แก้หนี้เกษตรกร
แม้ประเทศไทยจะขึ้นชื่อว่าเป็น ‘เมืองอู่ข้าวอู่น้ำ’ แต่ในทางกลับกัน เกษตรกรไทยกลับเป็นกลุ่มอาชีพที่ยากจนเป็นอันดับต้นๆ และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ‘หนี้สิน’ ที่เกษตรกรต้องแบกรับไว้ ไม่ใช่หนี้เพื่อการลงทุน แต่เป็นหนี้ที่เกิดจากการนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งไม่ว่าความล้มเหลวจะเกิดจากฝ่ายใดก็ตาม แต่เกษตรกรสามารถหลุดพ้นจากวงจรหนี้ได้ด้วยตัวเอง พอต-อภิวรรษ สุขพ่วง บุคคลที่ผู้เขียนยกให้เป็นเกษตรกรตัวอย่างที่มีความรู้ความสามารถรอบด้าน โดยก่อนหน้านี้ได้มีการพูดคุยและนำเรื่องราวของคุณพอตมาเผยแพร่ไปแล้วหลากหลายประเด็น ทั้งเรื่องการทำเกษตรผสมผสาน การจัดสรรพื้นที่เกษตรกรรม ไปจนถึงการจัดการแหล่งน้ำนอกเขตชลประทาน ที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างดีเยี่ยม วันนี้เทคโนโลยชาวบ้านได้มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณพอตอีกครั้ง โดยเปิดประเด็นคำถามไปที่เรื่องปัญหาของพี่น้องเกษตรกร ซึ่งคุณพอตได้สะท้อนว่า นอกจากปัญหาเรื่องแหล่งน้ำแล้ว ก็คงจะเป็นเรื่องหนี้สิน ที่เป็นปัญหาใหญ่ลำดับต้นๆ ของเกษตรกรไทย ดังนั้น เกษตรกรควรหยุดวงจรการกู้หนี้ยืมสิน และหันกลับมาพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุด แนวทางหยุดวงจรหนี้ที่ดีที่สุดคือการติดอาวุธความรู้
นายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รายงานผลการดําเนินงานและขอปรับปรุงแนวทางการดําเนินงานตามโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กรณีลูกหนี้ธนาคารของรัฐ 4 แห่ง มีรายละเอียดดังนี้ ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565 และ 14 มีนาคม 2566 เห็นชอบให้เกษตรกรสมาชิกกองทุนฯ ซึ่งเป็นลูกหนี้ของธนาคารรัฐ 4 แห่ง ประกอบด้วย ธ.ก.ส. ธอส. ธนาคารออมสิน และ ธนาคารเอสเอ็มอี ได้สิทธิ์ปรับโครงสร้างหนี้โดยมีกลุ่มเป้าหมายจำนวน 50,621 ราย ภายใต้กรอบงบประมาณชดเชยไม่เกิน 15,481 ล้านบาท โดยมีเกษตรกรยืนยันเข้าร่วมโครงการแล้ว 29,193 ราย ไม่ใช้สิทธิ์ 21,428 ราย ไม่ประสงค์ร่วมโครงการ 9,767 ราย ย้ายภูมิลําเนา และไม่สามารถติดต่อได้ 2,827 ราย และไม่มาแสดงตน 8,834 ราย ซึ่งขณะนี้เกษตรกรได้รับการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว 14,638 ราย ประกอบกับมีปัญหาการดำเนินงาน จึงเสนอคณะรัฐมนตรี ในการประชุมวันที่ 11 ธันวาคม 2567 เพื่อปรับปรุงถ้อยคํา ให้สามารถดําเนินโครงการได้อย่างชัดเจน และให้เกษตรกรสามารถทําสัญญาปรับโครงสร้างห
