Featured ฟาร์มล้ำ เกษตรยั่งยืน

‘น้ำ นา ป่า บ้าน’ โมเดลสู่ความยั่งยืนพื้นที่น้อย รายได้สูง

ปัจจุบันที่ดินคือสินทรัพย์หายาก และมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ การครอบครองพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นร้อยไร่สำหรับการเกษตรจึงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เขตเมืองและแหล่งท่องเที่ยว ดังนั้น การปรับตัวจึงเป็นสิ่งที่เกษตรกรต้องทำเพื่อเป็นทางรอด และต้องหาโอกาสสร้างมูลค่าจากพื้นที่น้อยๆ ของเราให้ได้

ไร่สุขพ่วง เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการทำเกษตรผสมผสานที่ประสบความสำเร็จแม้มีพื้นที่จำกัด แต่สามารถบริหารจัดการและสร้างประโยชน์จากพื้นที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เกินกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ ก็คงไม่เกินจริง

พอต-อภิวรรษ สุขพ่วง ผู้สร้างอาณาจักรไร่สุขพ่วง

พอต-อภิวรรษ สุขพ่วง ผู้สร้างอาณาจักรไร่สุขพ่วง ที่เนรมิตรพื้นที่ 25 ไร่ ให้มีทุกอย่างครบครันตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง อุดมไปด้วยป่าไม้ แหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และที่อยู่อาศัย ไร่สุขพ่วงจึงเป็นข้อพิสูจน์ว่า ความอุดมสมบูรณ์ที่แท้จริง ไม่ได้วัดกันที่ขนาดพื้นที่ แต่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการอย่างเข้าใจธรรมชาติและพอเพียง

คุณพอตเล่าว่า ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา ไร่สุขพ่วงต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะสภาพภูมิอากาศที่ไม่แน่นอน ทั้งปริมาณน้ำฝนที่ลดลง และอุณหภูมิที่ร้อนระอุ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้พืชยืนต้นตาย


ด้วยเหตุนี้การปรับตัวจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เราต้องเปลี่ยนจากการปลูกพืชเดิม เช่น กล้วย มะม่วง อ้อย ซึ่งไม่สามารถทนทานต่อปรากฏการณ์คลื่นความร้อนสูงได้ ไปสู่การปลูกพืชที่เหมาะสมกว่าอย่างไผ่ ซึ่งที่ไร่สุขพ่วงได้เริ่มมีการปลูกไผ่มาเป็นระยะเวลากว่า 5 ปีแล้ว

สิ่งแรกที่ไร่สุขพ่วงเริ่มต่อสู้ คือการปรับตัวสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหา ความอดอยากหิวโหยของคนในชุมชน ซึ่งในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19 ทำให้เห็นชัดเลยว่าคนในชุมชนเริ่มกลับเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น ทำให้เราต้องรีบผลิตอาหารเพื่อรองรับญาติพี่น้องและชาวบ้านที่ต้องย้ายกลับมาจากเมืองอย่างกะทันหัน ซึ่งเราต้องไม่เพียงแต่เลี้ยงตัวเองให้รอด แต่ต้องสร้างอาชีพและรายได้รองรับชุมชนที่จะเกิดขึ้น

รวมถึงการปรับตัวตามกระแสค่านิยมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จากการขายผลผลิตสดที่ต้องเผชิญกับความเสียหาย เราได้เปลี่ยนมาสู่การแปรรูป และก้าวต่อไปคือการผลิตอาหารที่สอดคล้องกับเทรนด์สุขภาพ เช่น ซูเปอร์ฟู้ด โปรตีนทางเลือก และแพลนท์เบส เพื่อเน้นความเข้มข้นทางโภชนาการ

