เกษตรสมัยใหม่
หากพูดถึงการเลี้ยงหมู หลายคนคงคุ้นเคยกับคำว่า “หมูอุตสาหกรรม” ที่เน้นความรวดเร็วและปริมาณ หรือขยับมาสายรักสุขภาพหน่อยก็จะเป็น “หมูอินทรีย์” ที่เลี้ยงด้วยอาหารธรรมชาติและไม่ใช้สารเคมี แต่เคยได้ยินชื่อ “การเลี้ยงหมูระบบไบโอไดนามิก” กันบ้างไหม ถ้ายังไม่คุ้น วันนี้ ‘เทคโนโลยีชาวบ้าน’ จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับระบบการเลี้ยงหมูที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าหมูอินทรีย์ทั่วไป และเป็นเทรนด์ที่น่าจับตาในกลุ่มเกษตรกรรมยั่งยืน หากจะพูดถึงต้นแบบของการเลี้ยงหมูระบบไบโอไดนามิกในเมืองไทย ชื่อของ “หมอฟิวส์-วานิชย์ วันทวี” ผู้ก่อตั้ง ว.ทวีฟาร์ม ต.บ้านเม็ง อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น คือหนึ่งในบุคคลต้นแบบที่พิสูจน์แล้วว่าระบบนี้สำเร็จได้จริง หมอฟิวส์คือสัตวบาลคนรุ่นใหม่ที่มีโอกาสได้เดินทางไปฝึกงานที่เยอรมนี และได้ซึมซับแนวคิดการทำเกษตรกรรมยั่งยืนแบบยุโรปอย่างลึกซึ้ง เมื่อกลับมาบ้านเกิด เขาจึงไม่เพียงแค่มาสืบทอดอาชีพเกษตรกรรมจากรุ่นคุณพ่อคุณแม่ แต่มาเพื่อปรับเปลี่ยนแนวคิดที่ว่า “เกษตรกรต้องไม่มองว่าตัวเองเป็นแค่เกษตรกร แต่ต้องมองว่าตัวเองเป็นนักธุรกิจเกษตร” หมอฟิวส์เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของการทำฟาร์ม
กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดรับสมัครเกษตรกรทั่วประเทศ เข้าร่วมการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer : YSF) และเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer : SF) ประจำปี 2569 เพื่อเสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรให้มีความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่สอดคล้องกับการทำเกษตรสมัยใหม่ เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และพร้อมต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรที่มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถแข่งขันได้ในตลาดสมัยใหม่ นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การนำ ของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบาย “6+3” เพื่อขับเคลื่อนภาคการเกษตรของประเทศให้มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้เร่งดำเนินการ ในมิติต่าง ๆ เพื่อยกระดับเกษตรกรไทยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขัน หนึ่งในนโยบายหลัก “6 ด้าน” การยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง การสร้างและพัฒนาเกษตรกร รวมถึงการบริหารจัดการองค์กรเกษตรกร ให้เข้มแข็ง ซึ่งสอดคล้องโดยตรงกับโครงการพัฒนาทักษะและแนวคิดผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร (เกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer)) ที่
ในยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “ความรู้” เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ที่สามารถงอกเงยให้ผลผลิตอันล้ำค่า และกลายเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนชีวิตของผู้คนในทุกมิติ โดยเฉพาะในภาคการเกษตร ซึ่งเห็นได้จากแนวโน้มการเกิดขึ้นของเกษตรสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญต่อการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาช่วยในการทำเกษตร อาทิ การช่วยให้เกษตรกรเลือกวิธีการเตรียมดินให้เหมาะสมต่อการปลูกพืชแต่ละชนิด ช่วยลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น นำมาสู่การเพิ่มคุณภาพเพิ่มผลผลิตสินค้าเกษตรได้อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกันนี้รัฐบาลไทยต่างให้ความสำคัญ ต่อการพัฒนาส่งเสริมเกษตรกรให้เติบโตอย่างมีศักยภาพและมีความรู้เสมอมา โดยเฉพาะการนำทัพของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นเรื่อง “เกษตรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” ผ่านการทำงานภายใต้หลักการ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” โดยต้องดำเนินการขับเคลื่อนให้เกิดผลสำเร็จ อาทิ ผลักดันสินค้าเกษตรมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เป็นต้น ซึ่งหนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่จะทำให้เป้าประสงค์นี้สัมฤทธิผลคือ “กรมส
ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากนโยบายของรัฐบาลด้านการเกษตร โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้แถลงต่อรัฐสภา ซึ่งกำหนดแนวทาง “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินภารกิจเพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้บรรลุเป้าหมายโดยกำหนดนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างครอบคลุม ทั้งนโยบายพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติพระราชกรณียกิจของสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเน้นโครงการพระราชดำริ นโยบายระยะสั้น ในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ตลอดจนนโยบายระยะกลาง และ ระยะยาว เพื่อสร้างรายได้ สร้างโอกาส และสร้างคุณภาพชีวิต โดยมีผลการดำเนินงานในโครงการสำคัญ ระยะเวลา 99 วัน (ตั้งแต่ 1 กันยายน – 8 ธันวาคม 2566) ดังนี้ นโยบายพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ ในโครงการจัดงานมหกรรมเพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ และจัดงานนิทรรศการหมุนเวียน ประชาชนได้รับความรู้ ไม่น้อยกว่า 3,000 ราย ดำเนินการเผยแพร่ แนวพระราชดำริและสร้างความตระหนักเรื่
กลุ่มแปลงใหญ่มังคุดตำบลท่าหลวง อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมังคุดตามโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ของรัฐบาลในปี 2563 ปัจจุบันได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่มังคุดตำบลท่าหลวง โดดเด่นที่สวนของสมาชิกทุกรายได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP แล้ว นายวีระศักดิ์ เทพวรสุข กรรมการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนมังคุดแปลงใหญ่ตำบลท่าหลวง กล่าวว่า ในแต่ละปี เกษตรกรผู้ปลูกมังคุดในตำบลท่าหลวงมักประสบปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตสูงและปริมาณผลผลิตที่ไม่แน่นอน การจำหน่ายก็เป็นแบบต่างคนต่างขายและขายแบบคละเกรด ทำให้ถูกกดราคาจากผู้รับซื้อ ส่งผลทำให้ราคาผลผลิตตกต่ำ จากปัญหาดังกล่าวกลุ่มเกษตรกรฯ จึงได้รวมตัวกันสมัครเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ วางเป้าหมายเพื่อให้สมาชิกทุกคนสามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต และผลิตมังคุดคุณภาพ มีการบริหารจัดการ และทำการตลาดร่วมกัน โดยได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้ต่างๆ จากกรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดจันทบุรี สำนักงานเกษตรอำเภอมะขาม ทำให้เกษตรกรสมาชิกสามารถผลิตมังคุดที่มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเท
กรมส่งเสริมการเกษตร จัดงานพบสื่อมวลชน Meet the Press “ยกระดับเกษตรกร ฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน” ชูนโยบาย ปี 2564 ก้าวสู่เกษตรวิถีใหม่ ปรับรูปแบบการทำงานส่งเสริมเกษตรพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงทุกสถานการณ์ ยึดหลักตลาดนำการเกษตร หนุนใช้เทคโนโลยีนวัตกรรม สร้างความอุ่นใจให้เกษตรกรทุกพื้นที่อยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึง ทิศทางการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตร ในปี 2564 หลังจากปีที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ประเทศไทยประสบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยเฉพาะภาคเกษตรได้รับผลกระทบตั้งแต่การผลิต จนถึงการตลาด ส่งผลต่อรายได้และการประกอบอาชีพ รวมถึงเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมดิจิทัล ความใส่ใจเรื่องความปลอดภัยจากอาหารและสุขอนามัย จึงนับเป็นความท้าทายของกรมส่งเสริมการเกษตรที่จะต้องปรับวิธีการทำงาน เพื่อยังคงให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดีเช่นเดียวกับในภาวะปกติ การก้าวเข้าสู่เกษตรวิถีใหม่ (New Normal) สิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กับการเปลี่ยนแปลง คือการส่งเสริมและพัฒนา
