Featured ปศุสัตว์ เกษตรรอบด้าน

สัตวบาลหัวนอก เลี้ยงหมูระบบ “ไบโอไดนามิก” หมูแข็งแรง ไร้ยาปฏิชีวนะ ขายได้ราคาดี

หากพูดถึงการเลี้ยงหมู หลายคนคงคุ้นเคยกับคำว่า “หมูอุตสาหกรรม” ที่เน้นความรวดเร็วและปริมาณ หรือขยับมาสายรักสุขภาพหน่อยก็จะเป็น “หมูอินทรีย์” ที่เลี้ยงด้วยอาหารธรรมชาติและไม่ใช้สารเคมี

แต่เคยได้ยินชื่อ “การเลี้ยงหมูระบบไบโอไดนามิก” กันบ้างไหม ถ้ายังไม่คุ้น วันนี้ ‘เทคโนโลยีชาวบ้าน’ จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับระบบการเลี้ยงหมูที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าหมูอินทรีย์ทั่วไป และเป็นเทรนด์ที่น่าจับตาในกลุ่มเกษตรกรรมยั่งยืน

“หมอฟิวส์-วานิชย์ วันทวี” ผู้ก่อตั้ง ว.ทวีฟาร์ม

หากจะพูดถึงต้นแบบของการเลี้ยงหมูระบบไบโอไดนามิกในเมืองไทย ชื่อของ หมอฟิวส์-วานิชย์ วันทวี” ผู้ก่อตั้ง ว.ทวีฟาร์ม ต.บ้านเม็ง อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น คือหนึ่งในบุคคลต้นแบบที่พิสูจน์แล้วว่าระบบนี้สำเร็จได้จริง

หมอฟิวส์คือสัตวบาลคนรุ่นใหม่ที่มีโอกาสได้เดินทางไปฝึกงานที่เยอรมนี และได้ซึมซับแนวคิดการทำเกษตรกรรมยั่งยืนแบบยุโรปอย่างลึกซึ้ง เมื่อกลับมาบ้านเกิด เขาจึงไม่เพียงแค่มาสืบทอดอาชีพเกษตรกรรมจากรุ่นคุณพ่อคุณแม่ แต่มาเพื่อปรับเปลี่ยนแนวคิดที่ว่า “เกษตรกรต้องไม่มองว่าตัวเองเป็นแค่เกษตรกร แต่ต้องมองว่าตัวเองเป็นนักธุรกิจเกษตร”


หมอฟิวส์เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของการทำฟาร์มว่า แรงบันดาลใจสำคัญเกิดขึ้นในช่วงที่มีโอกาสไปฝึกงานที่เยอรมนี ทำให้ได้เห็นความแตกต่างของระบบเกษตร เทคโนโลยี และการจัดการองค์ความรู้ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศไทย

“ตอนนั้นผมตั้งคำถามกับตัวเองอยู่ตลอดว่า ทำไมหลายประเทศถึงสามารถยกระดับภาคการเกษตรได้ไกลขนาดนี้ ขณะที่ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรมกลับยังมีช่องว่างด้านเทคโนโลยีและองค์ความรู้อีกมาก สิ่งที่ผมเห็นคือเกษตรกรในต่างประเทศไม่ได้ทำงานด้วยประสบการณ์เพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล งานวิจัย และหลักวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง”

หมอฟิวส์เล่าว่า เกษตรกรจำนวนมากในยุโรปมีความรู้เชิงวิชาการสูง เข้าถึงองค์ความรู้ใหม่อยู่ตลอดเวลา และนำแนวคิดการเกษตรบนฐานข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการผลิต ทำให้เขาคิดได้ว่า หากวันหนึ่งมีโอกาสกลับมาพัฒนาฟาร์มของครอบครัวในประเทศไทย จะนำองค์ความรู้และแนวทางที่ได้เรียนรู้มาปรับใช้ เพื่อเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าการเกษตรสามารถยกระดับไปสู่มาตรฐานที่สูงขึ้นได้

