ไร่สุขพ่วง
โกโก้ พืชเศรษฐกิจของโลก แต่เหมือนเป็นพืชฝันร้ายของใครหลายคน ถ้าหากย้อนไปเมื่อ 30 ปีก่อน เชื่อว่าเกษตรกรหลายท่านคงเคยได้ยินข่าว หรือเจอมาเองกับตัวเองในทำนองทำท่าทีมาส่งเสริมให้ปลูกโกโก้ บางคนเชื่อถึงขั้นยอมโค่นสวนยางสวนปาล์มทิ้ง หรือบางคนโดนหลอกขายต้นพันธุ์ สุดท้ายไม่มีตลาดรับซื้อ ไร้เงาคนรับผิดชอบ กลายเป็นแผลที่ติดอยู่ในใจของเกษตรกรยุคนั้น ที่พอได้ยินเรื่องของโกโก้ ที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปลูก การแปรรูป หรือการส่งเสริมด้านองค์ความต่างๆ ที่เกี่ยวกับโกโก้ มักจะได้รับกระแสในด้านลบมากกว่าด้านบวก แต่มาวันนี้ “โกโก้” เปลี่ยนไป “โกโก้” ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่พืชขายฝัน แต่เป็นพืชทางเลือกสร้างมูลค่าสูง เพียงแค่ปรับเปลี่ยนแนวคิดจากเดิมที่ต้องพึ่งพาตลาดรับซื้อเพียงอย่างเดียว ก็หันมาปลูกและแปรรูปแบบครบวงจรไปเลย คุณพอต-อภิวรรษ สุขพ่วง เจ้าของไร่สุขพ่วง อยู่บ้านเลขที่ 107 หมู่ที่ 10 ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ผู้เป็น เรี่ยวแรงสำคัญในการขับเคลื่อนการสร้างรายได้ในชุมชน จากการทำเกษตรผสมผสาน และต่อยอดรายได้จากการแปรรูปผักผลไม้ที่ชาวบ้านปลูกกันเองในชุมชน พร้อมเปิดศูนย์การเรียนรู้ ให้กับบุคคลทั่ว
การเปลี่ยนพื้นที่ที่เป็นมรดกให้กลายเป็นแหล่งผลิตอาหารอินทรีย์ โดยการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์แบบผสมผสาน และต่อยอดเป็นศูนย์เรียนรู้ส่งต่อกิจกรรมให้กับคนในชุมชนและผู้ที่สนใจ เป็นแนวคิดของ คุณอภิวรรษ สุขพ่วง ผู้ก่อตั้งไร่สุขพ่วง ศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิถีไทย อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี คุณอภิวรรษ สุขพ่วง เป็นเด็กไทยที่จบในระบบการศึกษาไทย เติบโตมาในครอบครัวที่พ่อและแม่รับราชการครู ซึ่งตั้งความหวัง คือการเห็นลูกมีงานทำที่ดีและมีอนาคต การเรียน และจบการศึกษาที่สูง คือคำตอบที่เขาต้องทำให้กับครอบครัวในเวลานั้น จากเด็กบ้านนอกที่มีโอกาสเข้าไปเรียนในเมือง จบการศึกษาและเริ่มทำงานตามหลักสูตรที่เรียน ทำให้เขาได้เห็นวิกฤตที่เกิดขึ้นในประเทศ นั่นคือ ความเสื่อมของสังคม “สิบปีแล้วผมเรียนจบในระบบการศึกษาไทยเหมือนคนอื่น การเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองทำให้ผมเองได้เห็นอะไรหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเกิดสงครามกลางเมือง เกิดภัยพิบัติธรรมชาติ มีโรคระบาด และปัญหาความอดยากในเมือง ทำให้ผมหยุดคิดว่าเราอยู่ตรงนี้เพื่ออะไร อนาคตเราจะเป็นอย่างไรในยุคที่เหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย จึงเกิดคำถามว่า ถ้าเราไม่มีเงิน แต่มีแหล่
ปัจจุบันที่ดินคือสินทรัพย์หายาก และมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ การครอบครองพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นร้อยไร่สำหรับการเกษตรจึงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เขตเมืองและแหล่งท่องเที่ยว ดังนั้น การปรับตัวจึงเป็นสิ่งที่เกษตรกรต้องทำเพื่อเป็นทางรอด และต้องหาโอกาสสร้างมูลค่าจากพื้นที่น้อยๆ ของเราให้ได้ ไร่สุขพ่วง เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการทำเกษตรผสมผสานที่ประสบความสำเร็จแม้มีพื้นที่จำกัด