เก็บมาเล่า
ข้าวหอมมะลิเป็นอีกหนึ่งสินค้าทางการเกษตรที่ขึ้นชื่อของเกษตรกรผู้ทำนา เพราะจะเห็นได้จากการค้าขายทั้งในและต่างประเทศ ผู้บริโภคต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันถึงความอร่อยและมีรสสัมผัสที่ดี ซึ่งข้าวหอมมะลิที่ปลูกในแถบอีสานเป็นอีกหนึ่งผลผลิตที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ในเรื่องของความนุ่มและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว พร้อมทั้งมีการผลิตแบบอินทรีย์ส่งผลให้ข้าวหอมมะลิอินทรีย์เป็นอีกหนึ่งสินค้าที่มีคุณภาพตามที่ตลาดมีความต้องการ “ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้” เป็นอีกหนึ่งสินค้าที่มีคุณภาพ เพราะข้าวที่ปลูกในพื้นที่แห่งนี้จะเป็นข้าวที่ค่อนข้างมีความหอมเป็นอย่างมาก ด้วยสภาพพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้เป็นแอ่งกระทะขนาดใหญ่ ดินเป็นดินร่วนปนทราย พื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ จึงทำให้การปลูกข้าวที่เป็นทั้งที่ดินแห้งแล้งและดินที่มีความเค็มนี้เอง ทำให้ข้าวเกิดความเครียดและหลั่งสารหอมออกมาทำให้มีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์และมีความพิเศษ คุณเจนณรงค์ ศรีอินทร์ พาณิชย์จังหวัดมหาสารคาม ให้ข้อมูลว่า ทางสำนักงานพาณิชย์จังหวัดมหาสารคามได้จับมือกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสกลนคร ได้ทำการผลักดันให้ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ GI จังหวัดมหาสารคาม เป็นสิ่ง
ปัจจุบันข้าวอินทรีย์ เป็นอีกหนึ่งผลผลิตทางการเกษตรที่กำลังได้รับความนิยม เพราะเกษตรกรในหลายพื้นที่ได้ปรับเปลี่ยนจากเดิมที่เคยทำนาแบบเคมี มาทำเป็นข้าวอินทรีย์ที่มีคุณภาพ นอกจากความปลอดภัยของเกษตรกรและผู้บริโภคแล้ว เกษตรกรยังให้เหตุผลเสริมว่า การทำนาอินทรีย์ช่วยในเรื่องของการประหยัดต้นทุนได้เป็นอย่างดี นอกจากจะทำให้สุขภาพร่างกายปลอดภัยแล้ว ในเรื่องของราคาจำหน่ายสามารถทำราคาได้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว คุณโอวาท ยิ่งลาภ ผู้อำนวยการกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว ให้ข้อมูลว่า การผลิตข้าวอินทรีย์เป็นระบบการผลิตข้าวที่ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี สารควบคุมการเจริญเติบโต สารควบคุมและกำจัดวัชพืช สารป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูข้าว ตลอดจนสารเคมีที่ใช้รมข้าวในโรงเก็บเพื่อป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าว จะไม่ใช้สิ่งเหล่านี้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ การผลิตข้าวอินทรีย์นอกจากจะทำให้ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพสูง ยังถือเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและเป็นการพัฒนาการทำเกษตรแบบยั่งยืนอีกด้วย ดังนั้น มาตรฐานการผลิตข้าวจึงเป็นสิ่งที่เกษตรกรผู้ผลิตข้าวต้องพัฒนาและยกระดับให้ไ
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 ขอนแก่น (สศท.4) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบัน เกษตรกรมีการเพาะเลี้ยงหอยขมในเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกร การเลี้ยงหอยขมจึงเป็นสินค้าทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะใช้พื้นที่เลี้ยงน้อย เลี้ยงง่าย โตไว ต้นทุนต่ำ เลี้ยงได้ตลอดทั้งปี และที่สำคัญตลาดมีความต้องการสูง สถานการณ์การผลิตและตลาดหอยขมในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามและจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นจังหวัดที่พบการเลี้ยงหอยขมมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง โดยจากการสำรวจ พบว่า ปัจจุบัน ตัวแทนเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) ทั้ง 2 จังหวัด ให้ความสนใจและเริ่มนิยมเพาะเลี้ยงหอยขมในเชิงพาณิชย์มากขึ้น ซึ่งจากตัวอย่างของ ศกอ. ที่ประสบความสำเร็จ จำนวน 5 ราย พบว่า ส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงสายพันธุ์เปลือกดำ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีในธรรมชาติทั่วไป มีสีน้ำตาลแก่ไปจนถึงสีดำ เนื้อเหนียว และจะซื้อพ่อแม่พันธุ์จากฟาร์มที่เพาะเลี้ยงมากกว่าจับตามธรรมชาติ เนื่องจากหอยขมเพาะเลี้ยงสะอาดกว่า และไม่มีปัญหาเรื่องสารเคมีเจือปน ต้นทุนการเลี้ยงเฉลี่ย 341 บาท/บ่อ/รุ่น เกษตรกรจะปล่อยแ
ปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจพืชหนึ่งที่มีความสำคัญของจังหวัดตรัง ซึ่งให้ผลตอบแทน แก่เกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกปาล์มน้ำมันในแต่ละปีสูงกว่าพืชเศรษฐกิจบางชนิด เช่น ยางพารา ที่เป็นพืชสำคัญของจังหวัดตรัง ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูก 179,457.96 ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิต 158,762 ไร่ และมีแนวโน้มที่จะมีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มมากขึ้นในอนาคต เนื่องจากภาวะราคาผลผลิตปาล์มน้ำมันเฉลี่ยตลอดทั้งปีมีราคาค่อนข้างสูง คุณเรืองเดช นิเวศประเสริฐ หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช เปิดเผยว่า ผู้ปลูกปาล์มน้ำมันของจังหวัดตรังส่วนใหญ่มีผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ค่อนข้างต่ำ คือ 2,989 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี สาเหตุจากขาดการจัดการสวนที่ดี โดยเฉพาะเรื่องการใส่ปุ๋ยที่ไม่ถูกต้อง ไม่มีระบบน้ำ ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาศัตรูพืช โดยเฉพาะโรคลำต้นเน่าสาเหตุจากเชื้อ Ganoderma sp. พบแพร่กระจายในสวนปาล์มน้ำมันโดยเฉพาะในทางภาคใต้ โดยเชื้อราจะเข้าทำลายจากรากสู่ลำต้นผ่านทางท่อลำเลียงอาหารและน้ำ ทำให้เนื้อเยื่อภายในลำต้นเกิดแผลเน่าสีน้ำตาล อาการผิดปกติภายนอกที่พบคือ ใบมีสีซีดจางกว่าปกติ ทางใบแก่ล่างจะหักพับทิ้งตัวห้อยลงรอบๆ ลำต้น ยอดที่ยังไม่คลี่มีสีเหลือง หรือมีจำนวนมากกว่าปกต
คุณฉกาจ ฉันทจิระวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 ขอนแก่น (สศท.4) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันเกษตรกรมีการเพาะเลี้ยงหอยขมในเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากหอยขมได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในพื้นที่ สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย และสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกร การเลี้ยงหอยขมจึงเป็นสินค้าทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะใช้พื้นที่เลี้ยงน้อย เลี้ยงง่าย โตไว ต้นทุนต่ำ เลี้ยงได้ตลอดทั้งปี และที่สำคัญตลาดมีความต้องการสูง จากการติดตามสถานการณ์การผลิตและตลาดหอยขมในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามและจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นจังหวัดที่พบการเลี้ยงหอยขมมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง โดยจากการสำรวจ ของ สศท.4 พบว่า ปัจจุบันตัวแทนเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) ของ สศก. ทั้ง 2 จังหวัด ให้ความสนใจและเริ่มนิยมเพาะเลี้ยงหอยขมในเชิงพาณิชย์มากขึ้น ซึ่งจากตัวอย่างของ ศกอ. ที่ประสบความสำเร็จ จำนวน 5 ราย พบว่า ส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงสายพันธุ์เปลือกดำ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีในธรรมชาติทั่วไป มีสีน้ำตาลแก่ไปจนถึงสีดำ เนื้อเหนียว และจะซื้อพ่อแม่พันธุ์จากฟาร์มที่เพาะเลี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (มทร.