Exclusive Featured เกษตรยั่งยืน

The Art of Rice ศิลปะแห่งการสร้างคุณค่าข้าว เมื่อผืนนาไม่ได้มีไว้แค่ผลิตข้าว

ข้าว พืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย และอาชีพที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ถูกกล่าวถึงเสมอในฐานะ “กระดูกสันหลังของชาติ” แต่ในวันนี้ผู้ที่เปรียบได้ว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ กำลังเผชิญกับปัญหารายได้ หนี้สิน และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ขณะที่ราคาผลผลิตกลับต่ำลง

สิ่งเหล่านี้กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะลูกหลานเกษตรกร ตั้งคำถามว่า หากการทำนายังเดินอยู่บนเส้นทางเดิม อาชีพนี้จะสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไปได้อย่างไร

ด้วยเหตุนี้ ลูกหลานชาวนาบางส่วนจึงเริ่มกลับมาทบทวนคุณค่าของอาชีพที่บรรพบุรุษส่งต่อมา พร้อมมองหาวิธีที่จะสืบสานทั้งอาชีพและภูมิปัญญาให้ยังคงอยู่ โดยไม่ได้มอง “ผืนนา” เป็นเพียงพื้นที่สำหรับผลิตข้าวเท่านั้น แต่ตั้งคำถามต่อไปว่า จะสร้างคุณค่าใหม่จากผืนดินแห่งนี้ได้อย่างไร

หนึ่งในนั้นคือ คุณดิว-ธันยพงศ์ ใจคำ ผู้ก่อตั้ง “เกี้ยวตะวัน ธัญฟาร์ม” ตำบลงิ้ว อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ลูกหลานเกษตรกรที่เลือกนำศิลปะ เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาผสมผสานเข้ากับการทำนา เพื่อทำให้ผืนนาข้าวกลายเป็นพื้นที่ที่สร้างคุณค่าได้มากกว่าผลผลิต


แนวคิดของเขามองว่า “นาข้าวจึงไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงพื้นที่ผลิตข้าว แต่สามารถเป็นผืนผ้าใบของนักเรียน เป็นห้องทดลองของนักวิทยาศาสตร์ เป็นห้องเรียนของเด็ก เป็นพื้นที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน และเป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่กลับมาภาคภูมิใจในบ้านเกิดของตนเอง”

จากงานประจำ สู่ความตั้งใจที่จะกลับมาทำเกษตร

ปัจจุบันคุณดิวดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้กับกลุ่มบริษัทยานยนต์ หลังจากก่อนหน้านี้ทำงานอยู่ในองค์กรขนาดใหญ่เต็มรูปแบบ การปรับบทบาทมาเป็นที่ปรึกษา ทำให้มีเวลามากขึ้นในการกลับมาทำสิ่งที่เคยวาดฝันเอาไว้

เพราะสำหรับเขา บางเรื่องไม่สามารถรอได้ โดยเฉพาะเรื่องของภาคเกษตรที่กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน

คุณดิวมองว่า หากปัญหาของภาคเกษตรยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีการปรับตัว อาจส่งผลต่อการส่งต่ออาชีพไปยังคนรุ่นต่อไป จึงอยากใช้ช่วงเวลานี้เข้ามามีส่วนในการแก้ไขและสร้างทางเลือกใหม่ให้กับอาชีพเกษตรกรรม

“จริงๆ แล้วตัวผมเองเป็นลูกหลานชาวนา เพราะฉะนั้นเราก็จะคลุกคลีกับเรื่องข้าวเป็นพิเศษ และเห็นมาตลอดว่าราคาผลผลิตตกต่ำมาก ในขณะที่ต้นทุนกลับสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ในด้านของราคาขาย เรายังเป็นคนที่ไม่สามารถกำหนดราคาได้ ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก เราก็ต้องทำให้ถูกต้องตามฤดูกาล แต่ว่าผลผลิตปลายทางของเราไม่มีใครกำหนดได้

