News

ผู้เลี้ยงไก่ไข่-หมู ค้านประกันราคาข้าวโพด ชี้เงินไม่ถึงเกษตรกร ต้นทุนพุ่ง-ไทยเสียเปรียบคู่แข่ง

ผู้เลี้ยงไก่ไข่และสุกรประสานเสียงคัดค้านนโยบายประกันราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ชี้เป็นมาตรการที่บิดเบี้ยว เงินไม่ถึงมือเกษตรกรตัวจริง แต่กลับเพิ่มต้นทุนผู้เลี้ยงสัตว์และกระทบความสามารถแข่งขันของไทย

นางจุฑามาศ บุญแสง ประธานสหกรณ์เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย กล่าวว่า รัฐควรทบทวนโครงสร้างการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด โดยเปลี่ยนจากการประกันราคาเป็นการลดต้นทุนปัจจัยการผลิต เนื่องจากเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากไม่มีเงินทุนและสถานที่เก็บผลผลิต จึงต้องขายล่วงหน้าให้พ่อค้าคนกลางเพื่อนำเงินมาใช้ก่อน

 “ในช่วงเก็บเกี่ยวข้าวโพดที่ต้องส่งให้พ่อค้ารับซื้อเป็นช่วงหน้าฝน จะมีความชื้นสูง 30-38% ราคาจะถูกหักค่าความชื้นและขายได้จริงราว 5-6.50 บาทต่อกิโลกรัม ต่ำกว่าราคาประกันที่กำหนดไว้ ความชื้น 14% ที่ 9.80 บาท คิดเป็น 7.05 บาท สำหรับความชื้น 30% ขณะที่หลังพ้นฤดูเก็บเกี่ยว ข้าวโพดไปอยู่กับพ่อค้ารับซื้อหมดแล้ว แต่ราคาข้าวโพดกลับพุ่งขึ้นถึง 12-13 บาทต่อกิโลกรัม ผู้ที่จะใช้ก็ต้องซื้อ ส่งผลให้ต้นทุนผู้เลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น แต่เกษตรกรผู้ปลูกที่ขายผลผลิตไปแล้วไม่ได้รับประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้น”


นางจุฑามาศระบุว่า ต้นทุนการเลี้ยงไก่ไข่กว่า 60% เป็นค่าอาหารสัตว์ เมื่อข้าวโพดมีราคาสูงและผันผวน จึงกระทบผู้เลี้ยงโดยตรง ขณะที่การปรับราคาไข่ทำได้ยาก

 อีกปัจจัยคือมาตรการ 3:1 ที่กำหนดให้โรงงานอาหารสัตว์ซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วน ต่อการนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน ทำให้ผู้ผลิตต้องใช้วัตถุดิบในประเทศที่มีราคาสูง ขณะที่มาเลเซียและเวียดนามสามารถนำเข้าข้าวโพดในตลาดโลกได้ราว 5-7 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้มีต้นทุนอาหารสัตว์ต่ำกว่าไทย อีกทั้งผลผลิตไทยมีเพียง 4.5 ล้านตัน ซื้อ 3:1 ทั้งหมดแล้วก็จะมีสิทธิ์นำเข้าข้าวสาลี 1.5 ล้านตัน รวมกันจะมีวัตถุดิบ 6 ล้านตันยังขาดอีก 3-4 ล้านตัน

ดังนั้น ขอเสนอให้รัฐเปลี่ยนจากการประกันราคาเป็นการสนับสนุน ปุ๋ย ยา เมล็ดพันธุ์ และน้ำมัน ผ่านระบบบัตรสวัสดิการ พร้อมทบทวนมาตรการ 3:1 เพื่อให้ต้นทุนอาหารสัตว์ของไทยแข่งขันได้

 ขณะเดียวกันรายงานข่าวจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟชบุ๊คสมาคมว่า กลุ่มผู้เลี้ยงสุกรไทยไม่เห็นด้วย กับ การสร้างภาระให้ภาคปศุสัตว์โดย ไปประกันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้พ่อค้าเท่ากับ เอาการขาดทุน (3 ปีต่อเนื่อง) และสร้างภาระหนี้ไปประกันราคาให้ผู้รวบรวม รัฐต้องนำงบประมาณแผ่นดินมาประกันราคา จะเหมาะสมกว่า

Related Posts