อู่ทอง 16 (03-2-395)
ผลผลิต (ตัน/ไร่) 19.06 16.64 14.16 ความหวาน (ซีซี เอส.)14.10 13.84 15.02 ความต้านทานโรค -ค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง (MS) -ค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคแส้ดำ (MS) ลักษณะดิน ดินร่วนปนทราย แหล่งที่มา : ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี โทร. 035-551-543, 035-551-433
LATEST NEWS
บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารพร้อมรับประทาน เดินหน้าเสริมพอร์ตธุรกิจด้วยการรุกตลาดอาหารจีนและติ่มซำแบบครบทุกเซกเมนต์ ผ่านแบรนด์ในตำนานอย่าง“มังกรหยก” กับแนวคิด“กตัญญู” พร้อมชูกลยุทธ์“อร่อยต้นตำรับ รสชาติที่คุ้นเคย..ได้ทุกวัน” เพื่อขยายฐานผู้บริโภคให้ครอบคลุมทุกเจเนอเรชัน และครบทุกเซกเมนต์ พร้อมถอดรหัส DNA ของแบรนด์จากรากวัฒนธรรมอาหารจีนสู่แนวคิด “รสชาติที่คุ้นเคย” ส่งต่อคุณค่าแห่งความกตัญญูผ่านมื้ออาหารคุณภาพ ความอร่อย ความปลอดภัย ความคุ้มค่า และคุณค่าทางโภชนาการ เข้าถึงได้ง่ายสะดวกพร้อมรับประทานในทุกมื้อ ทุกวัน และทุกเวลา ด้วยออกแบบบรรจุภัณฑ์อันเป็นเอกลักษณ์ ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ และคุณค่า ประเดิม 5 เมนูไฮไลต์ยอดฮิตลงตลาดทั่วไทยแล้ววันนี้ ผ่านช่องทางโลตัส, โลตัส ช้อปออนไลน์, LINE Official Account: @fudidiworld เจาะอินไซต์ผู้บริโภคยุคใหม่ และกลยุทธ์การสร้างความต่าง ปัจจุบันโลกอาหารก้าวข้ามพรมแดนตามการเดินทางของผู้คน ทำให้ตลาดอาหารจีนในไทยเติบโตต่อเนื่อง ผู้บริโภคยุคใหม่เปิดรับอาหารต่างชาติมากขึ้น ทั้งติ่
นายจักรพันธุ์ ช้อยหิรัญ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผน) เป็นผู้แทนกรมชลฯ กล่าวรายงานในที่ประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการการประยุกต์ใช้การแก้ไขปัญหาที่มีธรรมชาติเป็นพื้นฐานร่วมกับมาตรการเชิงโครงสร้างในการปรับปรุงคลองพระอุดม โดยมีผู้แทนหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ ผู้แทนภาคเอกชน กลุ่มผู้ใช้น้ำ ผู้นำชุมชนและสื่อมวลชน เข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนมาก จากนั้นช่วงบ่ายได้นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ ณ ประตูระบายน้ำสิงหนาท 1 อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตลอดจนพื้นที่ตามแนวคลองพระอุดม เพื่อดูสภาพพื้นที่จากต้นคลองถึงปลายคลอง นายจักรพันธุ์ ช้อยหิรัญ กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก การระบายน้ำที่ติดขัดในช่วงน้ำหลากและปัญหาคุณภาพน้ำในคลองพระอุดม เป็นปัญหาที่ประชาชนสองฝั่งคลองต้องเผชิญเป็นเวลานาน ส่งผลกระทบต่อที่อยู่อาศัย ทรัพย์สิน การประกอบอาชีพและคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง กรมชลประทานให้ความสำคัญและดำเนินการศึกษาโครงการนี้จนแล้วเสร็จ จึงนับเป็นก้าวสำคัญของการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ จุดเด่นของโครงการนี้ คือ การนำแนวคิดการแก้ไขปัญหาที่มีธรรมชาติเป็นพื้นฐ
ปัจจุบัน “ ปูทะเล” เป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจจากเกษตรกรจำนวนมากเพราะอาชีพเลี้ยงปูทะลมีความเสี่ยงน้อย และตลาดมีความต้องการสูง ปูทะเลเลี้ยงง่าย โตไว ขายได้ราคาดี โดยเฉพาะปูเนื้อราคาเฉลี่ย 230–680 บาท/กิโลกรัม ปูไข่ 470–600 บาท/กิโลกรัม ปูไข่ดอง 200–340 บาท/ตัว และปูทะเลในร้านบุฟเฟต์ 140–170 บาท/กิโลกรัม การเลี้ยงปูทะเลมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 200 บาทต่อกิโลกรัม ใช้ระยะเวลาเลี้ยงเพียง 4-5 เดือน จะได้ผลผลิตประมาณ 200 กิโลกรัมต่อไร่ต่อรุ่น สร้างรายได้เฉลี่ย 60,000 บาทต่อไร่ต่อรุ่น “ปูขาว-นครศรีโมเดล” ฟื้นฟูนากุ้งทิ้งร้างกว่า 44,000 ไร่ ปัจจุบันจังหวัดนครศรีธรรมราชได้ชื่อว่า เป็นแหล่งเลี้ยงปูทะเลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ ส่วนหนึ่งเกิดจากแรงขับเคลื่อนของโครงการ “การขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเลี้ยงปูขาวเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรท้องถิ่นลุ่มน้ำปากพนัง” ที่พัฒนาต่อยอดมาจากโครงการวิจัยปูขาว-นครศรีโมเดล ของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (มทร.ศรีวิชัย ) วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ไสใหญ่ ทีมนักวิจัยของ มทร.ศรีวิชัย ได้นำองค์ความรู้และมาตรฐานการเลี้ยงปูข
ผู้เลี้ยงไก่ไข่และสุกรประสานเสียงคัดค้านนโยบายประกันราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ชี้เป็นมาตรการที่บิดเบี้ยว เงินไม่ถึงมือเกษตรกรตัวจริง แต่กลับเพิ่มต้นทุนผู้เลี้ยงสัตว์และกระทบความสามารถแข่งขันของไทย นางจุฑามาศ บุญแสง ประธานสหกรณ์เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย กล่าวว่า รัฐควรทบทวนโครงสร้างการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด โดยเปลี่ยนจากการประกันราคาเป็นการลดต้นทุนปัจจัยการผลิต เนื่องจากเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากไม่มีเงินทุนและสถานที่เก็บผลผลิต จึงต้องขายล่วงหน้าให้พ่อค้าคนกลางเพื่อนำเงินมาใช้ก่อน “ในช่วงเก็บเกี่ยวข้าวโพดที่ต้องส่งให้พ่อค้ารับซื้อเป็นช่วงหน้าฝน จะมีความชื้นสูง 30-38% ราคาจะถูกหักค่าความชื้นและขายได้จริงราว 5-6.50 บาทต่อกิโลกรัม ต่ำกว่าราคาประกันที่กำหนดไว้ ความชื้น 14% ที่ 9.80 บาท คิดเป็น 7.05 บาท สำหรับความชื้น 30% ขณะที่หลังพ้นฤดูเก็บเกี่ยว ข้าวโพดไปอยู่กับพ่อค้ารับซื้อหมดแล้ว แต่ราคาข้าวโพดกลับพุ่งขึ้นถึง 12-13 บาทต่อกิโลกรัม ผู้ที่จะใช้ก็ต้องซื้อ ส่งผลให้ต้นทุนผู้เลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น แต่เกษตรกรผู้ปลูกที่ขายผลผลิตไปแล้วไม่ได้รับประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้น” นาง