สุวรรณภูมิ) ร่วมกับเทศบาลตำบลทับยา อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี จัดกิจกรรมเปิดศูนย์การเรียนรู้แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรข้าวหอมแม่ลา ภายใต้โครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมฐานรากหลังโควิดด้วยเศรษฐกิจ BBG (U2T for BCG) โดยมี คุณนิพนธ์ สีตะระโส นายกเทศมนตรีตำบลทับยา เป็นประธานเปิด และ อาจารย์ อภิชยา นิเวศน์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการจัดการ คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ พร้อมด้วย อาจารย์ศิริศักดิ์ บัวชุม อาจารย์ประจำสาขาวิชาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มทร.สุวรรณภูมิ เป็นวิทยากรให้ความรู้กิจกรรมฐานการเรียนรู้กับต้นแบบในการทำเกษตรอินทรีย์ อว.ส่วนหน้าจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดศรัทธาภิรมย์ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน เกษตรจังหวัด ประมงจังหวัด เกษตรอำเภอ ประมงอำเภอ เครือข่ายเกษตรกร สมาชิกกลุ่ม U2T ตำบลทับยา ตำบลโพธิ์ชัย และนักเรียนโรงเรียนวัดศรัทธาภิรมย์ ที่เข้าร่วมโครงการ ณ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรวิสาหกิจชุมชนศูนย์ผลิตข้าวอินทรีย์ลำแม่ลา ตำบลทับยา อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ผู้ช่วยศาสตร
จากปัญหาภาคการเกษตรของไทยย่างก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ในขณะที่ลูกหลานคนรุ่นใหม่นิยมออกไปทำงานในเมืองใหญ่และไม่สนใจประกอบอาชีพเกษตรกรรม ส่งผลให้แรงงานภาคเกษตรเริ่มขาดแคลน ประกอบกับภาคเกษตรเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญเพื่อการบริโภคของคนไทยและการสู่เป็นครัวของโลก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีนโยบายที่จะสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันกลับมาทำอาชีพเกษตรกรรมมากขึ้น โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตรเพื่อพลิกชีวิตคนเมืองสู่อาชีพเกษตรกรรมในบ้านเกิด มาตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ดาวเรือง ไม้ดอกอีกชนิดที่นิยมปลูกกันมาในหมู่เกษตรกรรุ่นใหม่ เนื่องจากเป็นไม้ทำเงิน ปลูกง่าย เก็บเกี่ยวได้เร็ว ลงทุนน้อย แต่ผลตอบแทนดี และที่สำคัญยังเป็นที่ต้องการของตลาดสูง เพราะเป็นไม้ดอกสารพัดประโยชน์ ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง ดอกดาวเรืองยิ่งเป็นที่ต้องการสูงเป็นเงาตามตัว คุณอลิสา เรืองพิศาล อายุ 35 ปี หนึ่งในเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านสานต่ออาชีพการเกษตร หลังลาออกจากงานประจำที่กรุงเทพ
หากเอ่ยชื่อ “บ้านพรผู้สร้าง” บุคคลทั่วไปอาจยังไม่รู้จัก แต่ในจังหวัดชุมพรก็มีชาวชุมพรหลายคนแล้วที่เคยเดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้มาแล้ว “บ้านพรผู้สร้าง” เป็นศูนย์เรียนรู้การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน เกิดจากการรวมตัวกันของชาวบ้านประมาณ 100 คน ในพื้นที่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตั้งอยู่เลขที่ 277 หมู่ที่ 8 ตำบลหงษ์เจริญ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ห่างถนนเพชรเกษมประมาณ 5 กิโลเมตร ปัจจุบันกำลังกลายเป็น “แหล่งท่องเที่ยวสีขาวแนวอนุรักษ์วิถี” สำหรับผู้สนใจการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agro