และอีกประเด็นที่มองเห็นอย่างชัดเจนคือ วิธีคิดของเกษตรกรในต่างประเทศที่แตกต่างจากบ้านเรา

“เกษตรกรต่างประเทศไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงผู้ปลูกหรือผู้เลี้ยง แต่เขามองตัวเองเป็นผู้ผลิตอาหาร ที่มีบทบาทตลอดทั้งห่วงโซ่อาหาร เขาเข้าใจว่าสินค้าที่ผลิตจะถูกส่งต่อไปที่ไหน สร้างคุณค่าอย่างไร และส่งผลต่อผู้บริโภคอย่างไร”

ซึ่งแนวคิดดังกล่าวทำให้การผลิตอาหารไม่ได้จบเพียงแค่ผลผลิตที่ออกจากฟาร์ม แต่เชื่อมโยงไปถึงสุขภาพของผู้บริโภค คุณภาพชีวิต และความยั่งยืนของระบบอาหารในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงตั้งเป้าหมายที่จะยกระดับการเกษตรของครอบครัว โดยเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน

“ผมไม่ได้คิดว่าจะเปลี่ยนแปลงทั้งโลกได้ แต่เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสามารถเริ่มจากตัวเราเองได้”

เมื่อกลับมาประเทศไทย เขาได้นำองค์ความรู้ด้านการจัดการฟาร์มสมัยใหม่ที่เรียนรู้จากเยอรมนีมาปรับใช้ ซึ่งในเวลานั้นถือเป็นแนวคิดที่ล้ำหน้ากว่าความเข้าใจของตลาดอยู่พอสมควร ทำให้ต้องเผชิญกับความท้าทายในการสื่อสารคุณค่าของอาหารคุณภาพและความปลอดภัยทางอาหารแก่ผู้บริโภค

“สำหรับช่วงเวลาที่เยอรมนี ผมได้ฝึกงานทางด้านวิชาชีพสัตวแพทย์ โดยเฉพาะเทคนิคการผ่าตัด และเรียนรู้ระบบการจัดการฟาร์มปศุสัตว์สมัยใหม่ควบคู่กันไป ซึ่งตรงนี้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญของแนวคิดการพัฒนาฟาร์มที่ผมนำกลับมาประยุกต์ใช้ที่ฟาร์ม”

จากคนที่ไม่เคยคิดจะทำเกษตร
สู่จุดเปลี่ยนมาเป็น ‘นักธุรกิจเกษตร’เต็มตัว

หมอฟิวส์เล่าว่า “ถ้าย้อนกลับไปตอนที่กำลังเรียนปริญญาตรี ผมไม่อยากเป็นเกษตรกรเลย” เพราะภาพจำเกี่ยวกับอาชีพเกษตรกรรมในวัยเด็ก เป็นภาพของความเหน็ดเหนื่อย รายได้ไม่แน่นอน และภาระหนี้สินที่พบเห็นอยู่รอบตัว โดยเฉพาะจากประสบการณ์ในครอบครัวที่คุณแม่ทำนาและเลี้ยงหมูเพื่อส่งเสียตัวเองเรียนหนังสือ

ทำให้ในช่วงที่กำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรี จึงมุ่งมั่นไปที่การทำงานสายวิชาการน่าจะเป็นเส้นทางชีวิตที่ตอบโจทย์มากกว่า

“ตอนนั้นผมตั้งใจว่าจะเรียนให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้ และคิดว่าตัวเองน่าจะเติบโตไปในสายงานวิชาการมากกว่า ไม่เคยคิดเลยว่าสุดท้ายจะกลับมาทำฟาร์มอย่างจริงจัง”

จนกระทั่งมุมมองที่มีเกี่ยวกับการเกษตรได้เปลี่ยนไปอย่างอีกครั้ง เมื่อเราได้เดินทางไปฝึกงานที่เยอรมนี เพราะสิ่งที่เราเห็นไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย แต่คือสถานะของเกษตรกรในสังคมที่แตกต่างจากที่เคยรับรู้มาโดยสิ้นเชิง

