ไข่ผำ
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา “ผำ” หรือไข่น้ำ กลายเป็นพืชเศรษฐกิจดาวรุ่งที่คนไทยรู้จักกันมากขึ้น ในฐานะหนึ่งในพืชอาหารที่มีโปรตีนสูง และถูกจับตามองในฐานะทางเลือกใหม่ด้านความมั่นคงทางอาหารของโลก แต่ในอนาคต บทบาทของผำอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเป็นซูเปอร์ฟู้ดเท่านั้น หากยังมีศักยภาพก้าวสู่การเป็น “พืชคาร์บอนต่ำ” ที่สอดรับกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวและเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ด้วยคุณสมบัติที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตรวดเร็ว ใช้น้ำน้อยเมื่อเทียบกับพืชหลายชนิด และสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผำจึงถูกมองว่าเป็นพืชแห่งอนาคตที่อาจมีบทบาททั้งในมิติอาหาร สิ่งแวดล้อม และการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีรอยเท้าคาร์บอนต่ำ มากขึ้นเรื่อยๆ ดร.อันนา ปาจรียางกูร Co-Founder ของ Dr. WellnessX ฟาร์มผำแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2021 บนพื้นที่กว่า 2 ไร่ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดำเนินการในรูปแบบฟาร์มระบบกึ่งปิด โดยใช้บ่อขนาดใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางกว่า 8 เมตร จำนวน 13 บ่อ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในระบบเพาะเลี้ยงผำขนาดใหญ่ของประเทศไทย สามารถ
เชื่อว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายคนคงได้เห็นกระแสความแรงของ “ผำ” พืชน้ำพื้นบ้านของไทยที่ถูกยกระดับสู่ “พืชแห่งอนาคต” ด้วยจุดเด่นด้านโปรตีนที่สูงลิ่ว จากเมนูท้องถิ่นดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ มาวันนี้ “ผำ” ถูกจับมาแต่งตัวใหม่กลายเป็น Superfood สัญชาติไทย ที่เนื้อหอมจนดึงดูดทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการหน้าใหม่ให้กระโดดเข้ามาลงเล่นในตลาดนี้อย่างน่าสนใจ แต่หลังจากผ่านช่วงกระแสมาแล้ว ทิศทางต่อจากนี้ของผำไทยจะเป็นอย่างไร เทคโนโลยีชาวบ้าน ชวนพูดคุยกับ ผศ.ดร.อารักษ์ ธีรอำพน อีกครั้ง เพื่อเจาะลึกภาพรวมอุตสาหกรรม ถอดรหัสโอกาส และมองหาทิศทางที่แท้จริงว่า ตลาดผำจะไปต่อทางไหนให้ยั่งยืน มีคำตอบพร้อมกันที่นี่ ผศ.ดร.อารักษ์ ธีรอำพน อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กล่าวถึงทิศทางของ “ผำ” ในประเทศไทยว่า หากมองภาพรวมตั้งแต่ช่วงเริ่มเกิดกระแสเมื่อประมาณ 2-3 ปีก่อน ผำเริ่มถูกจับตามองในฐานะพืชเศรษฐกิจใหม่ และเริ่มก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารและสินค้าเกษตรมากขึ้น จากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน พบว่าอุตสาหกรรมผำมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โด
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) แนะ “ซูเปอร์ฟู้ด” ไทย หนุน “ผำ หรือไข่ผำ (Wolffia)” เป็นโปรดักต์แชมเปี้ยนตัวใหม่ ชูจุดเด่นโภชนาการสูง ปลูกง่าย ตอบโจทย์เมกะเทรนด์โปรตีนพืช (Plant-based) ของโลก แนะผู้ประกอบการไทยยกระดับการผลิตสู่มาตรฐานสากล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้าเกษตรสู่ “อาหารแห่งอนาคต” นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ชี้ว่า ปัจจุบันผู้บริโภคมีพฤติกรรมการบริโภคที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งภาคเกษตรทั่วโลกให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น “ผำ” ซึ่งเป็นพืชอาหารพื้นบ้านดั้งเดิมของไทย จึงตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพและความยั่งยืนได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยผำมีโปรตีนประมาณ 30-50% ของน้ำหนักแห้ง พร้อมกรดอะมิโนจำเป็นใกล้เคียงกับโปรตีนจากสัตว์ อุดมด้วยใยอาหาร วิตามินเอ วิตามินบี ธาตุเหล็ก แคลเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการโปรตีนทางเลือกและอาหารสุขภาพจากธรรมชาติที่ผ่านการแปรรูปต่ำ ในด้านสิ่งแวดล้อม ผำดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดี เติบโตเร็ว และใช้ทรัพยากรต่ำ เป็นพืชน้ำจืดที่ใช้น้ำน้อย ใช้พื้นที่น้อย เลี้
อาหารแห่งอนาคต (Future Food) แนวคิดอุตสาหกรรมอาหารโลกที่หลากหลาย ทั้งรูปลักษณ์และกระบวนการผลิต มุ่งเน้นความเหมาะสมกับโลกในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งการลดภาวะโลกร้อนและการสร้างระบบอาหารยั่งยืน สู่ความสำคัญด้านสุขภาพและภูมิคุ้มกัน รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตความต้องการไปตามวัยของผู้บริโภค ที่ล้วนส่งผลต่อการดําเนินธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานอาหารและอาหารแห่งอนาคต หลังจากวิกฤตโรคโควิด-19 ความมั่นคงทางอาหารเปลี่ยนไป สภาวะการขาดแคลนอาหารเพิ่มขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ สํานักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) เดินหน้าพัฒนางานวิจัย ขานรับนโยบายรัฐบาล สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต(Future Food) เพื่อสร้างคุณค่าทางโภชนาการ คือ ไข่ผํา หรือ คาเวียร์มรกต ตอบโจทย์กระแสคนรักสุขภาพทั่วโลก ทาง สวก. สนับสนุนทุนวิจัยในการพัฒนา นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต หรือ Future Food กับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อศึกษาเรื่องคุณประโยชน์หรือสาระสำคัญในไข่ผำ ซึ่งตอนนี้เรามีผลการวิจัยที่ชัดเจนแล้วว่า ไข่ผำ หรือ ไข่น้ำ หรือ คาเวียร์มรกต เป็นพืชที่มีโปรตีนสูงที่สามารถมาทดแทนนมจากสัตว์ และที่สำคัญ ผลจาก Lab
ในฐานะสื่อกลางด้านการเกษตรอันดับหนึ่งของประเทศ “เทคโนโลยีชาวบ้าน” ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะเฟ้นหาองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ มานำเสนอให้แก่พี่น้องเกษตรกรมาตลอด 30 กว่าปี สำหรับปีนี้ เราได้รวบรวมข้อมูลจากการติดตามความเคลื่อนไหวในแวดวงเกษตรกรรมทั่วไทย พร้อมวิเคราะห์จาก “ยอดความสนใจของผู้อ่าน” จนสามารถคัดสรร “อันดับพืชมูลค่าสูงมาแรงประจำปี 2025” ที่ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่คือโอกาสทางธุรกิจที่จะเติบโตต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 ที่เราคัดมาให้เน้นๆ ได้แก่ วานิลลา โกโก้ กาแฟ อะวาคาโด และกลุ่มอาการซูเปอร์ฟู้ดอย่างไข่ผำ เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้มองหาแค่ปริมาณหรือหน้าตาของอาหารอีกต่อไป แต่หันมาใส่ใจถึงแหล่งที่มาและคุณภาพ ที่กินต้องดีต่อสุขภาพ ส่งผลให้วัตถุดิบจากธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่ปราศจากสารสังเคราะห์และกลิ่นปรุงแต่งกลายเป็นที่ต้องการสูงสุด ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการผลิตแบบอินทรีย์ ได้ขยับฐานะจาก “ทางเลือก” มาเป็น “มาตรฐานใหม่” ที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความไว้วางใจ พืชที่เทคโนโลยีชาวบ้านรวบรวมมาให้ในครั้งนี้ จึงเป็นกลุ่มสินค้าที่ตอบโจทย์เทรนด์โลกอย่างแม่นยำ เป็นการผสมผสานระหว่าง “วิ
