เพิ่มมูลค่ามะม่วง
ทำไม “มะม่วงน้ำดอกไม้ ” ของสมุทรปราการถึงอร่อยนัก? เนื่องจาก มะม่วงน้ำดอกไม้สมุทรปราการ ปลูกในแหล่งดินดีน้ำดี เป็นมะม่วงสายพันธุ์ดี และที่สำคัญเกิดจากฝีมือการดูแลเอาใจใส่ของเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงนั่นเอง ด้วยสภาพภูมิศาสตร์ของจังหวัดสมุทรปราการเป็นพื้นที่ราบ มีแม่น้ำลำคลองหลายสายไหลผ่านออกอ่าวไทย ทำให้เกิดตะกอนสะสมแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อการปลูกพืช ประกอบกับอิทธิพลของน้ำขึ้นน้ำลงที่ทำให้เกิดระบบนิเวศ 3 น้ำ คือ น้ำจืด น้ำเค็ม น้ำกร่อย ดินมีความอุดมสมบูรณ์มาก ส่งผลให้ค่าความหวานของมะม่วงน้ำดอกไม้ที่ปลูกในแถบนี้สูงถึง 18-23 องศาบริกซ์! เมื่อเทียบกับมะม่วงน้ำดอกไม้ที่ปลูกในพื้นที่อื่น มีความหวานอยู่ที่ 17-18 องศาบริกซ์เท่านั้น เมื่อปี พ.ศ.2522 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้นำมะม่วงน้ำดอกไม้เป็นผลไม้อัตลักษณ์พื้นถิ่นของจังหวัดสมุทรปราการ ไปปรับปรุงพันธุ์แล้วตั้งชื่อว่า มะม่วงน้ำดอกไม้เบอร์ 4 ซึ่งให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและเป็นมะม่วงทวายที่ออกผลผลิตได้นอกฤดูกาล ขยายพันธุ์ออกมาให้เกษตรกรของจังหวัดสมุทรปราการนำมาปลูก ปรากฎว่ามีรสชาติที่หอมละมุน ไม่หวานแหลม เนื้อละเอียด ไม่มีเสี้ยน เม
โดยทั่วไป ต้นมะม่วงที่ปลูกในพื้นที่ภาคกลาง มักติดดอกออกผลในช่วงเดือน พฤศจิกายน – ธันวาคม ของทุกปี และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน ส่วนมะม่วงที่ปลูกในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มักติดดอกในช่วงเดือน มกราคม – กุมภาพันธ์ (ยกเว้นพวกมะม่วงทะวาย) เก็บเกี่ยวเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน บ่อยครั้งที่ต้นมะม่วงแทงช่อดอกและออกดอกพร้อมๆกัน ทำให้ผลผลิตจำนวนมากออกสู่ตลาดในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้ประสบปัญหามะม่วงล้นตลาด และราคาผลผลิตตกต่ำ โดยเฉพาะในปีนี้ หากใครได้มีโอกาสเดินสำรวจตลาดค้าส่ง อย่างเช่น ตลาดไท จะพบว่า มะม่วงราคาขายโดยเฉลี่ยอยู่ที่ ก.ก.ละ 5 บาท ขณะที่บางแผงมะม่วงสุก ราคาถูกมากๆ ลูกค้าสามารถซื้อมะม่วงสุกน้ำหนัก 20 ก.ก. ในราคาตะกร้า 20 บาท เฉลี่ยราคา กก.ละ 1 บาทเท่านั้น เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการตลาด เกษตรกรควรหันมาผลิตมะม่วงนอกฤดู เพื่อลดความเสี่ยงด้านราคา และลองหาวิธีเพิ่มมูลค่าให้กับมะม่วง และสร้างตลาดใหม่ เช่น ขายในรูปแบบ มะม่วงน้ำปลาหวาน เจลลี่มะม่วง น้ำมะม่วง หรือ ทำข้าวหมากมะม่วง probiotic ซึ่งขั้นตอนการทำไม่ยุ่ง