“ที่นั่นเกษตรกรไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงผู้เพาะปลูกหรือผู้เลี้ยงสัตว์ แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตอาหาร เป็นคนที่มีองค์ความรู้ มีความเป็นมืออาชีพ และได้รับการยอมรับจากสังคมอย่างมาก”

หมอฟิวส์เล่าต่อว่า ผู้บริโภคในต่างประเทศเขาให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหาร สนใจว่าใครเป็นผู้ผลิต และติดตามผลผลิตจากฟาร์มที่ตนเองไว้วางใจอยู่เสมอ

“ผมเห็นผู้คนพูดถึงเกษตรกรด้วยความเคารพ เขาให้คุณค่ากับคนที่ผลิตอาหารให้สังคมจริงๆ จนทำให้ผมเริ่มมองอาชีพนี้ในมุมใหม่”

ซึ่งประสบการณ์ตรงนี้แหละกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตระหนักว่า ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่อาชีพเกษตรกรรม แต่อยู่ที่กรอบความคิด ระบบสนับสนุน และวิธีการทำเกษตรที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ

“ผมจึงเริ่มกลับมาตั้งคำถามกับมายด์เซ็ตเดิมของตัวเอง และอยากช่วยเปลี่ยนมุมมองของเกษตรกรไทยด้วย เพราะจริงๆ แล้วเกษตรกรไม่ใช่แค่คนปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ แต่คือผู้ผลิตอาหารที่มีบทบาทสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของทั้งสังคม จากคนที่เคยมองว่าเกษตรกรรมเป็นอาชีพที่ไม่อยากเดินตาม ผมกลับค้นพบว่า หากมีองค์ความรู้ เทคโนโลยี และระบบการจัดการที่ถูกต้อง เกษตรกรรมสามารถเป็นทั้งวิชาชีพที่สร้างคุณค่า สร้างผลกระทบเชิงบวก และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนได้ไม่แพ้อาชีพใด”

หันหลังให้อุตสาหกรรม
กลับบ้านมาพัฒนาการทำเกษตร
“ไบโอไดนามิก”ให้เกิดขึ้นจริง

หมอฟิวส์เล่าว่าหลังเรียนจบสัตวแพทยศาสตร์ เขาเริ่มต้นเส้นทางอาชีพในภาคอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ซึ่งทำให้ได้เห็นกระบวนการผลิตอาหารตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การดูแลแม่พันธุ์ การช่วยคลอด การรักษาสัตว์ ไปจนถึงระบบการเลี้ยงในเชิงพาณิชย์

ประสบการณ์เหล่านั้นทำให้เขาตั้งคำถามกับรูปแบบการเลี้ยงสัตว์ที่เน้นประสิทธิภาพการผลิตเป็นหลัก โดยเฉพาะการเลี้ยงในพื้นที่จำกัดที่อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของสัตว์ เขาจึงตั้งใจไว้ว่า หากวันหนึ่งมีโอกาสสร้างฟาร์มของตัวเอง จะพัฒนาระบบที่ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพสัตว์และความสมดุลของธรรมชาติมากกว่าเดิม

“เพราะในระหว่างที่ฝึกงานในต่างประเทศ ผมได้มีโอกาสเห็นฟาร์มตามแนวทางไบโอไดนามิก ในเยอรมนี ซึ่งเป็นระบบเกษตรที่มองฟาร์มเป็นระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกันทั้งดิน น้ำ พืช สัตว์ และมนุษย์ แม้ในเวลานั้นจะยังไม่ได้เข้าใจแนวคิดทั้งหมดอย่างลึกซึ้ง แต่ภาพของการเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่กว้าง การจัดการทรัพยากรอย่างเป็นธรรมชาติ และการเคารพวงจรของระบบนิเวศ ได้กลายเป็นต้นแบบทางความคิดที่ติดตัวผมมาโดยตลอด”

เมื่อกลับมาทำงานในประเทศไทยและได้สัมผัสระบบการผลิตเชิงอุตสาหกรรมอีกครั้ง ยิ่งตอกย้ำว่าตัวเองอยู่ที่นี่ไม่ได้อีกแล้ว จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อกลับมาพัฒนาฟาร์มของครอบครัว โดยเริ่มต้นจากสิ่งที่ตัวเองรักคือการเลี้ยงวัว ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มการเลี้ยงหมูเพื่อสร้างความมั่นคงและรายได้ให้กับครอบครัว