โดยเฉพาะปีนี้ที่เจอวิกฤตทั้งเรื่องของน้ำมันและสงคราม ทำให้ปัจจัยในด้านการผลิตไม่สามารถควบคุมได้ และไม่มีใครเหลียวแลเรา เราก็เลยคิดว่าต้องกลับมาทบทวนและดูแล โดยเฉพาะเรื่องของข้าว”

จากความคิดดังกล่าว จึงนำไปสู่การทดลองสร้างคุณค่าใหม่ให้กับผืนนา ผ่าน “ศิลปะบนนาข้าว” ซึ่งไม่ได้มองศิลปะเป็นเพียงความสวยงาม แต่เป็นเครื่องมือในการดึงผู้คนเข้ามาสัมผัสเรื่องราวของข้าว เกษตรกร ชุมชน และภูมิปัญญาท้องถิ่น

ที่ “เกี้ยวตะวัน ธัญฟาร์ม” ศิลปะจึงไม่ได้ถูกวางแยกออกจากการเกษตร แต่กลายเป็นพื้นที่ที่ศิลปะ การเกษตร เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม สามารถอยู่ร่วมกันบนผืนเดียวกันได้

จุดเริ่มต้นของศิลปะบนผืนนา

“ผมไม่ได้ต้องการเปลี่ยนนาข้าวของตัวเองให้กลายเป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยว แต่ต้องการเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนมอง ‘นาข้าว’ จากพื้นที่ที่มีหน้าที่เพียงผลิตวัตถุดิบ ให้กลายเป็นพื้นที่ที่สามารถสร้างความรู้ สร้างงานศิลปะ สร้างรายได้ และสร้างอนาคตให้กับคนรุ่นต่อไปได้ด้วย”

สำหรับแนวคิดและรูปแบบการทำศิลปะบนผืนนา พี่ดิวบอกว่า มีที่มาจากหลายส่วน หนึ่งในนั้นคือสิ่งที่เขาประสบพบเจอมาตลอด และมองว่าการทำให้คนรุ่นถัดไปเข้ามาเรียนรู้เรื่องนาข้าวและลงมือทำจริงไม่ใช่เรื่องง่าย

“ทั้งร้อน ทั้งคัน ทั้งแสบ สารพัดอย่าง ถือเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ต้องทำงานหนัก และต้องพึ่งความอดทนมากๆ”

ด้วยเหตุนี้ จึงเริ่มมองหาวิธีที่จะทำให้เรื่องของการทำนาและการอนุรักษ์สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยไม่ทำให้สาระสำคัญของอาชีพหายไป แต่สามารถนำเสนอออกมาให้ดูเรียบง่าย น่าสนใจ และมีพลังมากขึ้น

ศิลปะจึงถูกนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด ก่อนจะเกิดคำถามต่อว่า “แล้วศิลปะจะมาเข้ากับแปลงนาได้อย่างไร”

เมื่อเริ่มค้นหาตัวอย่างการทำศิลปะบนผืนนาข้าว พี่ดิวพบว่าต่างประเทศอย่างญี่ปุ่นและจีนมีการนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ จึงเริ่มศึกษาแนวทางและกระบวนการของแต่ละพื้นที่

สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาคือ การเลือกใช้พันธุ์ข้าวที่มีสีแตกต่างกัน เพื่อสร้างภาพขึ้นบนผืนนา

“ก่อนหน้านี้สิ่งที่เราเรียนรู้มาตลอดก็คือ ข้าวต้องเป็นสีเขียว อย่างมากก็คือข้าวก่ำที่เป็นสีดำ ก็จะมีอยู่สองเฉดสี แต่พอเราไปดูที่ญี่ปุ่น ก็ถือว่าเราได้เปิดโลกเรื่องสายพันธุ์ข้าวอีกแบบหนึ่ง”

