Exclusive Featured

จากพืชน้ำสู่จานอาหาร “ไข่ผำ” สร้างโอกาสใหม่ให้ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม บุกตลาดโลก

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญวิกฤต ทั้งเรื่องพื้นที่การเพาะปลูกที่ลดลง ปัญหาโรคและแมลงระบาดหนัก โดยเฉพาะในระบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งรู้ดีว่าการปลูกพืชให้ปลอดภัยในสภาพอากาศปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย

ในวันนี้ทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านมีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณไก่-คุณภัคภร วนธนานนท์ ผู้ก่อตั้ง Kreen Wolffia ภายในงาน PHAM EXPO 2025 ร่วมเจาะลึกเรื่องราวของ “ไข่ผำ” พืชจิ๋วที่กำลังมาแรง และถูกจับตามองว่าอาจกลายเป็น “ซูเปอร์ฟู้ดแห่งอนาคต” ของทั้งวงการอาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ต่างๆ 

คุณภัคภรได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า “จุดเริ่มต้นเกิดจากอาจารย์วันดี เพื่อนสนิทที่รู้จักกันมากว่า 20 ปี ซึ่งเป็นนักวิจัยและคนแรกที่หยิบยื่น “ไข่ผำ” มาให้รู้จัก แม้ในตอนแรกยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “ไข่ผำ” คืออะไร  ตอนนั้นพี่ก็สนใจเรื่องน้ำผลไม้ และพืชที่มีสารอาหารสูง แต่ยังไม่พบคำตอบที่ใช่ จนกระทั่งได้ฟังการบรรยายจาก อาจารย์อารักษ์ ผู้อนุรักษ์พันธุ์ไข่ผำ และผลักดันการวิจัยคุณค่าทางอาหารของมันอย่างจริงจัง นั่นแหละ…คือจุดเปลี่ยนความคิด”

จากคนที่ไม่เคยรู้จัก กลายเป็นคนที่เห็นศักยภาพของมันว่า  “ไข่ผำไม่ได้หยุดอยู่แค่จานอาหาร แต่มันสามารถแตกยอดไปได้ทุกวงการ” คุณภัคภรได้บอกกับทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านว่า ไม่เพียงแต่พัฒนาผลิตภัณฑ์ซูปเปอร์ฟู้ดสำหรับคน แต่ยังได้รับทุนเพื่อวิจัย “อาหารสัตว์จากไข่ผำ” เพื่อขยายโอกาสและมูลค่าให้กับพืชมหัศจรรย์ชนิดนี้อย่างต่อเนื่อง

ความร่วมมือครั้งนี้เริ่มต้นจากการจับมือกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) โดยให้ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยช่วยดูแลในส่วนของการเพาะเลี้ยงและฟาร์มไข่ผำ ส่วนพี่ไก่รับหน้าที่พัฒนาแบรนด์ วางแผนตลาด และออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ภายใต้แนวคิดที่ว่า “จะทำอย่างไรให้ผำกลายเป็นผำฉะ” ผำที่ไม่ใช่แค่พืชอาหาร แต่กลายเป็นคาแรกเตอร์ที่มีชีวิตในตลาด


จากแนวคิดนี้เองจึงเกิดการคอลแลปส์กับหลากหลายแบรนด์ หนึ่งในนั้นคือ โรงคั่วกาแฟมหานคร ที่ขึ้นชื่อด้านกาแฟนำเข้าและเครื่องชงแบบโฮมเมด โดยพี่ไก่ได้เข้าไปพูดคุยกับทีมร้าน เพื่อหาแนวทางในการสร้างสรรค์ “เมนูผำฉะ” สำหรับคาเฟ่ เช่น การผสมผำลงในเมนูกาแฟหรือเครื่องดื่มสุขภาพ สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค

จากแค่แนวคิดเล็กๆ สู่การต่อยอดเชิงธุรกิจในรูปแบบ ดูโอ้แห่งวงการเกษตรและกาแฟ นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของการสร้างตลาดใหม่ให้กับ “ไข่ผำฉะ” ที่ไม่ใช่แค่ของกิน…แต่เป็นไลฟ์สไตล์

ทำไม “ผำ” ถึงเป็นมากกว่าเครื่องดื่มสุขภาพ เพราะคือการเพิ่มคุณค่า…ให้มากกว่าคาเฟอีน

