Featured สูตรลับจากฟาร์ม เทคนิคเกษตร

“ ชะอวด ” เปลี่ยนสวนมังคุดแบบเดิม เป็นระบบสมาร์ทฟาร์ม และเพิ่มมูลค่าด้วย ไบโอชาร์ 

 จังหวัดนครศรีธรรมราชมีเนื้อที่ปลูกมังคุดเป็นอันดับ 1 ของภาคใต้  เพราะมีภูมิอากาศเหมาะสมสำหรับปลูกมังคุดเป็นอย่างดี เนื่องจากมีความชื้นสูง และมีฝนตกชุกตลอดทั้งปี ซึ่งอำเภอชะอวดเป็นต้นแบบการผลิตมังคุดในฤดูและนอกฤดู   โดยเน้นการรวมกลุ่มของเกษตรกรในพื้นที่ วางระบบการผลิต และการบริหารจัดการแปลงในแนวทางเดียวกัน เน้นการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด สินค้าได้มาตรฐานการรับรอง GAP นำไปสู่การสร้างเสถียรภาพของราคาสินค้าเกษตรได้อย่างยั่งยืน

ในพื้นที่อำเภอชะอวด  เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวมังคุดในฤดูช่วงเดือนมิถุนายน – ตุลาคม มังคุดนอกฤดูช่วงเดือนมกราคม – พฤษภาคม และช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม ซึ่งแปลงใหญ่และวิสาหกิจชุมชนมีการบริหารจัดการโดยการรวมกลุ่มขายมังคุดด้วยวิธีการประมูล ซึ่งราคาประมูลต้องมากกว่าราคาตลาดทั่วไป มังคุดในฤดูส่งจำหน่ายภายในประเทศ และส่งออกตลาดต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะส่งไปยังประเทศจีนที่เป็นตลาดรับซื้อหลักโดยผ่านล้งเป็นผู้รวบรวมและคัดเกรดผลผลิต และมังคุดนอกฤดู ส่วนใหญ่จะส่งออกประเทศจีนเป็นหลัก  

3 เทคโนโลยียกระดับสวนมังคุด

รศ.ดร.กฤษณะเดช เจริญสุธาสินี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้รับทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)  หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ ( บพท.)  ได้เข้ามาพัฒนาสวนมังคุดแบบเดิมก้าวสู่เกษตรกรรมยุคใหม่ที่เรียกว่า “ เทคโนโลยีสมาร์ทฟาร์ม ” นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยวิเคราะห์และวางแผนการปลูกที่เหมาะสม มีการควบคุมสิ่งแวดล้อม เช่น ความชื้น อุณหภูมิ แสงสว่าง ฯลฯ สามารถแก้ไขปัญหาผลมังคุดผิวลาย ปัญหายางไหลและเป็นเนื้อแก้ว นำไปสู่การทำเกษตรแม่นยำของการผลิตมังคุดนอกฤดู ให้ได้ผลผลิตต่อไร่ที่ดีและคุ้มค่ากับการลงทุน เพราะผลผลิตนอกฤดูมีราคาสูงกว่าผลผลิตในฤดู ประมาณ 4-5 เท่าตัว


ทีมนักวิจัย มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้ถ่ายทอด 3 เทคโนโลยี ได้แก่  นวัตกรรมสมาร์ทฟาร์มสวนมังคุด  นวัตกรรมปุ๋ยหมักจากใบมังคุด นวัตกรรมน้ำหมักชีวภาพจากเปลือกมังคุด  ให้แก่เกษตรกรชาวสวนมังคุดในอำเภอชะอวด  เช่น กลุ่มวิสาหกิจมังคุดเกาะขันธ์รุ่งเรือง กลุ่มมังคุดแปลงใหญ่ตำบลท่าประจะ กลุ่มมังคุดชะอวดพูนผล กลุ่มมังคุดแปลงใหญ่ตำบลเขาพระทอง กลุ่มแปลงใหญ่มังคุด ตำบลท่าเสม็ด ฯลฯ