การค้นพบว่าข้าวสามารถมีสีสันได้หลากหลาย ทำให้แนวคิดเรื่องการนำข้าวมาสร้างงานศิลปะไม่ได้ดูไกลตัวอีกต่อไป

“ผมมองเรื่องนี้มานานเกือบ 10 ปี และเชื่อว่าสักวันหนึ่งแนวคิดดังกล่าวน่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ยังไม่มีตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพอย่างเป็นรูปธรรม จนเมื่อได้ศึกษาตัวอย่างจากต่างประเทศ จึงยิ่งมั่นใจว่าแนวคิดที่เคยวางไว้เดินมาถูกทางแล้ว”

จากนั้นจึงเริ่มค้นหาต่อว่า มีหน่วยงานใดทำงานเกี่ยวกับพันธุ์ข้าวลักษณะดังกล่าว ใครเป็นผู้ดูแล และมีกระบวนการจัดการอย่างไร ก่อนจะพบโครงการของ “ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์” และเข้าไปสมัครเข้าร่วมโครงการ                           

เกี้ยวตะวัน ธัญฟาร์ม ได้เข้าร่วมโครงการที่เกี่ยวข้องกับ “ข้าวสรรพสี” ซึ่งนำพันธุ์ข้าวที่มีความแตกต่างด้านสีมาใช้สร้างผลงานศิลปะบนผืนนา โดยข้อมูลของโครงการระบุว่ามีทั้งพันธุ์ข้าวดั้งเดิมและพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยของศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว และมีการทำ MOU เพื่อดำเนินงานวิจัยร่วมกันต่อเนื่อง

ปัจจุบันศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มีพันธุ์ข้าวกลุ่มที่เรียกว่า “ข้าวสรรพสี” (Rainbow Rice) ซึ่งพัฒนาขึ้นจากการปรับปรุงพันธุ์ โดยมีทั้งหมด 5 สายพันธุ์ ได้แก่ สรรพสี 01-05 มีลักษณะสีใบตั้งแต่ชมพูทับทิม ชมพูแถบเขียวและขาว ไปจนถึงสีขาว

นอกจากความแตกต่างด้านสีแล้ว ข้าวแต่ละสายพันธุ์ยังมีลักษณะการเจริญเติบโตและอายุเก็บเกี่ยวแตกต่างกัน การเลือกว่าจะใช้พันธุ์ใดในแต่ละส่วนของภาพจึงต้องคำนึงถึงองค์ประกอบเหล่านี้ควบคู่กัน

จากจุดนั้นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการนำ “ข้าว” ซึ่งเป็นผลผลิตทางการเกษตร มาผสานเข้ากับ “ศิลปะ” อย่างจริงจัง และพัฒนาแนวคิดต่อจนกลายเป็นศิลปะบนผืนนาข้าวของเกี้ยวตะวัน ธัญฟาร์มในเวลาต่อมา

กว่าจะเป็นศิลปะบนผืนนา
ความงามที่ต้องอาศัยทั้งศิลปะ
วิทยาศาสตร์ และความแม่นยำ

การสร้างสรรค์ “ศิลปะบนนาข้าว” ให้กลายเป็นภาพขนาดใหญ่ที่มองเห็นได้จากมุมสูง ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อเป็นสิ่งใหม่ที่ต้องเริ่มต้นเรียนรู้และพัฒนากระบวนการขึ้นมาเอง

พี่ดิวเล่าว่า สิ่งสำคัญของงานไม่ได้อยู่ที่การนำสีไปแต่งแต้มบนต้นข้าว แต่เป็นการใช้ ความหลากหลายของพันธุ์ข้าวและสีของใบข้าวที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มาสร้างเป็นภาพ โดยอาศัยทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศิลปะเข้ามาทำงานร่วมกัน

“สีที่ทุกคนเห็นไม่ได้เกิดจากการที่เรานำสีไปทาบนต้นข้าว แต่เป็นสีที่อยู่ในพันธุกรรมของข้าว และข้าวแต่ละสายพันธุ์ เรานำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศิลปะมาจัดวางธรรมชาติให้เล่าเรื่อง”

