จึงเป็นสินค้าผ้าไหมยุคใหม่ที่ยั่งยืนและไม่เบียดเบียน ตอบโจทย์ ต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่ได้อย่างแท้จริง

……………..

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจากกรมหม่อนไหม

Related Posts