“ประสบการณ์ 10 ปี สอนให้เราปรับตัวในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการศึกษา เพราะการทำเกษตรไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัว และมักจะมีบทพิสูจน์และความท้าทายที่เกิดขึ้นเสมอ โดยเฉพาะกับปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ อย่าง ดิน ฟ้า อากาศ เราจึงต้องสร้างแผนสำรองและภูมิคุ้มกันเพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อใดที่เกิดเหตุปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้เข้ามา เราก็ยังมีแหล่งอาหารสำรอง ไม่ว่าจะเป็นพืชโปรตีนทางเลือก หรือแหล่งคาร์โบไฮเดรตอื่นๆ เพราะฉะนั้นการไม่หยุดคิดและพัฒนาจะเป็นหนทางเดียวที่จะพาเราไปสู่ความยั่งยืนได้

อย่างที่ไร่สุขพ่วงของเราจะทำเกษตรแบบไร่นาสวนผสมโดยการแบ่งเป็นโครงสร้างใหญ่ๆ คือ น้ำ นา ป่า บ้าน เป็นเสาหลัก 4 เสา ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ครบแล้ว สองก็คือมาลงรายละเอียดในส่วนของแหล่งน้ำ เราได้พัฒนาให้เป็นพื้นที่ทำมาหากินและแหล่งเรียนรู้ โดยมีการทำประมงน้ำจืด และเลี้ยงปลาเบญจพรรณอย่างยั่งยืน ด้วยการผลิตอาหารปลาคุณภาพสูงใช้เอง สิ่งที่สร้างปฏิสัมพันธ์คือการนำเสนอกิจกรรมเชิงเกษตรที่น่าสนใจ เช่น การปั้นอาหารปลา และให้นักท่องเที่ยวร่วมสนุกด้วยการ ยิงอาหารปลาด้วยหนังสติ๊กลงบ่อ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้รวมถึงการเลี้ยงหอยและสัตว์น้ำอื่นๆ อีกมากมาย เป็นการสร้างมูลค่าทั้งในเชิงผลผลิตและประสบการณ์ท่องเที่ยว

สามเป็นในส่วนของพื้นที่สีเขียวหรือป่าไม้ ซึ่งสามารถเรียกได้ว่าเป็นวนเกษตร ป่า 5 ระดับ หรือ ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง คือการใช้พื้นที่ทั้งในแนวราบและแนวดิ่งอย่างคุ้มค่า

เราใช้หลักการปลูกพืชภายใต้ร่มเงา เพื่อจัดชั้นพืชตามความชอบแสง แต่เดิมการปลูกไผ่ป่า ซึ่งเป็นไม้โตเร็วที่ให้ร่มเงา จะทำให้พื้นที่ใต้กอไผ่ไม่สามารถปลูกพืชอื่นได้ และกลายเป็นพื้นที่ใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า ไร่สุขพ่วงจึงคิดค้นวิธีการดักร่องไผ่ เพื่อป้องกันไม่ให้รากไผ่รบกวนการเจริญเติบโตของพืชแซมมูลค่าสูง เช่น ผักกูด กาแฟ โกโก้ และทุเรียน การขุดร่องนี้ได้เปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้พื้นที่ใต้ร่มไผ่กลายเป็นแหล่งปลูกสมุนไพร ไม้ผล และไม้มูลค่าสูงได้ทั้งหมด

ซึ่งการจัดการนี้คือคำตอบสำหรับคำถามที่ชาวบ้านมักถามว่า “ถ้าต้นไม้มีอายุ 20-30 ปี กว่าจะตัดได้ แล้วระหว่างปีที่ 1-19 เราจะเอาอะไรกิน” การบอกให้ชาวบ้านปลูกป่าเพื่อลดโลกร้อนและดูดซับก๊าซเรือนกระจกเป็นสิ่งที่ดี แต่ชาวบ้านก็ต้องการรายได้ทุกวัน ดังนั้น วนเกษตรที่ให้ผลผลิตกินได้และขายได้ในทุกช่วงอายุของต้นไม้ จึงเป็นแนวทางเดียวที่จะสร้างรายได้และทำให้การปลูกป่าเป็นเรื่องที่ยั่งยืนสำหรับชุมชน”