สำหรับพี่ดิวเองซึ่งมีพื้นฐานด้านวิศวกรรม การคิดในมุมของศิลปะจึงเป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่ต้องเรียนรู้และทำงานร่วมกับศิลปิน ขณะเดียวกัน การนำภาพจากจินตนาการมาวางลงบนพื้นที่จริงก็ต้องอาศัยความแม่นยำสูง

“เราต้องมีมุมมองของศิลปะก่อน ซึ่งตัวผมเองเป็นสายวิศวกรรม ก็จะมองอะไรแบบตรงๆ ซึ่งเข้ากันได้ยากมากๆ รวมถึงการต้องใช้ความแม่นยำสูง ในการที่เราจินตนาการออกมาแล้วเราจะวางสิ่งเหล่านั้นลงบนพื้นที่ของเราอย่างไร”

การทำให้ภาพที่ออกแบบไว้ปรากฏขึ้นจริงบนแปลงนา จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการปลูกข้าว แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของคนหลายศาสตร์

พี่ดิวมองว่า หากต้องการให้งานไปไกลกว่าการเป็นเพียงกิจกรรมในพื้นที่ ก็จำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น นั่นคือการทำอย่างไรให้ “ข้าวไทย” สามารถไปสู่เวทีระดับโลกได้

“เราก็เลยปักธงว่า จะทำยังไงให้ข้าวไทยไประดับโลก อันนี้คือธง และธีมที่เราจะต้องไปบริหารจัดการ เพราะฉะนั้นเราจะคิดเรื่องเล็กๆ ไม่ได้แล้ว”

เมื่อเป้าหมายคือการสื่อสารในระดับที่กว้างขึ้น การเลือกใช้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจึงเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญ ทั้งศิลปินที่เข้ามาช่วยออกแบบงาน วิศวกรที่ดูแลเรื่องความแม่นยำ และผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุ์ข้าวและเทคโนโลยีการผลิต

ทั้งหมดถูกนำมาผสมผสานกัน เพื่อทำให้แนวคิดเรื่อง ศิลปะ วัฒนธรรม เทคโนโลยี ภูมิปัญญา และวิทยาศาสตร์ สามารถอยู่ในเรื่องเดียวกัน และถ่ายทอดออกมาเป็นศิลปะบนผืนนาได้

“เจตนาคือเราไม่ได้ตั้งใจให้ใครมาดูงานศิลปะที่นี่ แต่เราอยากจะให้เขามาดูในกรอบความคิดว่า เราจะทำยังไงให้พื้นที่ของเราเกิดมูลค่าสูงสุด นั่นคือสิ่งที่เราคิดเป็นธีมในแต่ละครั้ง”

ดังนั้น ศิลปะจึงเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้กับผืนนา ขณะที่เป้าหมายสำคัญกว่าคือการทำให้พื้นที่เกษตรสามารถสร้างคุณค่าได้มากกว่าการผลิตผลผลิตเพียงอย่างเดียว

ส่วนเรื่องการวางแผนการปลูก และความแม่นยำ เริ่มตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ เมื่อข้าวแต่ละสีต้องถูกนำมาจัดวางให้กลายเป็นภาพ การควบคุมตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะกล้าจึงเป็นหัวใจสำคัญ โดยในช่วงที่ต้นข้าวยังเล็ก สีของต้นข้าวบางสายพันธุ์อาจยังแยกด้วยสายตาได้ยาก ดังนั้นจึงต้องวางแผนการเพาะและจัดการพันธุ์แยกจากกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่สายพันธุ์ที่ 1 สายพันธุ์ที่ 2 ไปจนถึงสายพันธุ์ที่ 5 หรือสายพันธุ์อื่นๆ ที่นำมาใช้ การจัดการเมล็ดพันธุ์จึงต้องมีความแม่นยำสูง ตั้งแต่การเบิกจ่าย การเพาะ การจัดวาง ไปจนถึงการนำต้นกล้าลงแปลง

หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ การสร้างภาพบนผืนนาก็คล้ายกับการ “ปักครอสสติตช์บนแปลงนา” เพียงแต่แทนที่จะใช้ด้ายแต่ละสี ก็ใช้ต้นข้าวแต่ละสายพันธุ์เป็นองค์ประกอบของภาพ

จากงานศิลปะ ต่อยอดสู่การสร้างรายได้ในชุมชน

นอกจากความสวยงามบนผืนนาแล้ว สำหรับพี่ดิว “ศิลปะ” ยังทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในชุมชน เพราะเมื่อผู้คนเข้ามารู้จักศิลปะบนนาข้าว สิ่งที่ตามมาคือการทำให้พวกเขาเห็นว่า เบื้องหลังภาพหนึ่งภาพยังมีทั้งเกษตรกร เมล็ดพันธุ์ เครื่องจักร การผลิต การแปรรูป และตลาดที่สามารถสร้างรายได้ให้คนอีกหลายส่วน

“พูดง่ายๆ ว่าเราใช้ศิลปะเป็นใบเบิกทาง ให้เข้ามาดู เข้ามาเห็น ว่าข้าวไทยมีดีอย่างไร คล้ายกับระบบหน้าบ้านกับระบบหลังบ้าน”

พี่ดิวเล่าว่า การส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่เริ่มขยับอย่างจริงจังในช่วงที่ผ่านมา โดยวางเป้าหมายขยายเครือข่ายการผลิตจากระดับประมาณ 1,000 ไร่ในปัจจุบัน ไปสู่ระดับ 10,000 ไร่ในระยะต่อไป โดยการขยายจะเป็นไปตามความพร้อมของระบบการผลิต มาตรฐานคุณภาพ และความต้องการของตลาด

“ปัจจุบันเรามีเครือข่ายการผลิตประมาณ 1,000 ไร่ หรือกว่า 100 ครัวเรือน และวางเป้าหมายขยายไปสู่ระดับ 10,000 ไร่ในระยะต่อไป โดยจะขยายตามความพร้อมของระบบการผลิต มาตรฐานคุณภาพ และความต้องการของตลาด”

เป้าหมายดังกล่าวสะท้อนแนวคิดที่พี่ดิวพูดมาตลอดว่า ปัญหาของข้าวไทยอาจไม่ได้อยู่ที่ “ไม่มีตลาด” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเชื่อมโยงระหว่างคนผลิตกับความต้องการของตลาดยังไม่ลงตัว

“ซึ่งตอนนี้เรายังห่างไกลจากสิ่งที่เราสามารถซัพพลายให้เขาได้อีกเยอะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เคยบอกว่าจริงๆ ข้าวไม่ได้ล้นตลาดนะ แต่ว่าหากันไม่เจอ แล้วพอเราไปหาเจอก็ใหญ่เกินสำหรับเรา เพราะเราไม่ได้ผลิตเยอะขนาดนั้น แต่ในเมื่อโอกาสมา เราก็จะมอบโอกาสนี้ให้กับชุมชน”

ปัจจุบันทีมงานกำลังพัฒนาตลาดและทดสอบความต้องการในหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลาง รวมถึงญี่ปุ่นและจีน ข้อมูลที่ได้จะนำมาใช้วางแผนชนิดข้าว ปริมาณการผลิต และการทำงานกับเกษตรกรในเครือข่ายให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

มากกว่าศิลปะบนผืนนา
คือการเปลี่ยนวิธีมองพื้นที่ของเรา

หากย้อนกลับไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการทำศิลปะบนผืนนา จนมาถึงการสร้างระบบการผลิต เชื่อมโยงตลาด และทำงานร่วมกับเกษตรกรในชุมชน สิ่งที่พี่ดิวมองว่าเป็น “ความสำเร็จ” จึงไม่ได้อยู่เพียงจำนวนคนที่เข้ามาชม หรือความสวยงามของภาพที่ปรากฏบนผืนนา

