หมาก
“กาแฟ” (Coffee) เป็นเครื่องดื่มเคียงคู่กับวิถีชีวิตคนไทย และคนไทยรู้จักกันดี กาแฟ ไม่เฉพาะการผลิตผลสดจากเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการสร้างอาชีพให้แก่กิจการขายกาแฟในรูปแบบต่างๆ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องจากกาแฟทั้งในเมืองและชนบทเข้าไปถึงหมู่บ้าน จึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ที่เริ่มจากฐานการผลิตของเกษตรกร แม้ประเทศไทยจะผลิตกาแฟส่งไปขายต่างประเทศ รวมทั้งบริโภคภายในประเทศแต่ปริมาณการผลิตก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ประเทศไทยผลิตเมล็ดกาแฟได้กว่าปีละ 26,000 ตัน แต่ความต้องการใช้กาแฟมีถึง 90,000 ตัน จึงต้องนำเข้าปีละกว่า 60,000 ตัน จากต่างประเทศเช่น เวียดนาม มาเลเซีย ฯลฯ ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยได้ให้การสนับสนุนธุรกิจกาแฟเป็นยุทธศาสตร์กาแฟ ปี 2560-2564 ให้เป็นผู้นำการผลิตและการค้ากาแฟคุณภาพในอาเซียนก้าวสู่ตลาดโลก ต้นกาแฟในประเทศไทยที่นิยมปลูก และเป็นพืชเศรษฐกิจมีด้วยกัน 2 สายพันธุ์ คือ กาแฟสายพันธุ์อาราบิก้า (Arabica) มีพื้นที่ปลูกและปริมาณผลผลิตประมาณ ร้อยละ 5 และสายพันธุ์โรบัสต้า (Robusta) มีประมาณ ร้อยละ 95 ตั้งแต่อดีตแต่ไหนแต่ไรมาเราจะเคยได้ยินหรือรับรู้ข้อมูลว่ากาแฟอาราบิก้า ต้องปล
ในช่วงหลายเดือนหลังมานี้ หลายท่านคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับราคาของหมากพุ่งสูงแข่งกับราคาน้ำมันกันแล้ว นั่นก็มีสาเหตุมาจากตลาดต่างประเทศที่มีความต้องการสูงอย่าง อินเดีย จีน เมียนมา ดูไบ เวียดนาม แห่บินมาซื้อทั้งหมากสด-แห้ง ในภาคใต้และตะวันออก ส่งผลให้ราคาพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าหากท่านใดสนใจอยากปลูกหมากเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม ก็สามารถทำได้ เพียงแต่ต้องศึกษาการตลาดในพื้นที่ของตนเอง และวิธีเทคนิคการปลูกให้ดีก่อน คุณภีระพร จันทรณรงค์ หรือ พี่บรีส อาศัยอยู่เลขที่ 11 หมู่ที่ 10 ตำบลท่าแซะ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร เกษตรกรสาวใต้ ยึดอาชีพปลูกหมากมานานกว่า 7 ปี พร้อมกับทำสวนปาล์มน้ำมันควบคู่กันไป เล่าถึงสถานการณ์หมาก ตลอดระยะที่ทำมาถือว่าการตลาดและราคาดีขึ้นเรื่อยๆ จากตอนที่เริ่มปลูกใหม่ๆ ขายหมากแห้งได้ในราคากิโลกรัมละ 40 บาท และในเวลาต่อมามีการขยับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนปลายปีที่ผ่านมาราคาหมากดีดสูงขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 70-100 บาท สามารถสร้างรายได้ถึงหลักล้านต่อปี พี่บรีส เล่าถึงจุดเริ่มต้นการปลูกหมากสร้างรายได้ว่า เนื่องจากหมากเป็นพืชที่ปลูกดูแลง่าย เหมาะปลูกในพื้นที่ภาคใต้ที่มีสภาพอากาศชื้นสูง ม
หมากซู่ลูด เป็นผักสวนครัวพื้นบ้านไทใหญ่ เป็นมรดกแห่งแผ่นดิน ที่บรรพบุรุษชาวไทใหญ่ปลูกติดต่อกันมานานกว่าร้อยปี กินได้ทั้งผลดิบและผลสุก ชาวบ้านนิยมเก็บหมากซู่ลูดไปสับให้เป็นเส้นยาว และนำไปตำส้มตำแทนเนื้อมะละกอ ปรากฎว่า มีรสชาติอร่อยกว่า ส้มตำจากเนื้อมะละกอเสียอีก ต้นหมากซู่ลูด สามารถเจริญเติบโตได้ข้ามปี อยู่ในกลุ่มไม้เถาเลื้อยตระกูลแตง ลักษณะลำต้น ใบ และยอด คล้ายกับแตงกวา ผสมกับฟักเขียว มีระบบราก ที่มีการสะสมขนาดใหญ่ ใบมีสีเขียวเป็นหยักใบหยาบ ดอกสมบูรณ์เพศ มีชั้นของเกสรตัวผู้ เกสรตัวเมียครบถ้วน และมีกลีบดอกสีม่วงเข้ม ผลเป็นรูปกลมยาวขนาดปานกลาง เปลือกสีเขียว ผลดิบ เนื้อในจะมีสีขาว เนื้อแน่น ฉ่ำน้ำ ตรงกลางมีเมล็ด ผลสุก จะมีเนื้อสีเหลือง ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ปลูกได้ในดินร่วนปนทรายระบายน้ำได้ดี หมากซู่ลูด เป็นผักสวนครัวชนิดหนึ่งที่ปลูกง่าย และลงทุนน้อยโดยไม่พึ่งปุ๋ยหรือสารเคมี โดยทั่วไป ชาวไทใหญ่นิยมนำผลดิบของหมากซู่ลูด ที่มีลักษณะคล้ายเนื้อฟัก ไปปรุงอาหารหลากหลายเมนู เช่น ผัดใส่ไข่ ต้มจืด แกงเลียง หรือนำไปลวกจิ้มกับน้ำพริก เมื่อนำผลดิบของหมากซู่ลูดไปผ่า ภายในผล