“ช่วงแรกที่ผมเข้ามาทำฟาร์ม ผมก็ยังทำงานไม่ต่างจากระบบปศุสัตว์ทั่วไปมากนัก แต่เมื่อได้เรียนรู้และทดลองอย่างต่อเนื่อง ผมก็เริ่มปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการทำตามตำรา ไปสู่การออกแบบระบบที่สอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์และภูมิอากาศของประเทศไทยมากขึ้น จนเกิดเป็นแนวทางที่เรียกได้ว่าเป็นไบโอไดนามิกฉบับประเทศไทย”

ซึ่งการพัฒนาระบบไบโอไดนามิก เป็นระบบการเลี้ยงที่ไม่ได้อาศัยองค์ความรู้ด้านปศุสัตว์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการบูรณาการความรู้จากหลายศาสตร์ ทั้งการจัดการดิน ระบบน้ำ ชลศาสตร์ การออกแบบภูมิทัศน์ พลังงาน และการฟื้นฟูระบบนิเวศ

“ตอนนั้นการทำฟาร์มระบบไบโอไดนามิกของผมไม่ได้ราบรื่นนัก เพราะตอนที่ผมเริ่มต้นผมอายุแค่ 28 ปี และต้องเผชิญกับความไม่เห็นด้วยและเกิดการตั้งคำถามจากทั้งครอบครัวและสังคม เพราะเขามองว่าการกลับมาทำเกษตรเป็นเรื่องของคนวัยเกษียณ เขาอยากให้เราไปทำงานในบริษัทเพื่อสร้างรายได้ก่อน ประกอบกับที่ตอนนั้นพื้นที่ฟาร์มยังขาดโครงสร้างพื้นฐานแทบทุกด้าน ทั้งไฟฟ้า ถนน และยังเป็นพื้นที่ที่เคยถูกใช้ปลูกอ้อยจนมีสภาพค่อนข้างเสื่อมโทรมและแห้งแล้ง”

แต่ก็เลือกเดินหน้าด้วยความเชื่อของตนเอง เริ่มจากการปลูกต้นไม้ ฟื้นฟูดิน ออกแบบภูมิทัศน์ใหม่ และพัฒนาองค์ความรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง จนค่อยๆ เปลี่ยนพื้นที่เกษตรที่เคยแห้งแล้งให้กลายเป็นฟาร์มที่ทำงานร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสมดุล

การเลี้ยงหมูระบบไบโอไดนามิกคืออะไร

หมอฟิวส์อธิบายว่า แม้หมูจะเป็นฮีโร่โปรดักต์ หรือผลผลิตหลักของฟาร์ม แต่หัวใจของระบบไม่ได้อยู่ที่การเลี้ยงหมูเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์และเกื้อกูลกันระหว่างสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด

ภายในฟาร์มจึงไม่ได้มีเพียงหมู แต่ยังประกอบด้วยเป็ด ไก่ แมลงที่เป็นประโยชน์ จุลินทรีย์ในดิน รวมถึงพืชพรรณนานาชนิด ซึ่งแต่ละองค์ประกอบมีบทบาทเฉพาะของตนเองในการรักษาสมดุลของระบบ ตัวอย่างเช่น เป็ดช่วยควบคุมแมลงและสิ่งมีชีวิตบางชนิดในพื้นที่ ไก่ช่วยคุ้ยเขี่ยและกระจายอินทรียวัตถุ ขณะที่จุลินทรีย์ทำหน้าที่ย่อยสลายซากพืชและมูลสัตว์ให้กลับมาเป็นธาตุอาหารในดิน ทุกชีวิตจึงเชื่อมโยงกันช่วยให้ระบบสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น

ในมุมของการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สัตว์ไม่ได้เป็นเพียงผู้บริโภคทรัพยากร แต่ยังทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูดินอีกด้วย หมอฟิวส์เรียกแนวคิดนี้ว่า “Animal Tractor” หรือการใช้พฤติกรรมตามธรรมชาติของสัตว์แทนเครื่องจักรกลการเกษตร สัตว์จะช่วยคุ้ยเขี่ย พลิกหน้าดิน กระจายอินทรียวัตถุ และเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ ส่งผลให้ดินมีโครงสร้างที่ดีขึ้น สามารถกักเก็บความชื้นได้มากขึ้น และเอื้อต่อการฟื้นตัวของพืชพื้นถิ่นที่เคยพักตัวอยู่ในระบบนิเวศ

ขณะเดียวกัน ฟาร์มยังให้ความสำคัญกับการลดการไถพรวนดินเกินความจำเป็น เพราะการรักษาโครงสร้างดินตามธรรมชาติจะช่วยอนุรักษ์แหล่งอาศัยของจุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิตใต้ดิน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการย่อยสลายอินทรียวัตถุ หมุนเวียนธาตุอาหาร และสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ระบบนิเวศในระยะยาว

และเมื่อถามถึงความแตกต่างระหว่างเกษตรอินทรีย์กับไบโอไดนามิก หมอฟิวส์อธิบายว่า เกษตรอินทรีย์มุ่งเน้นการหลีกเลี่ยงสารเคมีสังเคราะห์และการใช้วัตถุดิบที่ผ่านมาตรฐานอินทรีย์เป็นหลัก สัตว์ยังสามารถได้รับวัคซีนและการรักษาพยาบาลเมื่อจำเป็น เพียงแต่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของมาตรฐานอินทรีย์ในแต่ละระบบรับรอง

ส่วนแนวทางไบโอไดนามิกจะมองฟาร์มเป็นสิ่งมีชีวิตหนึ่งเดียวที่เชื่อมโยงกันทั้งดิน น้ำ พืช สัตว์ และมนุษย์ จึงให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศที่สามารถดูแลตนเองได้ ลดการแทรกแซงที่ไม่จำเป็น และเปิดโอกาสให้สัตว์ได้แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการอาบโคลน การแช่น้ำ การเล็มหญ้า การได้รับแสงแดด หรือการเคลื่อนไหวอย่างอิสระในพื้นที่ที่เหมาะสม

นอกจากนี้ แนวคิดไบโอไดนามิกยังให้ความสำคัญกับจังหวะของธรรมชาติและวัฏจักรทางดาราศาสตร์ เช่น ฤดูกาล ข้างขึ้นข้างแรม และปฏิทินการเพาะปลูกเฉพาะทาง ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นแนวทางในการจัดการฟาร์ม

การจัดสรรพื้นที่สำหรับการเลี้ยงหมู
ระบบ ‘ไบโอไดนามิก’ของ ว.ทวีฟาร์ม

หมอฟิวส์บอกว่า ปัจจุบัน ว.ทวีฟาร์ม มีพื้นที่ดำเนินการประมาณ 34 ไร่ มีจำนวนหมูมากกว่า 300 ตัว ภายใต้ระบบการเลี้ยงแบบไบโอไดนามิกที่ออกแบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรมธรรมชาติของสัตว์และสภาพภูมิอากาศของพื้นที่

การจัดการพื้นที่เริ่มต้นจากการแบ่งโซนการเลี้ยงตามช่วงวัยและสถานะทางการผลิตอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นโซนพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ ฝูงแม่สุกรตั้งท้อง ฝูงอนุบาล และฝูงขุน โดยแต่ละโซนเชื่อมต่อกับพื้นที่เปิดที่เอื้อให้สัตว์สามารถเคลื่อนไหว แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ และมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม

สำหรับแม่สุกรใกล้คลอด ฟาร์มออกแบบโรงเรือนคลอดในลักษณะโดมกระจายตัวเป็นจุดๆ ภายในพื้นที่ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ทั้งแม่และลูกสุกร โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียลูกสุกรจากสภาพแวดล้อมหรืออุบัติเหตุจากพฤติกรรมตามธรรมชาติของแม่สุกร