“ไข่ผำ” พืชจิ๋วสรรพคุณแจ๋ว ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ ณ ขณะนี้ ด้วยมีคุณค่าทางโภชนาการโดดเด่น โปรตีนสูง มาพร้อมกับวิตามินบี 12 ที่ไม่สามารถหาได้ง่ายๆ จากพืชทั่วไป ที่สำคัญเลี้ยงง่าย โตเร็ว ขายได้ราคาดีอีกด้วย สำหรับเกษตรกรท่านใดสนใจเพาะเลี้ยงไข่ผำ ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่มือเก่า ควรศึกษาวิธีการเพาะเลี้ยง และศึกษาการตลาดก่อนการเพาะเลี้ยง เพื่อให้การประกอบอาชีพเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด โดยข้อสำคัญของการเพาะเลี้ยงไข่ผำนอกจากวิธีการเพาะเลี้ยงที่เหมาะสม สะอาด ได้มาตรฐาน ปลอดภัยต่อผู้บริโภคแล้ว เรื่องของสายพันธุ์ที่เลี้ยงถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญมากๆ หากเลือกสายพันธุ์ดีเหมาะสมกับพื้นที่ก็จะส่งผลดีทั้งในด้านให้ผลผลิตสูง ทนต่อสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศ ลดความเสี่ยงจากศัตรูพืชและโรคระบาด ปรับให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การใช้งาน ว่าต้องการนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ หรือต้องการนำไปบริโภคเป็นอาหารคน รวมถึงโปรตีนมีมากน้อยไม่เท่ากันในแต่ละสายพันธุ์ ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรเดินสายถ่ายทอดเทคโนโลยียกระดับเพาะเลี้ยงไข่ผำอาหารแห่งอนาคต ด้วยมาตรฐาน GAP และเพื่อให้การเพาะเลี้ยงไข่ผำได้คุณภาพและผลผลิตปลอดภัยต่อผู้บริโภค ได้ม
นางสาวพรชาตา บุสสุวัณโณ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 อุดรธานี (สศท.3) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การผลิตไข่ผำ GAP ของเกษตรกรต้นแบบ นางเสาร์ หาญฟ้าเลื่อน ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไข่ผำนำโชคอุดรธานี ตำบลหนองไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เกษตรกรรายแรกของจังหวัดที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจาก “ไข่ผำ” สินค้าเกษตรท้องถิ่น ด้วยนวัตกรรมการผลิตและแปรรูปตามมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) ภายใต้แบรนด์สินค้า “ไข่ผำ นำโชค GAP” จนประสบผลสำเร็จ และขยายผลสู่เกษตรกรสมาชิกกลุ่มและเครือข่าย จากการติดตามของ สศท.3 พบว่า นางเสาร์ริเริ่มก่อตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไข่ผำนำโชคอุดรธานี ตั้งแต่ปี 2561 ปัจจุบันมีสมาชิก 13 ราย เลี้ยงไข่ผำในรูปแบบทั่วไป จำนวน 50 บ่อ (เฉลี่ย 4 บ่อต่อครัวเรือน) ต่อมานางเสาร์จึงเริ่มนำร่องเลี้ยงไข่ผำ GAP และประสบความสำเร็จผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP ภายในปี 2567 ตนเองจึงมีแนวคิดต้องการยกระดับกลุ่มวิสาหกิจฯ สู่มาตรฐาน GAP จึงขยายผลโดยการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้กับเกษตรกรสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจฯ และเครือข่ายในจังหวัดอุดรธานีและ
ผำ (Wolffia) จากพืชพื้นบ้านที่ถูกมองข้าม ตอนนี้กำลังกลายเป็นที่จับตาของทั่วโลก ด้วยคุณค่าทางโภชนาการและปริมาณโปรตีนสูง หรือจะเรียกว่าเป็น “ฮีโร่โปรตีน” ก็คงไม่ผิด วันนี้ ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยตื่นตัวอย่างมากในการผลักดันศักยภาพนี้ มีการปรับรูปแบบการเพาะเลี้ยงสู่มาตรฐานระดับสากล โดยเน้นความปลอดภัยสูงสุด ใช้เทคโนโลยีและวัสดุฟู้ดเกรด (Food Grade) ในระบบการผลิต เพื่อรับรองคุณภาพและความสะอาดที่ผู้บริโภคไว้วางใจได้ ทำให้ “ผำไทย” พร้อมก้าวขึ้นเป็นสินค้าส่งออกคุณภาพสูงในตลาด Superfood ของโลกอย่างเต็มภาคภูมิ เจ-ปรมะ ช่วยรักษา ผู้ก่อตั้ง Wolffia Vertical ซึ่งตั้งอยู่ในเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของฟาร์มแห่งนี้ว่า “ก่อนจะผันตัวมาทำฟาร์ม ผมเคยเป็นพนักงานประจำที่ต้องเผชิญกับความเคร่งเครียดจากการทำงานมาโดยตลอด จึงมองหาทางหลีกหนีความวุ่นวายและอยากเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ โดยเริ่มจากการสำรวจพื้นที่รอบบ้านที่มีจำกัดเพียง 9×16 ตารางเมตร ว่าจะสามารถสร้างสรรค์อะไรได้บ้าง” จุดเปลี่ยนสำคัญของคุณเจ มาจากคำแนะนำของแฟน ที่เสนอให้ทดลองเลี้ยง “ผำ” ด้วยเหตุผลที่ว่า ผำเป็นพืชที่ไม่จำเป็นต้องใช
ในยุคที่โลกกำลังเผชิญวิกฤต ทั้งเรื่องพื้นที่การเพาะปลูกที่ลดลง ปัญหาโรคและแมลงระบาดหนัก โดยเฉพาะในระบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งรู้ดีว่าการปลูกพืชให้ปลอดภัยในสภาพอากาศปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย ในวันนี้ทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านมีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณไก่-คุณภัคภร วนธนานนท์ ผู้ก่อตั้ง Kreen Wolffia ภายในงาน PHAM EXPO 2025 ร่วมเจาะลึกเรื่องราวของ “ไข่ผำ” พืชจิ๋วที่กำลังมาแรง และถูกจับตามองว่าอาจกลายเป็น “ซูเปอร์ฟู้ดแห่งอนาคต” ของทั้งวงการอาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ต่างๆ คุณภัคภรได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า “จุดเริ่มต้นเกิดจากอาจารย์วันดี เพื่อนสนิทที่รู้จักกันมากว่า 20 ปี ซึ่งเป็นนักวิจัยและคนแรกที่หยิบยื่น “ไข่ผำ” มาให้รู้จัก แม้ในตอนแรกยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “ไข่ผำ” คืออะไร ตอนนั้นพี่ก็สนใจเรื่องน้ำผลไม้ และพืชที่มีสารอาหารสูง แต่ยังไม่พบคำตอบที่ใช่ จนกระทั่งได้ฟังการบรรยายจาก อาจารย์อารักษ์ ผู้อนุรักษ์พันธุ์ไข่ผำ และผลักดันการวิจัยคุณค่าทางอาหารของมันอย่างจริงจัง นั่นแหละ…คือจุดเปลี่ยนความคิด” จากคนที่ไม่เคยรู้จัก กลายเป็นคนที่เห็นศักยภาพของมันว่า “ไข่ผำไม่ได้หยุดอยู่แค่จานอาหาร แต่มันสาม
ในยุคที่ผู้คนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น ทำให้ตลาดอาหารเพื่อสุขภาพเติบโตอย่างก้าวกระโดด ผู้คนเริ่มมองหาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ปลอดภัย และมาจากธรรมชาติ กลายเป็นจุดเชื่อมโยงที่ทำให้ ซุปเปอร์ฟู้ด (Superfood) กลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ซุปเปอร์ฟู้ดคืออาหารที่มีสารอาหารจำเป็นต่อร่างกายสูงมาก เช่น วิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ และไฟเบอร์ เมื่อเทียบกับปริมาณอาหารทั่วไป ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่ต้องการสุขภาพดีแบบไม่ต้องยุ่งยาก เพราะให้สารอาหารที่จำเป็นอย่างครบถ้วน “ผำ” จัดเป็นหนึ่งในซุปเปอร์ฟู้ดที่กำลังมาแรง และกำลังจะมีอนาคตสดใส จาก “ผำ” ที่เปรียบเสมือนสาวน้อยบ้านๆ ได้ถูกนำมาจับแต่งตัวใหม่ ให้มีความทันสมัยสอดคล้องกับเทรนด์ในปัจจุบันมากขึ้น “ผำ” จึงกลายเป็นพืชที่ถูกจับตามอง ตลาดในประเทศตื่นตัวรู้จักกันเป็นวงกว้างมากขึ้น ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ “ผำ” จะไม่ใช่สาวน้อยพื้นบ้านอีกต่อไป แต่กำลังไปเฉิดฉายในตลาดต่างประเทศ ทีนี้มาดูกันว่าจะมีประเทศอะไรบ้างที่เปิดรับ “ผำ” และเกษตรกรรวมถึงผู้ประกอบการที่สนใจส่งออก ต้องเตรียมตัว และเตรียมเอกสารอย่างไรบ้าง เงื่อนไขการนำเข