ในการจัดการอบรมความรู้นวัตกรรมพร้อมใช้สมาร์ทฟาร์ม ปุ๋ยอินทรีย์จากใบมังคุด และน้ำหมักจากเปลือกมังคุด จัดกิจกรรม Share and Learn กับ นายสถานี นวัตกร ภาคีเครือข่าย อบต เกษตรอำเภอ พัฒนาชุมชน ไปเยี่ยมผลงานวิจัย จัดกิจกรรม Show and Share นำเสนอผลงานโดยนายสถานีและนวัตกรผ่านภาคีความร่วมมือในพื้นที่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของ ชุมชนในการเรียนรู้และรับปรับใช้นวัตกรรมสามารถนำความรู้ไปใช้ในการเปลี่ยนแปลงและจัดการปัญหาในชุมชนพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในมิติด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อมของชุมชนด้วยความรู้และนวัตกรรม

แปลงใหญ่มังคุดตำบลวังอ่าง

คุณสุพจน์ ขำเกตุ ประธานแปลงใหญ่มังคุดตำบลวังอ่าง หมู่ที่ 7 ตำบลวังอ่าง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ถือเป็นหนึ่งในนวัตกรชุมชนที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการส่งต่อความรู้สวนมังคุดอัจฉริยะที่มีระบบพยากรณ์แม่นยำ ลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวนด้วยข้อมูลเชิงนิเวศวิทยา สู่เพื่อนเกษตรกรให้พึ่งพาตนเองได้และสร้างชุมชนเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน

คุณสุพจน์มีพื้นฐานด้านวิศวกรรม จึงมีความคิดเป็นระบบ มองวิถีการทำเกษตรอย่างมีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาและออกแบบการจัดการสวนมังคุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เข้าใจเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาปรับใช้ในการผลิต วางแผนการใส่ปุ๋ยอย่างเป็นระบบตามระยะการเจริญเติบโตของต้นมังคุด รวมทั้งจัดการน้ำและโรคพืชอย่างแม่นยำ ช่วยยกระดับการผลิตให้มีคุณภาพและสามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างยั่งยืน

คุณสุพจน์มีพื้นที่ปลูกมังคุดเนื้อที่ 8 ไร่ในบ้านเกาะร้าว ตำบลวังอ่าง จังหวัดนครศรีธรรมราช แม้เจอสภาพอากาศ แห้งแล้ง ฝนไม่ตก แต่คุณสุพจน์ใช้ความรู้และนำนวัตกรรม IoT ตรวจวัดความชื้นในดินอย่างแม่นยำมาประยุกต์ใช้ จึงสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการของพืช ทำให้มังคุดในฤดูปีนี้ยังผลิดอกออกผลได้เต็มต้น

การผลิตมังคุดนอกฤดู  คุณสุพจน์ก็ใช้ระบบสมาร์ทฟาร์ม มาใช้ควบคุมปริมาณน้ำอย่างเป็นระบบเพื่อ “หลอก” ให้ต้นมังคุดพร้อมสำหรับการออกดอกนอกฤดูในเดือนกรกฎาคม และเก็บผลผลิตนอกฤดู ช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ ลดการเกิดบวมน้ำ เนื้อแก้ว ยางไหล ผ่านการควบคุมความชื้นในดินให้คงที่ ขณะผลอ่อนขยายตัว ลดการเกิดผิวกระ ให้น้ำในทรงพุ่ม  4 เมตร ช่วงก่อนเพลี้ยไฟระบาด ตอนผลอ่อน

จากเดิมที่ใช้ปุ๋ยเคมีสูง ยาวนานต่อเนื่อง ปุ๋ยสลายตัวเร็ว ดินเป็นกรด ระบายน้ำไม่ดี ดินเป็นก้อน ก็หันมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากใบมังคุดบำรุงต้นหลังเก็บเกี่ยว บำรุงผลมังคุดหลังติดผล 4สัปดาห์ เพิ่มรายได้ ลดต้นทุนการผลิต ลดการเผาเศษใบไม้ในสวน ลดปัญหาฝุ่นควัน  กรณีใบจุด ใบร่วง ผลมังคุดเล็ก ผิวกร้านแดด เพราะไม่มีใบปกคลุม ก็แก้โดยใช้ยากำจัดเชื้อราจากน้ำหมักเปลือกมังคุดทดแทนยากำจัดเชื้อรา ลดต้นทุนและเพิ่มสุขภาพดีให้แก่พืช