ในทางกลับกัน หากเป็นช่วงที่สภาพอากาศเอื้ออำนวย ฟาร์มจะเปิดโอกาสให้แม่สุกรเลือกพื้นที่สร้างรังและคลอดลูกได้เองตามธรรมชาติ การจัดการหลังคลอดจึงเน้นการลดการรบกวนจากมนุษย์ในระยะเริ่มต้น เพื่อให้แม่และลูกได้ปรับตัวเข้าหากัน ก่อนที่ทีมงานจะเข้าไปตรวจสุขภาพและติดตามพัฒนาการของลูกสุกร

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของฟาร์มคือการออกแบบโรงเรือนที่พัฒนาต่อยอดจากประสบการณ์กว่า 10 ปี ร่วมกับองค์ความรู้ด้านการออกแบบสภาพแวดล้อมการเลี้ยงสัตว์จากต่างประเทศ โดยยึดแนวคิดการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นและภูมิปัญญาพื้นถิ่นให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

หมอฟิวส์อธิบายว่า ประเทศไทยมีวัสดุธรรมชาติและทรัพยากรหลายอย่างที่เหมาะกับภูมิอากาศเขตร้อน แต่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ โดยเฉพาะวัสดุอย่างไม้ไผ่ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการก่อสร้างโรงเรือนที่มีต้นทุนต่ำ แข็งแรง และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี

แนวคิดการออกแบบโรงเรือนของฟาร์มยังได้รับอิทธิพลจากศาสตร์ Biomimicry หรือการเรียนรู้จากรูปแบบและกลไกของธรรมชาติ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับงานออกแบบจริง ตัวอย่างเช่น การพัฒนาโครงสร้างหลังคาทรงโค้งที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงในธรรมชาติ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนอากาศและการระบายความร้อนภายในโรงเรือน

ผลลัพธ์คือโรงเรือนที่สามารถรักษาอุณหภูมิภายในให้ต่ำกว่ารูปแบบการก่อสร้างทั่วไป ลดความจำเป็นในการใช้ระบบทำความเย็นที่สิ้นเปลืองพลังงาน ลดต้นทุนการลงทุน และลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานระยะยาว ขณะเดียวกันยังช่วยยกระดับสวัสดิภาพสัตว์และประสิทธิภาพการผลิตไปพร้อมกัน

“สำหรับพื้นที่ภาคอีสานซึ่งมีลักษณะค่อนข้างแห้งแล้งและเผชิญอุณหภูมิสูงในบางช่วงของปี การจัดการความร้อนถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากเมื่อสัตว์เผชิญภาวะเครียดจากความร้อน จะมีแนวโน้มลดการกินอาหารลง ส่งผลให้อัตราการเจริญเติบโตลดลงตามไปด้วย”

ดังนั้น การออกแบบโรงเรือนให้สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม จึงไม่เพียงช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน แต่ยังช่วยรักษาระดับการกินอาหาร การเจริญเติบโต และประสิทธิภาพการผลิตของสัตว์ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำปศุสัตว์เชิงนิเวศในสภาพภูมิอากาศเขตร้อน

เปรียบเทียบความต่าง ระหว่าง
“หมูอุตสาหกรรม” กับ “หมูไบโอไดนามิก”

เมื่อถูกถามถึงความแตกต่างระหว่างหมูไบโอไดนามิกกับหมูจากระบบการผลิตทั่วไป หมอฟิวส์มองว่าความแตกต่างไม่ได้อยู่เพียงแค่แนวทางการเลี้ยง แต่สะท้อนออกมาถึงคุณภาพของเนื้อสัตว์ ประสบการณ์การบริโภค และคุณค่าที่ส่งต่อไปถึงผู้บริโภค

ในมิติของรสสัมผัส เขาอธิบายว่าเนื้อหมูจากฟาร์มมีลักษณะค่อนข้างแตกต่างจากหมูเชิงอุตสาหกรรม เนื่องจากหมูของที่ฟาร์มที่เลี้ยงแบบไบโอไดนามิกมีอายุการเลี้ยงเฉลี่ยมากกว่า 9 เดือน ขณะที่ระบบการผลิตทั่วไปมักใช้ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 4-6 เดือน ส่งผลให้เนื้อมีความแน่น เคี้ยวสนุก และมีโครงสร้างกล้ามเนื้อที่ชัดเจนมากขึ้นจากการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ

นอกจากนี้ การเลี้ยงแบบปล่อยอิสระยังเปิดโอกาสให้สัตว์ได้แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเดินหาอาหาร การเล็มพืช หรือการเคลื่อนไหวในพื้นที่กว้าง ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณลักษณะของเนื้อในแง่ของสี กลิ่น และเนื้อสัมผัสที่แตกต่างจากระบบเลี้ยงแบบเข้มข้น

หมอฟิวส์มองว่าจุดเด่นสำคัญอีกประการหนึ่งคือความเชื่อมโยงระหว่างการเลี้ยงสัตว์กับการฟื้นฟูระบบนิเวศ โดยแทนที่จะมองสัตว์เป็นแหล่งปล่อยของเสีย ฟาร์มกลับออกแบบให้มูลสัตว์กลายเป็นส่วนหนึ่งของวงจรการหมุนเวียนธาตุอาหารในพื้นที่

มูลสัตว์จะถูกย่อยสลายร่วมกับจุลินทรีย์ แมลง และสิ่งมีชีวิตในดิน ก่อนเปลี่ยนกลับไปเป็นอินทรียวัตถุที่ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ปรับปรุงโครงสร้างดิน และเพิ่มความสามารถในการกักเก็บความชื้น กระบวนการดังกล่าวยังช่วยลดการสะสมของของเสียในจุดใดจุดหนึ่ง และลดความเสี่ยงของการเกิดกลิ่นรบกวนเมื่อเทียบกับระบบที่มีการรวมมูลสัตว์ในปริมาณมาก

และในด้านความปลอดภัยทางอาหาร ฟาร์มให้ความสำคัญกับการสร้างสุขภาวะสัตว์ตั้งแต่ต้นทาง ผ่านการจัดการด้านสวัสดิภาพสัตว์ อาหารตามธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตตามพฤติกรรมธรรมชาติ เพื่อลดความจำเป็นในการพึ่งพาสารแทรกแซงหรือการใช้ยาเกินความจำเป็น

เมื่อถามว่าระบบนี้คุ้มค่าทางธุรกิจหรือไม่ หมอฟิวส์บอกว่าช่วงเริ่มต้นไม่ใช่เรื่องง่าย เขาใช้เวลาหลายปีในการเรียนรู้ต้นทุนที่แท้จริงของการผลิต และเคยตั้งราคาต่ำกว่าความเป็นจริงเพราะต้องการให้ผู้คนเข้าถึงสินค้าได้มากที่สุด จนบางช่วงธุรกิจแทบไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้บริโภคเริ่มเข้าใจถึงกระบวนการผลิต คุณค่าของสินค้า และต้นทุนที่อยู่เบื้องหลัง ฟาร์มจึงสามารถปรับโครงสร้างราคาให้สะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น ปัจจุบันผลิตภัณฑ์เนื้อหมูของฟาร์มมีราคาจำหน่ายเฉลี่ยประมาณ 450 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับราคาที่ทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อได้อย่างยั่งยืน

จากเดิมที่จำหน่ายเฉพาะเนื้อสด ปัจจุบันฟาร์มได้พัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปหลากหลายประเภท ตั้งแต่หมูบด หมูสไลซ์ เนื้อสำหรับสเต๊ก คอหมูย่าง ไปจนถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าเพิ่ม เช่น เบคอน แฮม ไส้กรอก และเนื้อหมูบ่มแห้ง โดยดำเนินการภายในฟาร์มเองทั้งหมด

หมอฟิวส์มองว่าเป้าหมายของธุรกิจไม่ใช่เพียงการขายเนื้อสัตว์ แต่คือการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภค เขาเลือกจำหน่ายผ่านช่องทางตรงและการสื่อสารผ่านเพจของฟาร์มเป็นหลัก มากกว่าการขยายเข้าสู่ตลาดค้าปลีกขนาดใหญ่ เพราะเชื่อว่าการได้พูดคุย รับฟัง และเข้าใจความต้องการของลูกค้าโดยตรง เป็นคุณค่าที่สำคัญกว่าการเติบโตเชิงปริมาณ