แต่คือการทำให้คนเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า พื้นที่เกษตรกรรมที่เรามีอยู่ สามารถสร้างคุณค่าได้มากกว่าที่เคยมองเห็นหรือไม่

พี่ดิวมองว่า ศิลปะบนผืนนาเป็นเพียงหนึ่งในหลายวิธีที่จะเล่าเรื่องข้าว และสิ่งที่ต้องการส่งต่อจริงๆ คือ “วิธีคิด”

“การยกระดับคุณค่าของผืนนาไม่ได้หยุดอยู่เพียงความสวยงามหรือมูลค่าจากผลผลิต แต่รวมถึงการทำให้ผืนดินที่เราดูแลมีชีวิตและสมบูรณ์ขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงให้ความสำคัญกับแนวคิด ‘เกษตรฟื้นฟู’ ตั้งแต่การลดการพึ่งพาสารเคมี การจัดการน้ำอย่างเหมาะสม การดูแลดินและความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนการฟื้นคืนสมดุลของระบบนิเวศ เพราะเราไม่ได้ต้องการเพียงรักษาผืนดินให้คงอยู่ แต่ต้องการให้ทุกครั้งที่เราลงมือทำเกษตร ดินดีขึ้น ระบบนิเวศดีขึ้น และพื้นที่มีคุณค่ามากขึ้นกว่าเดิม เพื่อเชื่อมโยงภูมิปัญญาจากคนรุ่นก่อนเข้ากับวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมในวันนี้ ก่อนส่งต่อผืนดินที่ดีกว่าเดิมให้กับคนรุ่นต่อไป”

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นบนผืนนาแห่งนี้จึงเป็นเพียง “ธีมหนึ่ง” ที่ใช้เล่าเรื่องข้าวผ่านศิลปะ ขณะที่พื้นที่เกษตรกรรมยังสามารถถูกต่อยอดไปได้อีกหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชร่วมกับนา พืชหลังนา การแปรรูป หรือการออกแบบกิจกรรมและรูปแบบการใช้ประโยชน์อื่นๆ ที่ทำให้พื้นที่เดิมสร้างคุณค่าได้มากขึ้น

เมื่อมองด้วยวิธีคิดเช่นนี้ “นาข้าว” จึงไม่ได้มีความหมายเพียงพื้นที่สำหรับปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิต แต่สามารถกลายเป็นพื้นที่สำหรับสร้างองค์ความรู้ ทดลองนวัตกรรม เรียนรู้ และสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน

ท้ายที่สุด สิ่งที่พี่ดิวอยากฝากเอาไว้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องหันมาทำศิลปะบนนาข้าวเหมือนเขา หากแต่อยากชวนให้มองผืนดินที่ได้รับจากคนรุ่นก่อนด้วยวิธีคิดใหม่ ว่าจะสร้างคุณค่า ฟื้นคืนความสมบูรณ์ และส่งต่อในสภาพที่ดีกว่าเดิมให้คนรุ่นต่อไปได้อย่างไร

“ถ้าวันนี้ศิลปะบนผืนนาของเราทำให้เด็กเพียงคนเดียวกลับไปเชื่อว่าบ้านเกิดของเขามีคุณค่า แล้วทำให้เกษตรกรอีกคนหนึ่งเห็นว่าพื้นที่ของเขามันมีคุณค่ามากกว่าปริมาณผลผลิตที่เขาเก็บเกี่ยวได้ สำหรับผมถือว่าสิ่งนั้นสำเร็จแล้ว”

สำหรับผู้ที่สนใจท่องเที่ยวชมศิลปะบนนาข้าว สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เพจ ศิลปะบนนาข้าว เกี้ยวตะวัน ธัญฟาร์ม-นาแมว Keawtawan Rice Art Thailand

Related Posts