แปลงใหญ่อะโวคาโด
อะโวคาโดเป็นไม้ผลพื้นเมืองของอเมริกาแถบร้อน ถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยครั้งแรกโดยกลุ่มมิชชันนารีชาวอเมริกันที่จังหวัดน่าน ก่อนจะได้รับการส่งเสริมอย่างเป็นทางการจากโครงการหลวงและกรมวิชาการเกษตร ในอดีต คนไทยยังไม่คุ้นเคยและไม่นิยมบริโภคอะโวคาโดมากนัก แต่ด้วยกระแสการดูแลสุขภาพและเทรนด์การชะลอวัย (Longevity) ที่มาแรงในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ทำให้อะโวคาโดกลายเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มคนรักสุขภาพ รวมไปถึงธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มต่างขานรับเทรนด์ ด้วยการสร้างสรรค์เมนูอะโวคาโดที่หลากหลาย ส่งผลให้พืชต่างแดนชนิดนี้ก้าวขึ้นมาเป็น “พืชทำเงินใหม่” ของเกษตรกรไทย ปัจจุบัน สวนเกษตรหลายแห่งในไทยได้ผ่านการลองผิดลองถูก จนสามารถปลูกและพัฒนาคุณภาพผลผลิตได้อย่างเชี่ยวชาญไม่แพ้ต่างชาติ แต่นอกเหนือจากการปลูกแบบมืออาชีพและการทำตลาดแล้ว การต่อยอดสู่ “ธุรกิจยั่งยืน” คือหัวใจสำคัญที่สุด ‘สวนเทพพนา’ ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ นับเป็นต้นแบบความสำเร็จของเกษตรกรไทย พาคนในชุมชนบ้านเทพพนาหลุดพ้นจากความยากจน จากจุดเริ่มต้นพื้นที่ปลูกเพียง 30 ไร่ ได้ขยายผลสร้างเครือข่ายแปลงใหญ่ในชุมช
นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดตาก ได้นำโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่เข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรในอำเภอพบพระ จังหวัดตาก ปรับเปลี่ยนการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นไม้ผลเศรษฐกิจ ได้แก่ อะโวคาโด และมีการรวมกลุ่มสมาชิกจัดตั้งเป็นแปลงใหญ่อะโวคาโด อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ขึ้นในปี พ.ศ.2560 มีเกษตรกรเข้าร่วมจำนวน 50 ราย พื้นที่เข้าร่วม 300 ไร่ ปัจจุบันมีการขยายเครือข่ายเกษตรกรผู้สนใจในพื้นที่อำเภอพบพระ จำนวนรวม 6 แปลง เกษตรกรเพิ่มเป็น 257 ราย พื้นที่รวม 3,204 ไร่ ซึ่งผลสำเร็จตามเป้าหมายของดำเนินงานขับเคลื่อนแปลงใหญ่อะโวคาโด อำเภอพบพระ ในปัจจุบัน เกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยน จากอโวคาโดพันธุ์พื้นเมืองเป็นพันธุ์ดี โดยการเปลี่ยนยอด จำนวน 4,635 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 60 ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP 28 แปลง และการรับรอง “ตากการันตี” 181 แปลง เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ร้อยละ 25 (จากไร่ละ 4,900 บาท เป็น 3,675 บาท) และสามารถเพิ่มผลผลิตได้ร้อยละ 20 ในส่วนของกลุ่มเกษตรกร มีการบริหารจัดการกลุ่มในรูปแบบคณะกรรมการบริหารจัดการ และมีการจดทะเบียน