นายกฤษฎา ลำปัง เกษตรกรสวนผสม และสมาชิกสภาเกษตรจังหวัดพัทลุง หมู่ที่ 3 บ้านด่านโลด เทศบาลตำบลควนเสาธง อ.ตะโหมด จ.พัทลุง เปิดเผยว่า ขณะนี้เข้าสู่ฤดูกาลหมากสุกออกสู่ตลาด ซึ่งผลผลิตจะออกมากช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม โดยหมากสุกผ่าตากแห้งแดดเดียว โค้งแรก ราคาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 20 บาท/กก. ขณะนี้ช่วงซื้อเริ่มต้น 23-25 บาท/กก. ต่างกับราคาปีที่แล้วที่โค้งแรกเคลื่อนไหวอยู่ที่ 35-40 บาท/กก. และโค้งสุดท้าย ราคาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 80 บาท/กก. ขณะที่หมากอ่อน ราคาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 4-5 บาท และหมากแก่ราคา 6-7 บาท/กก. โดยราคาหมากสุกสดหน้าสวนอยู่ที่ประมาณ 4 บาท/กก. หากพ่อค้าจ้างแรงงานเก็บผลผลิต และหากพ่อค้าแม่ค้าเก็บเองราคาประมาณ 6 บาท/กก. หมาก ซึ่งหมากสุกในปีนี้ที่ราคาตก ได้มีพ่อค้าแม่ค้าให้เหตุผลว่า สาเหตุมาจากพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ประสบภาวะขาดทุน เมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา นอกจากตลาดภายในประเทศแล้ว ยังมีการส่งออกไปต่างประเทศด้วย เช่น เมียนมา โดยราคาส่งออกหมากแห้ง ประมาณ 100 บาท/กก. ซึ่งชาวเมียนมาเป็นผู้บริโภครายสำคัญ ทั้งที่อาศัยอยู่ในไทยและเมียนมาขณะนี้หลายพื้นที่เริ่มหันมาปลูกกันมากขึ้น โดยปลูกแซมต
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Areca catechu ชื่อที่เรียกกันทั่วไป “หมาก” (พืชที่เรียกว่า “หมาก” นั้น มีด้วยกันหลายชนิด นักพฤกษศาสตร์จึงเรียกหมากที่ใช้กินกับใบพลูว่า “หมากสง”) เป็นพืชจำพวกปาล์ม เป็นชนิดหนึ่งในสกุล Arecaceae นับว่ามีความสำคัญมากทั้งในด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรมในหลายท้องถิ่น ในทวีปเอเชีย รวมทั้งประเทศไทยด้วย ส่วนสำคัญของพืชชนิดนี้ คือ เมล็ด ซึ่งมีสารจำพวกอัลคาลอยด์ (alkaloid) อันประกอบด้วย อาเรเคน (arecaine) และ อาเรโคลีน (arecoline) นิยมนำมาเคี้ยวกับหมากและใบพลู ซึ่งนับว่าเป็นสารเสพติดอย่างอ่อน หมากพบได้ในหลายประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ แถบมหาสมุทรแปซิฟิกในส่วนที่เป็นเขตร้อน และบางส่วนของทวีปแอฟริกา
ถ้าเราเป็นคนช่างสังเกตสักหน่อยจะเห็นคำว่า มะ ที่ส่วนมากคนไทยมักนำมาใช้หน้าชื่อผลไม้ไทยๆ เช่น มะม่วง มะไฟ มะยม เป็นต้น มีคนบอกว่า มะ แปลว่าผลไม้ที่กลายมาจากคำว่า หมาก ในศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ 1 เรียกผลไม้ว่า หมาก ทั้งสิ้น เช่น หมากขาม (มะขาม) หมากม่วง (มะม่วง) หมากพร้าว (มะพร้าว) หมากกลาง (ขนุน) หมากสั้น หมากหวาน และในศิลาจารึกหลักเดียวกัน ยังแปลความว่า ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว รสหวาน จากความหมายของคำว่า หมาก ที่หมายถึง ผลไม้ ทำให้สันนิษฐานว่า คนไทยในอดีตคงจะรู้จักคุ้นเคยกับหมากเป็นอย่างดีมาก่อนผลไม้ชนิดอื่น จึงใช้หมากเป็นสัญลักษณ์แทนผลไม้และนำไปประกอบที่หน้าชื่อผลไม้อื่นๆ หมาก เป็นพืชวงศ์เดียวกับ ตาล มะพร้าว จาก และลาน คือ เป็นพวกปาล์ม มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่แถบเอเชียใต้ ไปจนถึงหมู่เกาะอินเดียตะวันออก รวมทั้งพื้นที่ประเทศไทยด้วย รูปร่างทั่วไปคล้ายมะพร้าว แต่มีขนาดเล็กกว่า คือ สูงเต็มที่ราวๆ 12-15 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางลำต้นไม่เกิน 45 เซนติเมตร ลำต้นเขียวเป็นมัน ออกผลเป็นทะลายคล้ายมะพร้าว และออกผลช่วงเดือนสิงหาคม ถึงเดือนพฤศจิกายน ผลเล็กขนาดไข่ไก่ ในหนึ่งทะลายมีหลายสิบถึงร้อยผล ส่วนของหมา