นวัตกรรมปุ๋ยอินทรีย์จากใบมังคุด

การทำปุ๋ยอินทรีย์จากใบมังคุด ทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ขั้นตอนแรก นำเศษใบมังคุดที่ปั่นละเอียดด้วยเครื่องสับย่อยอเนกประสงค์ 4 ส่วน กับมูลสัตว์  1 ส่วน  วางสลับกันเป็นชั้นหนา ชั้นละ 10 เซนติเมตร จำนวน  3 ชั้น เพื่อให้จุลินทรีย์ ที่มีอยู่ในมูลสัตว์ได้ใช้ทั้งธาตุคาร์บอน (มีอยู่ในเศษใบมังคุด) ซึ่งจะทำให้การย่อยสลายวัตถุดิบเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว รดน้ำแต่ละชั้นให้มีความชื้น ขึ้นกองเป็นรูปสามเหลี่ยม ที่มีความสูงไม่ต่ำกว่า1.50 เมตร ฐานกว้าง 2.5 เมตร ยาว 4 เมตร หรือนำมาใส่กรอบไม้ที่มีลวดตาข่ายเหล็ก ขนาดกว้าง 1 เมตรยาว 1 เมตร สูง 1.2 เมตร หรือนำลวดตาข่าย เหล็กนำมาล้อมเป็นวงกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เมตร  สูง 1.2 เมตร

ขั้นตอนที่สอง  รักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยอินทรีย์  รดน้ำภายนอกกองปุ๋ยทุกเช้า ใช้ไม้แทงกองปุ๋ยให้เป็นรูลึกถึงข้างล่างแล้วกรอกน้ำลงไป ระยะห่าง ของรูประมาณ 40 เซนติเมตร ทำขั้นตอนนี้ 5 ครั้ง ระยะเวลาห่าง  10 วัน เมื่อเติมน้ำเสร็จแล้ว ให้ปิดรูเพื่อไม่ให้สูญสียความร้อนภายในกองปุ๋ย ภายในระยะเวลา 5 วันแรก กองปุ๋ยจะมีค่าอุณหภูมิสูง ถึง 70 องศาเซลเซียส หลังจากนั้น อุณหภูมิจะค่อยๆ ลดลงจนมีค่าอุณหภูมิปกติที่อายุ  60 วัน

ขั้นตอนที่สาม การนำปุ๋ยอินทรีย์มาใช้งาน   เมื่อกองปุ๋ยอายุครบ 60 วัน ก็หยุดให้ความชื้น กองปุ๋ยจะมีความสูงเหลือเพียง 1 เมตรแล้วทำปุ๋ยอินทรีย์ให้แห้งเพื่อให้จุลินทรีย์สงบตัวและไม่ให้เป็นอันตรายต่อรากพืช โดยทิ้งไว้ในกองประมาณ 1เดือนหรืออาจแผ่กระจายในที่ร่ม อากาศถ่ายเทให้มีความหนาประมาณ  20 -30 เซนติเมตร แล้วเกลี่ยไปมา ซึ่งปุ๋ยจะแห้งภายในเวลา 3-4 วันก็สามารถนำปรับปรุงดินในสวน และใช้บำรุงต้นมังคุด เฉลี่ยต้นละ  50 กิโลกรัม/ปี   การทำกองปุ๋ยความยาว 4 เมตร สูง 1.5 เมตรจะได้ปุ๋ยอินทรีย์ประมาณ  1 ตัน

การทำน้ำหมักชีวภาพจากเปลือกมังคุด

เปลือกมังคุดที่หลายคนมองว่าเป็นเศษเหลือใช้นั้น แท้จริงแล้วมีประโยชน์อย่างมาก ในการทำน้ำหมักชีวภาพจากเปลือกมังคุด ถือเป็นสุดยอดปุ๋ยธรรมชาติสำหรับพืช เพราะมังคุดมีสารอาหารและจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืช ช่วยให้พืชแข็งแรง ต้านทานโรคและแมลงได้ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยปรับปรุงคุณภาพดิน ช่วยให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี อากาศถ่ายเทสะดวกรากพืชเจริญเติบโตได้ดี

นอกจากนี้น้ำหมักชีวภาพสามารถปล่อยธาตุอาหารให้พืชอย่างช้าๆ ช่วยให้พืชได้รับธาตุอาหารอย่างต่อเนื่อง น้ำหมักชีวภาพป้องกันและกำจัดโรคพืช สารสกัดจากเปลือกมังคุดมีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อราและแบคทีเรียบางชนิดแถมช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช ช่วยให้พืชแตกใบใหม่ ออกดอกและติดผลได้ดีขึ้น