โดยส่วนหนึ่งของการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าไม้ คือการสร้างดินขุยไผ่ เราได้คิดค้นวิธีผลิตดินปลูกคุณภาพสูงภายใน 25 วัน ด้วยการขุดร่องและนำเศษวัสดุมาหมักทับถม ซึ่งอาศัยการย่อยสลายของจุลินทรีย์ในกอไผ่ จนได้ดินอเนกประสงค์ที่ช่วยเพิ่มผลผลิตนำไปปลูกอะไรก็งาม

และในส่วนของคอกสัตว์ เราเลี้ยงสัตว์หลากหลายชนิดทั้งหมูป่า ไก่งวง ไก่ไข่ เป็ด เพื่อเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกราคาถูกที่ใช้บริโภคในครอบครัวเป็นหลัก สัตว์เหล่านี้ยังช่วยในการกำจัดขยะอินทรีย์ทุกชนิดที่เกิดขึ้นในไร่ ทั้งเศษอาหาร ของเหลือทางการเกษตร และเศษพืชต่างๆ ทำให้เกิดระบบนิเวศที่พึ่งพาตนเองและมีประสิทธิภาพสูงสุด

สุดท้ายคือพื้นที่บ้าน ซึ่งถูกพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และแปรรูปของชุมชน ที่นี่มีอาคารสำหรับจำหน่ายสินค้า เป็นจุดรวมตัว และมีโรงแปรรูปส่วนกลาง พร้อมเตาชีวมวลชุมชน ชาวบ้านเพียงแค่นำวัตถุดิบมาใช้เครื่องมือที่นี่ ไม่ว่าจะต้ม นึ่ง ทอด หรือทำกล้วยฉาบ เผือกฉาบ

ที่สำคัญ เราใช้พลังงานสะอาดโซลาร์เซลล์ ทำให้ชาวบ้านสามารถใช้น้ำฟรี ไฟฟรี และพลังงานฟรี ซึ่งสำคัญมาก เพราะต้นทุนด้านพลังงานคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของราคาสินค้า การใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วให้คุ้มค่าจึงเป็นเรื่องที่ต้องมองให้ลึกซึ้งกว่าคนอื่น

“การดิ้นรนสอนให้เรามองหาคุณค่าที่ซ่อนอยู่ อย่างเช่น ไผ่ป่า ที่หลายคนมองว่ามีประโยชน์แค่ลำเพื่อนำไปขาย แต่ที่ไร่สุขพ่วง เราใช้ลำไผ่เป็นเชื้อเพลิง สำหรับทำน้ำตาลอ้อยและแปรรูปผลผลิต เรายังใช้แขนงหนามมาเผาเป็นถ่านไบโอชาร์ เพื่อบำรุงดิน และกวาดใบไผ่ที่ร่วงทุกวันมาทำดินขุยไผ่ ซึ่งนี่คือประโยชน์ที่ได้โดยยังไม่ต้องตัดต้นไผ่เลย

ไผ่ป่าที่ไร่สุขพ่วงวิจัยพบว่าเป็นไม้ไผ่ที่ให้ความเย็นที่สุด โดยสามารถลดอุณหภูมิได้ 7-10 องศาเซลเซียส และสร้างความชื้นสัมพัทธ์สูงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ตลอดปี ไผ่จึงเป็นทั้งร่มเงา ตัวสร้างความชื้น และตัวเร่งให้พืชอื่นๆ เช่น กาแฟโรบัสต้า ผักกูดโกโก้ ที่เคยปลูกไม่ได้ในอำเภอจอมบึงที่แห้งแล้ง กลับมาปลูกได้สำเร็จ เราอยากให้ทุกคนมองว่า ต้นไม้หนึ่งต้นให้อะไรได้มากกว่าที่เราคิด” คุณพอต กล่าวทิ้งท้าย

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 089-379-8950 หรือติดต่อได้ที่เฟซบุ๊ก : ไร่สุขพ่วง

Related Posts