SCG
การเผชิญกับภัยธรรมชาติที่รุนแรง เช่น น้ำท่วม น้ำแล้ง และ PM2.5 นับเป็นปัญหาหลักของประชาคมโลก ที่มีสาเหตุจากวิกฤตโลกเดือด ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการผลักดันประเทศไทยไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน เพื่อแก้ปัญหาโลกเดือดในระยะยาว โดยในปีที่ผ่านมา มีการผนึกกำลังทำงานแบบบูรณาการของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ที่ต่างร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียวในการทำภารกิจที่ท้าทายนี้ ล่าสุด วันที่ 30 กันยายน 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แสดงวิสัยทัศน์ หัวข้อ “การผลักดันศักยภาพประเทศไทย เพื่อเร่งเปลี่ยนสู่สังคมคาร์บอนต่ำไปด้วยกัน” ในงาน “ESG SYMPOSIUM 2024: Driving Inclusive Green Transition” กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศโลกนั้น ส่งผลกระทบต่อภัยธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง โดยมีภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องคนไทยถึง 137 ครั้ง ทำให้ไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 9 ในเรื่องของประเทศที่เสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เหตุการณ์ที่น่ากังวลและเกิดขึ้นแล้ว
DECAAR by SCG แบรนด์ผู้นำด้านวัสดุตกแต่งโดยเฉพาะงานฟาซาด ตอบโจทย์เทรนด์วัสดุและงานดีไซน์ ที่สอดรับกับบ้าน Tropical House เข้ากับภูมิอากาศของเมืองไทย พร้อมคำนึงถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขยายผลิตภัณฑ์สู่ฟาซาดอะลูมิเนียม SCG ALU-X (อลู-เอ็กซ์) วัสดุอะลูมิเนียมแห่งอนาคตที่ดีไซน์มาพร้อมกับฟังก์ชั่น ด้วยเข้าใจความต้องการใช้งานวัสดุตกแต่งสำหรับงานบ้านและอาคารอย่างลึกซึ้ง จากการศึกษาความต้องการและเทรนด์การออกแบบใหม่ๆ อยู่เสมอ DECAAR by SCG พบว่าลูกค้ามีความต้องการวัสดุที่สวยงาม น้ำหนักเบา ติดตั้งและดูแลรักษาง่าย และที่สำคัญต้องได้มาตรฐานวางใจได้ DECAAR by SCG จึงนำองค์ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์ ผสานกับความเชี่ยวชาญด้านสถาปัตย์และวิศวกรรม พัฒนาฟาซาดระแนงตกแต่งจากวัสดุอะลูมิเนียม SCG ALU-X ที่มีคุณภาพมาตรฐานสากล คุณไกรฤกษ์ คงคาศรี Chief Marketing Officer Housing Product Solution Business ในธุรกิจซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี เล่าถึงการเปิดตัวฟาซาดจากกลุ่มวัสดุอะลูมิเนียม (SCG ALU-X) ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งและรักษาตำแหน่งผู้นำด้านฟาซาดโซลูชันของ DECAAR by SCG “DECAAR by SCG มุ่งมั่น
กรุงเทพฯ : 8 ธันวาคม 2564 – เอสซีจี ประกาศเดินหน้าธุรกิจควบคู่กู้วิกฤตโลกร้อน ทรัพยากรขาดแคลน และลดความเหลื่อมล้ำ ชูธง ESG 4 Plus “มุ่ง Net Zero – Go Green – Lean เหลื่อมล้ำ – ย้ำร่วมมือ” ประมาณการเงินลงทุนเบื้องต้น 70,000 ล้านบาท ในการปรับปรุงกระบวนการผลิต และพัฒนาธุรกิจคาร์บอนต่ำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิลง ร้อยละ 20 ภายในปี 2030 รวมถึงพัฒนา Deep Technology เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2050 ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ 5 ล้านตัน ด้วยการระดมปลูกต้นไม้ 3 ล้านไร่ ต่อยอดสร้าง 130,000 ฝาย เร่งดันนวัตกรรมรักษ์โลกเพิ่มขึ้น 2 เท่า อาทิ สินค้าฉลาก SCG Green Choice,นวัตกรรมการก่อสร้าง CPAC Green Solution, SCG Green Polymer และบรรจุภัณฑ์รีไซเคิล-ย่อยสลาย 100% ลดสังคมเหลื่อมล้ำ ตั้งเป้าสร้างอาชีพที่ตลาดต้องการ 20,000 คน ประกาศร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อส่งมอบโลกที่น่าอยู่ให้คนรุ่นต่อไป ภายใต้การดำเนินงานอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า โลกกำลังเผชิญวิกฤตใหญ่ ได้แก่ อากาศแปรปรวน จากอุณหภูมิโลกสูงขึ้น
ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศหรือ Climate Emergency กลายเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดของมนุษยชาติในเวลานี้ทั้ง ภัยพิบัติ โรคระบาดใหม่ ความหลากหลายทางชีวภาพที่ถูกทำลายและอีกสารพัดผลลัพธ์ที่ตามมา ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตเท่านั้น แต่ยังมีผลกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนในทุกระดับ World Economic Forum (WEF) ประเมินงบประมาณที่จะใช้ในการต่อสู้กับปัญหาที่เกิดจากภาวะโลกร้อนสูงถึงปีละ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 52 ล้านล้านบาท ภายในปี 2050 หรืออีกเพียง 30 ปีจากนี้ และจะแตะรับถึง 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 918 ล้านล้านบาท ต่อปี ในปี 2075 ซึ่งถือเป็นราคาที่สูงมากกับสิ่งที่ต้องจ่ายให้กับปัญหาที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ ไม่เพียงแต่โลกที่เจ็บปวด ความฝันของคนรุ่นหลังก็จะถูกทำลายไปด้วย จากงานวิจัยและผลการศึกษาโดยองค์กรชั้นนำระดับโลก ทำให้เราเห็นภาพที่น่าเป็นห่วงสำหรับอนาคตของลูกหลานที่จะเติบโตและใช้ชีวิตต่อไปในสิ่งแวดล้อมที่มีความเสี่ยงและการแก้ปัญหาก็ท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ใกล้ตัวมากที่สุดอย่างช็อกโกแล็ต อาจจะกลายเป็นของแปลกในอนาคต เมื่อผู้เชี่ยวชาญ
สถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและธุรกิจทั่วโลก ที่สำคัญยังไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลายาวนานเพียงใด กว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและกลับสู่ระดับก่อนเกิดการระบาด ทว่า ในมุมมองของ “รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส” กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กลับมองว่า “ในวิกฤต ย่อมมีโอกาส” รวมถึงความท้าทายในการผลักดันการเติบโต เอสซีจีจึงได้กำหนด “ทิศทาง” การดำเนินธุรกิจในปี 2564 ให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนผ่าน ยุค New Normal “วิกฤตโควิด-19 ในไทยและทั่วโลกรุนแรงมาก แต่เราประเมินว่าสถานการณ์ตอนนี้ คล้ายว่าโลกจะผ่านจุดต่ำสุดของการระบาดไปแล้ว โดยในเดือนกุมภาพันธ์ทั่วโลกมีจำนวนคนที่ฉีดวีคซีนป้องกันโควิด-19 ไปแล้ว 150 ล้านคน แซงหน้าคนที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีกว่า 100 ล้านคนทั่วโลก เดินสู่เป้าหมายในการฉีดวัคซีนในสัดส่วน 15% ของประชากรโลก” กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าว จากการประเมินสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้เอสซีจีต้องเร่งเดินหน้าคว้าโอกาสในการดำเนินธุรกิจโดยมุ่งเร่งพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ตอบโจทย์การพัฒนาสินค้าและบริการ พร้อมโซลูชันครบวงจร ให้สอดคล้องกับแนวโน้มของผู้บริโภคทั่
จากความต้องการใช้ทรัพยากรที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้หลายภาคส่วนหันมาหาทางออกที่ยั่งยืน เพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรให้คุ้มค่าสูงสุด หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) หรือการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าสูงสุดจึงถูกพูดถึงและนำมาปรับใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น ด้วยการปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบดั้งเดิมจากการใช้ทรัพยากรแบบผลิต-ใช้-ทิ้ง (Take-Make-Dispose) เป็นผลิต-ใช้-วนกลับ (Make-Use-Return) “เอสซีจี” หนึ่งในองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงได้ส่งเสริมแนวคิด “ใช้ให้คุ้ม แยกให้เป็น ทิ้งให้ถูก” สู่การปฏิบัติจริง และผนึกกำลังกับพันธมิตร เพื่อต่อยอดและขยายแนวคิดนี้ไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม บางซื่อโมเดล-จากนโยบายสู่การปฏิบัติ เอสซีจี ได้แปลงหลัก Circular Economy จากนโยบายไปสู่การปฏิบัติ โดยเริ่มจากโครงการ “บางซื่อโมเดล” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวปฏิบัติ “SCG Circular way” ที่มุ่งจัดการของเสียภายในสำนักงานใหญ่บางซื่อ เพื่อสร้างความตระหนักให้พนักงานเห็นคุณค่าของทรัพยากร เป็นต้นแบบที่ดีด้านบริหารจัดการของเสีย ปลูกฝังหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนให้กับพนักงานผ่านเร
