แก้ปัญหาราคายาง
ไผ่เป็นพืชตระกูลเดียวกับหญ้า โดยไผ่ได้ชื่อว่าเป็นหญ้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ไผ่เป็นพืชสารพัดประโยชน์สำหรับเกษตรกร เนื่องจากทุกส่วนของไผ่เราสามารถจะนำมาใช้ประโยชน์ได้ ส่วนของหน่อใช้เป็นอาหาร บริโภคได้ทั้งหน่อสดและเอาไปดองเพื่อถนอมอาหาร ส่วนลำต้นสามารถใช้เป็นไม้ใช้สอยได้ต่างๆ นานา ทำค้างสำหรับพืชไม้เลื้อย ทำรั้วบ้าน ทำด้ามจอบด้ามพร้า สานตะกร้ากระบุง ทำเครื่องเรือน หรือสร้างบ้านได้แทบทั้งหลัง แม้แต่ใบก็เอามาทำปุ๋ยได้ ในสมัยก่อนเราพึ่งพาไม้ไผ่ในชีวิตประจำวันค่อนข้างมาก ปัจจุบันแม้ไผ่ธรรมชาติจะลดน้อยลงไป แต่สำหรับเกษตรกรการปลูกไผ่ไว้ในสวนของตัวเองเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อหาได้มากทีเดียว เพราะในปัจจุบันไม้ไผ่ที่ตัดขายตามร้านค้ามีราคาแพงมาก ดังนั้น การปลูกใช้เองเป็นการดีที่สุดสำหรับเกษตรกรในยุคนี้ ยางพาราถือเป็นพืชเศรษฐกิจในภาคใต้ จากสภาวะเศรษฐกิจส่งผลให้ราคายางเคลื่อนไหวแพงบ้างถูกบ้าง และในช่วง 2-3 ปีมานี้ ยางมีราคาถูกมาก ทำให้เกษตรกรส่วนหนึ่งโค่นยางทิ้งเมื่อถึงอายุ และมักจะมองหาพืชชนิดอื่นปลูกทดแทนยาง เช่น ปาล์มน้ำมัน สะละ ทุเรียน มังคุด กล้วย แล้วแต่ความถนัด บางสวนก็โค่นย
เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม นายนริศ ขำนุรักษ์ อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางพาราครบวงจร เพื่อช่วยเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับความเดือดร้อน จากราคายางตกต่ำต่อเนื่อง และช่วยเหลือสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง จำนวน 3 มาตรการ คือ 1.โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ เป้าหมาย 2 แสนตัน โดยให้ กยท.เปิดจุดรับซื้อจากเกษตรกรขึ้นทะเบียนกับ กยท.วงเงิน 12,240 ล้านบาท เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศ เช่น ทำถนนลาดยางมะตอย ยางปูพื้นแบบ Block สนามฟุตซอล หรือ สนามเด็กเล่น ยางปูสระน้ำ และอื่นๆ ในโครงการของกระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการ 2.โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) เพื่อดูดซับยางออกจากระบบ โดยมีเป้าหมายรายายางที่ 65 บาทต่อกิโลกรัม 3.โครงการควบคุมปริมาณผลผลิต ทั้งปรับเป้าหมายการลดพื้นที่เป็นลดพื้นที่ปลูกยางปีละ 200,000 ไร่ และลดพื้นที่ปลูกยางแบบถาวร โดยการโค่นและปลูกแทนด้วยพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ ตามความเหมาะสมกับพื้นที่ ปีละ 200,000 ไร่ และลดกา
ที่ผ่านมา แม้ว่าชื่อของ “คุณพินิจ จารุสมบัติ” อดีตรองนายกรัฐมนตรี จะห่างหายไปจากวงการการเมืองนาน นานพอที่จะทำให้ใครต่อใครหลายคนลืมบทบาทในหลายๆ แง่มุมของเขาไปแล้ว แต่แท้ที่จริงคุณพินิจ ยังคงโลดแล่นและเป็นที่รู้จักในวงการเกษตร ที่เอ่ยให้แคบลงไปกว่านี้ก็คือ วงการเกษตรกรผู้ทำสวนยางพารา โดยเฉพาะในจังหวัดแถบภาคอีสาน หรือจะให้ชัดกว่านี้ก็จังหวัดบึงกาฬ ที่ประกาศให้เป็นจังหวัดล่าสุด ลำดับที่ 77 เพราะจังหวัดบึงกาฬแห่งนี้ คุณพินิจมีความมุ่งมั่นมาก่อนหน้านี้หลายปี ในการบุกเบิกปลูกยางพาราในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ ทำให้ปัจจุบัน จังหวัดบึงกาฬเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกยางมากเป็น อันดับ 1 ของภาคอีสาน ย้อนไปก่อนหน้านี้ คุณพินิจ จารุสมบัติ ยังคงทำงานในภาคสังคม เพื่อช่วยเหลือสังคมเท่าที่จะสามารถ โดยการทำหน้าที่ ประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์ และใช้บทบาทดังกล่าวดึงนักลงทุนจากจีนให้เข้ามาตั้งโรงงานแปรรูปยางพาราที่จังหวัดบึงกาฬ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา เนื่องจากคุณพินิจให้ข้อคิดในการแก้ปัญหาราคายางพาราอย่างยั่งยืนไว้ตลอดมาว่า ต้องแปรรูปเท่านั้น ราคารับซื้อยางพาราจึงจะไม่ตกต่ำจนทำให้
นายเงินวสวัตติ์ ลิ่มทวีสกุล ประธานสภาปฏิรูปวงการยางไทย เปิดเผยว่า ราคายางขณะนี้ไม่สะท้อนความเป็นจริงตามจากการอ้างอิงราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก โดยราคาน้ำยางสดยังเคลื่อนไหวอยู่ที่ 47-49 บาท/กิโลกรัม ขณะที่น้ำมันดิบ ราคาอยู่ที่ 48-50 เหรียญ/บาร์เรล ตามหลักการอ้างอิงของราคายางเมื่อน้ำมันในราคาระดับนี้ โดยเฉพาะน้ำยางสด ราคาจะต้องขยับมาอยู่ที่ 60 บาท และ 65 บาท/กิโลกรัม ซึ่งมีระยะห่างทางด้านราคากันมาก นายเงินวสวัตติ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ราคายางถูกควบคุมและกำหนดค่าเฉลี่ย ทั้งยางแผ่นดิบ น้ำยางสด ยางก้อนถ้วย และเศษยาง โดยจะโยกหมุนเวียนราคาเป็นห้วงระยะเวลา โดยให้น้ำยางสด ราคาสูงช่วงหนึ่ง แล้วดึงราคาจากยางแผ่นดิบ เศษยาง ยางก้อนถ้วย มาโปะ แล้วโยกจากน้ำยางสดมาที่ยางแผ่นดิบให้ขยับสูงขึ้น แล้วดึงราคายางก้อนถ้วย เศษยาง น้ำยางสดมาโปะ เป็นต้น “แนวทางแก้ จึงเสนอให้ผู้ทำการค้ายางระหว่างประเทศ ทำรายงานซื้อขายยางระหว่างวัน รายเหตุผล ซื้อขายยางราคาสูง ราคาต่ำ ว่าปัจจัยใด สาเหตุใด เป็นประจำทุกวัน เพื่อทราบข้อเท็จจริงกันทั่วประเทศ ให้ชาวสวนยาง นักลงทุนเกิดความมั่นใจในการประกอบอาชีพ และในการลงทุนปลูกสวนยาง และโค่นยา