Tourism) โดยเฉพาะเรื่องเกษตรอินทรีย์ที่ไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีแต่อย่างใด บ้านพรผู้สร้าง อยู่บนพื้นที่ประมาณ 40 ไร่ เป็นครอบครัวใหญ่ มีทั้งชาย หญิง วัยกลางคน ผู้สูงอายุ ประมาณ 70 คน และเด็กๆ ประมาณ 30 คน ทั้งหมดมีบ้านพักอยู่ในโซนที่พักของพื้นที่บ้านพรผู้สร้าง ในบริเวณบ้านพรผู้สร้างมีศูนย์เรียนรู้การพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืน เช่น ห้องอาหารอิ่มมหาศาล โรงงานทำขนมไทย โรงนอนของเด็กๆ แยกหญิง-ชาย และฐานเรียนรู้เรื่องต่างๆ เช่น การทำอาหารและเบเกอรี่ อู่ซ่อมรถจักรยานยนต์ อู่ซ่อมรถยนต์ ร้านตัดผม และแปลงเกษตรปลอดสารพิษ ฟาร์มเลี้ยงแพะและ
คุณเกษม ชาติทอง รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 นครสวรรค์ (สศท.12) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จังหวัดกำแพงเพชร นับเป็นแหล่งปลูกกล้วยไข่ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย รองจากจังหวัดจันทบุรี เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศ พื้นที่เพาะปลูก และสภาพอากาศเหมาะแก่การเจริญเติบโต ประกอบกับเกษตรกรในพื้นที่มีความชำนาญในการปลูกกล้วยไข่มายาวนาน ส่งผลให้กล้วยไข่ของจังหวัดกำแพงเพชรมีคุณภาพสูงได้รับความนิยมจากผู้บริโภค และเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจากข้อมูลของกรมศุลกากร (ข้อมูล ณ 12 กรกฎาคม 2565) พบว่า ปี 2564 ไทยส่งออกกล้วยไข่ ปริมาณ 8,168 ตัน มูลค่า 211 แสนล้านบาท โดยประเทศส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และฮ่องกง สำหรับสถานการณ์ผลิตกล้วยไข่ของจังหวัดกำแพงเพชร ปี 2565 (ข้อมูลของสำนักงานเกษตรจังหวัดกำแพงเพชร ณ เดือนกรกฎาคม 2565) พบว่า มีพื้นที่ปลูกกล้วยไข่ 2,213 ไร่ เกษตรกรผู้ปลูก 461 ครัวเรือน พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอเมืองกำแพงเพชร 1,204 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 54 ของพื้นที่ปลูกทั้งจังหวัด เกษตรกรนิยมปลูกกล้วยไข
ผ้าไหมเป็นอีกหนึ่งสินค้าขึ้นชื่อของไทย เพราะในหลายพื้นที่มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่แตกต่างกันไป ซึ่งเอกลักษณ์ของการทอผ้านั้นทำให้ผู้ทอเกิดเป็นรายได้ เพราะการทอผ้าผู้ทอค่อนข้างมีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ม และสามารถสร้างสรรค์งานต่างๆ ออกมาได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญเกิดเป็นรายได้ประจำให้กับชุมชน อย่างน้อยก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางการสร้างรายได้ยามว่างจากการทำงานทางด้านการเกษตรอื่นๆ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดศรีสะเกษได้ผลักดันผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง เป็นผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง GI ศรีสะเกษ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียน GI เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ในปี พ.ศ. 2557 โดยผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง คือ ผ้าไหมทอมือด้วยกี่ทอผ้าแบบพื้นบ้านให้เกิดลวดลายจากผ้า เรียกว่า ลายลูกแก้วย้อมสีดำด้วยผลมะเกลือ อบด้วยสมุนไพร ทำให้ผ้าไหมมีกลิ่นหอมและมีการปักลวดลายด้วยเส้นไหมสีต่างๆ หรือมีการปักแซวให้มีความสวยงาม และเป็นเอกลักษณ์ซึ่งผลิตในพื้นที่ ตำบลเมืองหลวง อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง ประกอบด้วย ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ กระเป๋า ย่าม ผลิตตามขนาด และรูปแบบที่
