เลี้ยงชันโรง
ชันโรง หรือที่เรียกกันติดปากว่า ‘ผึ้งจิ๋ว’ เป็นแมลงในตระกูลเดียวกับผึ้งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ ‘ไม่มีเหล็กใน’ จึงไม่ดุร้ายและไม่ต่อย พบกระจายตัวอยู่ตามธรรมชาติในพื้นที่ป่าเขตร้อนชื้นของไทย ปัจจุบันชันโรงกลายเป็นแมลงเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมสูง เนื่องจากน้ำผึ้งที่ได้มีคุณค่าทางโภชนาการและสรรพคุณทางยาโดดเด่นกว่าน้ำผึ้งทั่วไป สำหรับเกษตรกรชาวสวนไม้ผล ชันโรงเปรียบเสมือน ‘อัศวินตัวน้อย’ ที่ช่วยผสมเกสรอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มอัตราการติดดอกออกผลให้ดกขึ้น และเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว เกษตรกรยังสามารถสร้างรายได้เสริมที่มั่นคงจากการจำหน่ายน้ำผึ้งชันโรง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่มีราคาสูงในท้องตลาดได้อีกด้วย พี่ริน-ไพรินทร์ ชูรอด ประธานวิสาหกิจชุมชนรินชูชันโรงบ้านบางกล้วย อยู่ที่ตำบลจอมประทัด อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี เป็นที่รู้จักในฐานะหญิงแกร่งผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ครั้งหนึ่งเธอเคยเผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บที่กัดกินร่างกายจนเกือบหมดหวัง แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการหันมารักษาตัวด้วยการดื่มน้ำผึ้งชันโรงอย่างต่อเนื่อง จนร่างกายฟื้นฟูดีขึ้นมากอย่างที่เจ้าตัวยังแทบไม่เชื่อสายตา จากความศรัทธาในสร
หากใครอยากเลี้ยงชันโรงเป็นอาชีพเสริม สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ปลูกพืชผัก ผลไม้ ดอกไม้ที่ปลูกดูแลแบบเกษตรอินทรีย์ หรืออยู่ใกล้ป่าธรรมชาติ ที่มีต้นไม้นานาชนิดให้เป็นแหล่งอาหารของชันโรง ทั้งนี้ จากการศึกษาของศูนย์วิจัยฯ พบว่า พืชอาหารที่ถูกใจชันโรง ถือเป็นอาหารเกรด เอ ที่มีคุณค่าทางยามากที่สุดคือ “ดอกดาวกระจาย” เพราะมีสรรพคุณทางยาสูง โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านการอักเสบสูงถึง 97-98 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือ “ดอกเสี้ยวป่า” ซึ่งมีสรรพคุณทางยา ให้สารต้านการอักเสบสูงถึง 95 เปอร์เซ็นต์ นอกจากพืชอาหารจะมีความสำคัญต่อคุณภาพน้ำผึ้งชันโรงแล้ว เรื่องการเก็บผลผลิตและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ก่อนเก็บน้ำผึ้งควรปล่อยให้จุลินทรีย์และเอนไซม์ทำงานเต็มที่ เพราะน้ำผึ้งที่มีคุณภาพสูงจะต้องมีความชื้นเหลืออยู่ที่ 22-21 เปอร์เซ็นต์ หลังชันโรงเก็บน้ำหวานจากดอกไม้ที่มีคุณสมบัติทางยา เมื่อเป็นน้ำผึ้งจะเข้มข้นขึ้น ตั้งแต่ 10-100 เท่า เมื่อผสานกับนวัตกรรมการบ่มน้ำผึ้งที่ให้จุลินทรีย์และเอนไซม์ของศูนย์วิจัยฯ ยิ่งทำให้น้ำผึ้งมีความเป็นยามากขึ้น #เทคโนโลยีชาวบ้าน #technologychaoban #ชันโรง #ผึ้
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ( วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมให้การสนับสนุนโครงการศูนย์ต้นแบบการเรียนรู้คนเลี้ยงชันโรงเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามแนวพระราชดำริการเกษตรแบบผสมผสาน อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา โดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นการนำแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ทำกินแบบครบวงจร จัดตั้งศูนย์ต้นแบบการเรียนรู้คนเลี้ยงชันโรง พัฒนาและแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้งชันโรง สร้างฐานข้อมูลศูนย์ต้นแบบการเรียนรู้คนเลี้ยงชันโรงเสมือนจริงผ่านแอปพลิเคชั่น ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบบนฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อเป็นแบบอย่างและแนวทางให้แก่กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่อื่น ๆ ทั้งภายในและภายนอกจังหวัดสงขลา นำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช.เป็นองค์กรของรัฐ ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ให้การสนับสนุนโครงการวิจัยต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวชุมชน โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่จำเป็นต้องมีแนวทางในการบริหารจัดการ ใช้ทรัพยากรที่
“ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เริ่มจากศูนย์ ลองผิดลองถูกล้มลุกคลุกคลานมาหลายรอบ เริ่มต้นใหม่ก็หลายครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เคยทิ้งคือ การได้ทำในสิ่งที่ผมรัก อดทนต่อคำดูถูก ผมอาจไม่ได้มีต้นทุนชีวิตที่ดีมาก แต่สิ่งที่ผมมีคือ หนึ่งสมอง สองมือ สองเท้า ดังนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังรู้สึกท้อแท้ ขอให้คุณตั้งสติแล้วมองหาตัวเองให้เจอ เมื่อเจอแล้วจงหาโอกาสให้ตัวเอง เพราะในวิกฤติครั้งใหญ่นี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตคุณ ที่จะทำให้คุณได้เริ่มต้นเป็นนายตัวเอง ได้ทำในสิ่งที่คุณรักและอยู่กับคนที่รักคุณก็ได้” คุณนพเก้า ใจสมุทร กล่าวไว้ เกษตรกรหนุ่ม คุณนพเก้า ใจสมุทร วัย 33 ปี แห่งบ้านสวนษิริจันทร์ ผู้ที่นำร่องของความสำเร็จไปล่วงหน้าแล้วท่านหนึ่ง กับศรีภรรยา คุณอุไรวิมล วังบุญ ที่ช่วยเป็นฝ่ายการตลาด คุณนพเก้า ผู้ที่สู้ไม่ถอยจากการเลี้ยงผึ้งจิ๋วหรือชันโรง เพื่อเป็นการสร้างรายได้จากเมื่อก่อนเป็นอาชีพเสริม เดี๋ยวนี้มาทำเป็นอาชีพเต็มตัวและสร้างรายได้ที่มั่นคง จนเป็นศูนย์เรียนรู้ของผู้ที่สนใจมากมาย รวมทั้งการนำชันโรงมาแปรรูปเป็นสินค้าทั้งอาหารและเครื่องสำอาง เวชภัณฑ์ต่างๆ จนมีชื่อเสียงระดับหนึ่ง ทำไม ถึงมี