หลายคนอาจสงสัยว่า “ไข่ผำ” จะเข้ากับเมนูเครื่องดื่มได้อย่างไร? แต่จริงๆ แล้ว เครื่องดื่มทั่วไปที่เราดื่มกันทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นกาแฟ ชา มักให้คุณค่าแค่เฉพาะบางสาร เช่น คาเฟอีน หรือน้ำตาล

แต่เมื่อนำ “ผำ” มาเป็นส่วนผสมเพิ่มเติม สิ่งที่ได้กลับไปไม่ใช่แค่รสชาติหรือสีสัน แต่คือ คุณค่าทางโภชนาการที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกรดอะมิโน โปรตีน หรือสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งน่าสนใจมากเพราะผำมีลักษณะของเท็กซ์เจอร์ที่เข้ากันได้ดีกับทั้งเครื่องดื่มและอาหารหลากหลายชนิด

แนวคิดของคุณภัคภรไม่ใช่การนำ “ผำฉะ” ไปแข่งขันกับมัทฉะ แต่กลับมองว่าผำฉะสามารถ “จับมือกับมัทฉะ” ได้ จาก “มัทฉะที่ให้คาเฟอีน” เราเติมเต็มด้วย “ผำฉะที่ให้โปรตีน” เปลี่ยนเครื่องดื่มธรรมดาให้กลายเป็น เมนูสุขภาพแบบดูโอ้ ที่ให้ได้ทั้งพลังงานและสารอาหารในเวลาเดียวกันช

“ไข่ผำ” แค่กระแส หรือโอกาสทอง ของโปรตีนแห่งอนาคต

หลายคนอาจตั้งคำถามว่าการเลี้ยงผำหรือเข้าสู่วงการ “ผำฉะ” เป็นเพียงแค่กระแสที่มาแล้วก็ผ่านไปหรือเปล่า? เลี้ยงแล้วจะไปรอดไหม? แต่แท้จริงแล้ว สินค้าที่เกิดจากกระแส มักเริ่มจากความไม่รู้ แต่ถ้าใครเข้ามา ด้วยความเข้าใจ จะเห็นได้ทันทีว่า “ตลาดของผำ” นั้นกว้างไกลกว่าที่คิด ไม่ได้หยุดอยู่แค่ผำฉะในแก้วเครื่องดื่มเท่านั้น แต่นี่คือ โปรตีนแฮนด์เมดจากธรรมชาติ ที่พร้อมจะต่อยอดได้อีกมากมาย

ถ้ารู้จัก “ผำ” ให้ลึกซึ้งพอ จะพบว่านี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ของเกษตรกรยุคใหม่ ที่ไม่ใช่แค่ตามกระแส แต่เข้าใจตลาด รู้คุณค่า และพร้อมปลุกปั้นสิ่งเล็กๆ ให้กลายเป็นสินค้ามหาศาลได้จริง

แนวทางสำหรับเกษตรกรผู้สนใจเลี้ยง “ไข่ผำ” อย่าหยุดแค่เลี้ยง ต้องรู้ให้ลึก และคิดให้ไกล

หากคุณเป็นเกษตรกรที่กำลังเริ่มเลี้ยง “ไข่ผำ” หรือสนใจเข้าสู่ตลาดนี้ สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การเลี้ยงให้ได้ผลผลิตเท่านั้น แต่ต้อง “รู้ให้ลึก รู้ให้จริง” เข้าใจทั้งสายพันธุ์ วิธีเลี้ยง และศักยภาพในการต่อยอด

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือ “การครีเอท” การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือเมนูใหม่ๆ จากไข่ผำ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่ม อาหาร หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพื่อให้สามารถ “หาตลาดของตนเอง” และสร้างจุดยืนในวงการได้อย่างมั่นคง อย่ารอให้ตลาดมาหาเรา แต่จงออกแบบตลาดที่เหมาะกับของเราเอง  ไข่ผำอาจเล็ก แต่โอกาสทางธุรกิจใหญ่มาก หากรู้จักต่อยอดอย่างสร้างสรรค์

ไอเดียและกลยุทธ์การตลาด “ผำฉะ” จากมือครีเอทีฟสู่สินค้าสุขภาพยุคใหม่

ไอเดียสร้างสรรค์ผำฉะนั้นมาจากไหน เดิมคุณภัคภรทำงานสายกราฟิกดีไซเนอร์และครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ที่คอยจับตาดูตลาด ทุกครั้งที่คิดอะไร จะเริ่มต้นจากการมองหา Pain Point หรือปัญหาที่ผู้บริโภคกำลังเผชิญอยู่ แล้วออกแบบสินค้าให้ตอบโจทย์นั้นอย่างตรงจุด