แต่สามารถบริหารจัดการและสร้างประโยชน์จากพื้นที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เกินกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ ก็คงไม่เกินจริง พอต-อภิวรรษ สุขพ่วง ผู้สร้างอาณาจักรไร่สุขพ่วง ที่เนรมิตรพื้นที่ 25 ไร่ ให้มีทุกอย่างครบครันตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง อุดมไปด้วยป่าไม้ แหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และที่อยู่อาศัย ไร่สุขพ่วงจึงเป็นข้อพิสูจน์ว่า ความอุดมสมบูรณ์ที่แท้จริง ไม่ได้วัดกันที่ขนาดพื้นที่ แต่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการอย่างเข้าใจธรรมชาติและพอเพียง คุณพอตเล่าว่า ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา ไร่สุขพ่วงต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะสภาพภูมิอากาศที่ไม่แน่นอน ทั้งปริมาณน้ำฝนที่ลดลง และอุณหภูมิที่ร้อนระอุ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำใ
“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ที่พระราชทานมานานกว่า 30 ปี เป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย เป็นแนวทางการพัฒนาที่ตั้งบนพื้นฐานของทางสายกลาง และความไม่ประมาท คำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง ตลอดจนใช้ความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต ที่สำคัญจะต้องมี “สติ ปัญญา และความเพียร” ซึ่งจะนำไปสู่ “ความสุข” ในการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง คุณอภิวรรษ สุขพ่วง (คุณพอต) อยู่บ้านเลขที่ 107 หมู่ที่ 10 ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ผู้น้อมนำคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างยอดเยี่ยม คุณพอต เล่าว่า หลังจากที่เรียนจบปริญญาตรี จากคณะการจัดการอุตสาหกรรม ได้เดินทางกลับบ้านเพื่อจะมาทำอาชีพเกษตรกรรมทันที ไม่ได้มองสายงานที่เรียนมา เนื่องจากที่บ้านมีพื้นที่มรดกไว้แต่ไม่มีใครสร้างประโยชน์ ปล่อยให้เป็นพื้นที่รกร้าง และด้วยนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนรักธรรมชาติ และมีความคิดที่อยากเป็นนายตัวเอง ไม่อยากเป็นลูกน้องใ
“ผมไม่ขายผักผลไม้สด แต่นำกล้วยมาอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ต้นกุยช่ายมาทำขนม ใบย่านางมาทำชา หรืออย่างอ้อย ชาวบ้านปลูกใช้พื้นที่ 10, 20 ไร่ ขายส่งให้โรงงานผลิตน้ำตาล ก็ถูกกดราคา แต่ผมเรียนรู้กระบวนการหีบอ้อย นำภูมิปัญญาบรรพบุรุษมาใช้ เพื่อทำน้ำตาลอ้อยเอง ปลูกทุกอย่างในรูปแบบอินทรีย์ พื้นที่ปลูกอ้อยแค่ 1.5 ไร่ แต่สามารถทำรายได้เทียบเท่าคนที่ปลูกเป็นสิบๆ ไร่” ยุติกับดักมนุษย์เงินเดือน สู่เกษตรอินทรีย์วิถีไทย ชีวิตวัยเด็ก กับภาพที่เห็นปู่ย่า ตายาย ปลูกข้าว ปลูกผัก มีกินมีใช้อย่างไม่ขัดสน ความสุขเกิดในบ้านหลังเล็กๆ นั่นเพราะรู้จักคำว่า “พอเพียง” นี่จึงเป็นเหตุผลให้เด็กหนุ่มวัยเพียง 20 ปีต้นๆ ยุติการทำงานในระบบลูกจ้าง เพื่อเดินตามรอยความสุข ที่คนรุ่นก่อนเก่าดำเนินมา กับเกษตรอินทรีย์วิถีไทย คุณอภิวรรษ สุขพ่วง เขาคือเจ้าของความสุขกับวิถีพอเพียง ณ “ไร่สุขพ่วง” ตั้งอยู่ อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี จากพื้นที่แห้งแล้ง ดินเสีย ขาดน้ำ เด็กหนุ่มคนนี้มุ่งหน้าฟื้นฟู ด้วยการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ปลูกข้าว สร้างแหล่งน้ำ สร้างบ้านอยู่อาศัย และเสริมด้วยกิจกรรมเลี้ยงสัตว์เพื่ออาศัยผลพลอยได้ แต่ไม่ใช่เ