ขั้นตอนการทำน้ำหมักชีวภาพจากเปลือกมังคุดเริ่มจากจัดเตรียมวัตถุดิบ ได้แก่ เปลือกมังคุดที่บดแล้ว  3 กิโลกรัม น้ำตาล 1 กิโลกรัม อีเอ็ม 3 ลิตร และน้ำสะอาด  5 ลิตร วิธีทำให้นำเปลือกมังคุด 3 กิโลกรัม ปั่นด้วยเครื่องสับย่อยอเนกประสงค์ ใส่ในถังพลาสติกที่เตรียมไว้ จากนั้นนำกากน้ำตาล 1 กิโลกรัมมาผสมกับน้ำสะอาด จำนวน 5 ลิตร คนให้เข้ากัน นำน้ำที่ผสมกับกากน้ำตาลแล้วมาเทใส่ถังนำเปลือกมังคุดปั่นมาใส่และใส่อีเอ็ม 1 ลิตร  กวนให้เข้ากันอีกครั้งแล้วปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 1-2สัปดาห์

การนำไปใช้งาน

น้ำหมักชีวภาพเปลือกมังคุดเป็นหนึ่งในทางเลือกในการบำรุงพืชที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประหยัดค่าใช้จ่าย  น้ำหมักชีวภาพเปลือกมังคุด 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ  20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 7 วัน เพื่อป้องกันเชื้อรา และฉีดพ่นทุก  3 วัน ในกรณีเกิดโรค  วิธีการใช้ ควรฉีดพ่น ผสมน้ำหมักชีวภาพกับน้ำสะอาดในอัตราส่วน1: 20 -1:50 แล้วนำไปฉีดพ่นพืช  หากใช้วิธีรดน้ำ ต้องรดที่โคนต้นพืช  นอกจากนี้สามารถนำไปแช่เมล็ดพันธุ์ก่อนนำไปปลูก  ข้อควรระวัง เรื่องความเข้มข้น ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสม หากใช้มากเกินไปอาจทำให้พืชได้รับความเสียหาย  ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการใช้งานคือ ช่วงเข้าหรือเย็น  เพื่อลดการระเหยของน้ำ

เพิ่มมูลค่าขยะมังคุดด้วย ไบโอชาร์

ปัญหาผลและเปลือกมังคุดที่เสีย ถือเป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ทีมนักวิจัย มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มมูลค่าวัสดุชีวมวลในรูปแบบนวัตกรรมไบโอชาร์มังคุด  โดยนำผลและเปลือกมังคุดไปผ่านกระบวนการให้ความร้อนที่อุณหภูมิสูงกว่า 500 องศาเซียส และควบคุมออกซิเจนทำให้ถ่านมีรูพรุนสูง ก่อนนำไปเพิ่มมูลค่าในรูปแบบสบู่ไบโอชาร์มังคุด  โดยมังคุดเสีย  200 กิโลกรัม สามารถผลิตถ่านไบโอชาร์นำไปทำสบู่ได้ 180,000 กิโลกรัม โดยน้ำหนักก้อนสบู่อยู่ที่ 15 กรัม ผลิตออกขายได้ 12,000 ก้อน ขาย 120 บาท/ก้อน  จะมีรายได้ 1,440,000 บาท

ผลการเปลี่ยนแปลงของโครงการ ในด้านสิ่งแวดล้อม การนำใบมังคุดที่ร่วงมาผลิตเป็นปุ๋ยหมักแทนที่จะเผาทิ้ง เป็นการจัดการทรัพยากรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดมลพิษทางอากาศ และช่วยฟื้นฟูบำรุงดิน เพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน ขณะเดียวกัน สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิตมังคุดคุณภาพเพิ่มขึ้น 87% เพิ่มรายได้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 1,740,000 บาท ลดต้นทุนการผลิต ประหยัดการใช้น้ำ และลดการใช้ปุ๋ยเคมี ตลอดจนสร้างเครือข่ายและความร่วมมือสมาร์ทฟาร์มมังคุดอีกด้วย    

Related Posts