ด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งที่มีลูกค้าใหม่ เขามักถามกลับเสมอว่าทำไมจึงเลือกซื้อสินค้า รู้จักฟาร์มจากช่องทางใด และคาดหวังอะไรจากผลิตภัณฑ์ เพราะสำหรับเขา ความซื่อสัตย์ในการสื่อสารสำคัญไม่แพ้คุณภาพสินค้า

“เราไม่เคยบอกว่าเนื้อหมูของเราเป็นยาวิเศษ มันก็คือเนื้อหมูที่ผลิตจากระบบการเลี้ยงที่เราเชื่อ มีคุณภาพตามแบบของมัน และเราต้องการให้ลูกค้าเข้าใจในสิ่งที่มันเป็นจริงๆ มากกว่าคาดหวังเกินจริง” หมอฟิวส์กล่าว

มุมมองต่อทางรอดของเกษตรไทย
ต้องปรับตัวอย่างไรให้ยั่งยืนในระยะยาว

เมื่อถูกถามว่าการเกษตรไทยควรเดินไปในทิศทางใดเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว หมอฟิวส์มองว่าประเทศไทยไม่ได้ขาดองค์ความรู้ แต่ความท้าทายอยู่ที่การนำองค์ความรู้เดิมมาต่อยอดให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่

เขาเชื่อว่าประเทศไทยมีต้นทุนที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ทั้งในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ภูมิปัญญาท้องถิ่น การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และองค์ความรู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์ การหมัก และระบบนิเวศเกษตร ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญที่หลายประเทศให้ความสนใจ

แต่องค์ความรู้จำนวนไม่น้อยถูกส่งต่อในรูปแบบของประสบการณ์หรือความเชื่อ ทำให้คนรุ่นใหม่บางส่วนอาจมองว่าเป็นเรื่องที่เข้าถึงยาก หรือขาดคำอธิบายที่สามารถตรวจสอบและต่อยอดได้ในเชิงวิทยาศาสตร์

หมอฟิวส์จึงมองว่าหน้าที่ของคนรุ่นปัจจุบันไม่ใช่การปฏิเสธภูมิปัญญาเดิม แต่คือการแปลความรู้เหล่านั้นให้อยู่ในภาษาที่คนยุคใหม่เข้าใจได้ พร้อมเชื่อมโยงเข้ากับงานวิจัย วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมร่วมสมัย

“ยกตัวอย่างการใช้ไม้ไผ่ ซึ่งเป็นวัสดุพื้นถิ่นที่มีอยู่มากในประเทศไทย แต่ยังถูกมองข้ามในหลายภาคส่วน ทั้งที่ในมุมของการออกแบบและการลงทุน ไม้ไผ่สามารถเป็นวัสดุที่มีต้นทุนต่ำ ใช้ทรัพยากรในประเทศ และช่วยลดต้นทุนการก่อสร้างได้ หากได้รับการออกแบบและประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม”

ในมุมมองของเขา ความยั่งยืนทางการเกษตรไม่ได้เกิดจากการใช้เทคโนโลยีราคาแพงเสมอไป แต่เกิดจากการรู้จักใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม

หมอฟิวส์ยังมองว่าความท้าทายสำคัญของภาคเกษตรไทยคือการเปลี่ยนวิธีคิดจาก “การเป็นผู้ผลิต” ไปสู่ “การเป็นผู้ประกอบการ” เพราะการทำเกษตรในอนาคตจำเป็นต้องเข้าใจทั้งการผลิต การตลาด การสร้างแบรนด์ การบริหารต้นทุน และการสร้างคุณค่าให้กับสินค้าไปพร้อมกัน

สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ ว.ทวีฟาร์ม หรือโทรสอบถามได้ที่เบอร์ 081-961-9992

Related Posts