สำหรับการตลาดผำฉะ เริ่มต้นด้วยการสำรวจ “ตลาดอาหารและเครื่องดื่ม” กำลังขาดอะไรหรือมีปัญหาอะไร เช่น ผู้บริโภคชานมไข่มุกส่วนใหญ่ได้รับไขมันและคอเลสเตอรอลสูง จึงเกิดคำถามว่า เราจะทำอย่างไรให้ชานมไข่มุกยังคงความอร่อย แต่เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ
คุณภัคภร จึงเกิดไอเดียนำ ผงผำฉะ มาผสมในเครื่องดื่ม เพื่อเสริมโปรตีนและสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพ บางรายยังพัฒนาต่อยอดเป็นไข่มุกโปรตีนสูง เพื่อเพิ่มมูลค่าและทางเลือกให้ผู้บริโภคมากขึ้น

ผลตอบรับในช่วงนี้น่าพอใจมาก จากที่ทดลองตลาดในร้านค้าส่งระดับแม็กโคร โลตัส และโมเดิร์นเทรดใหญ่ๆ ลูกค้าเริ่มให้ความสนใจและเข้าใจผลิตภัณฑ์มากขึ้น ตอนแรกอาจมีคำถามเรื่องวิธีล้างหรือการใช้งาน แต่เมื่อได้ลองชิมแล้วก็กลับมาซื้อซ้ำ และบอกต่อไปยังคนรอบข้างอย่างต่อเนื่อง

นี่คือบทพิสูจน์ว่า “การจับจุดปัญหาอย่างแม่นยำ ร่วมกับการสร้างสรรค์สินค้าใหม่ ๆ” สามารถสร้างโอกาสและขยายตลาดสินค้าเกษตรสู่ผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง

ไข่ผำไทย…กำลังเป็นที่จับตามองในตลาโลก โอกาสทองที่มาพร้อมกับ “ความเข้าใจผู้บริโภค”

ปัจจุบัน ไข่ผำจากประเทศไทยเริ่มเป็นที่สนใจในตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะ ญี่ปุ่น อาหรับ และกลุ่มประเทศในยุโรป ที่ต่างเริ่มติดต่อเข้ามาเพื่อสอบถามถึงศักยภาพของวัตถุดิบเล็กๆ ชนิดนี้

คำถามที่มักได้ยินจากฝั่งต่างประเทศก็คือ “ไข่ผำเอาไปทำอะไรได้บ้าง?” คุณภัคภร จึงบอกว่า “นี่แหละคือจังหวะสำคัญที่เราต้องรู้จัก “ขายคุณค่า” ของไข่ผำให้เขาเห็นภาพ การนำเสนอของเราต้องไม่ใช่แค่บอกว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่ต้องแปลงให้เห็นว่า มันกลายเป็นอาหารหน้าตาแบบไหนได้บ้าง และต้องเริ่มจากสิ่งที่ “ผู้บริโภคคุ้นเคย” เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เขาอยากลอง”

เช่น หากจะเจาะตลาดญี่ปุ่น เราอาจเสนอเมนู “เส้นราเมงจากไข่ผำ” แค่พูดว่าราเมง คนก็นึกภาพออกและรู้สึกอยากชิม หรือถ้าจะบุกตลาดเบเกอรี่ ก็อาจเริ่มจากเมนูง่าย ๆ อย่าง “ขนมเปี๊ยะใส่ไข่ผำ” ซึ่งเป็นของคุ้นตา พอบอกว่าเป็นสูตรใหม่ใส่ไข่ผำ คนก็อยากลองทันที

ต่างจากเมนูที่ดูแปลกเกินไป เช่น “หมูจุ่มจากไข่ผำ” ที่แม้จะสร้างสรรค์ แต่หากฟังแล้วจับต้องยาก ก็อาจทำให้ผู้บริโภคถอยห่างแทนที่จะเปิดใจ

เพราะฉะนั้น หากอยากผลักดันไข่ผำไทยสู่ตลาดโลก ต้องเริ่มจากความเข้าใจว่า “ตลาดต้องการอะไร” แล้วออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ใกล้ชิดชีวิตประจำวันมากที่สุด

Related Posts