SoilMate
จังหวัดแพร่ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีชื่อเสียงด้าน “ส้มเขียวหวาน” ของภาคเหนือ เกษตรกรจำนวนมากต่างพัฒนาวิธีการปลูกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพทั้งรสชาติ สีสัน และปริมาณ หนึ่งในนั้นคือ คุณลำไม มาบาง เกษตรกรผู้มากประสบการณ์ที่ทุ่มเทให้กับการปลูกส้มเขียวหวานมาหลายทศวรรษ เธอเชื่อมั่นว่าความใส่ใจในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การตัดแต่งกิ่ง การให้น้ำ ไปจนถึงการเลือกใช้ปุ๋ยที่เหมาะสม คือหัวใจสำคัญของความสำเร็จในอาชีพชาวสวนส้ม และด้วยการปรับวิธีการจัดการสวนให้เข้ากับยุคใหม่ เลือกปลูกส้มเขียวหวาน สร้างรายได้ให้กับครอบครัว คุณลำไม เล่าย้อนหลังให้ฟังว่า เดิมทีครอบครัวทำไร่ข้าวโพดมาก่อน แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปทำให้เห็นโอกาสใหม่ที่ต้องปลูกพืชอื่นมาทดแทน จึงหันมาปลูกส้มเขียวหวานเพราะเป็นพืชเศรษฐกิจที่ให้ผลผลิตสม่ำเสมอและมีตลาดรองรับชัดเจน “ส้มมันจะติดผลผลิตในช่วงหน้าแล้ง น้ำจึงเป็นปัจจัยสำคัญมาก ต้องดูแลเรื่องน้ำให้เพียงพอเสมอ ช่วงแรกของการทำสวน ยังไม่เจออุปสรรคอะไร แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ต้นส้มก็เริ่มโทรม มีโรครากเน่า โคนเน่าบ้าง แต่เธอก็ยังไม่ย่อท้อ พยายามบำรุงและขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มเ
“พริก” ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่หลายคนยกให้เป็น “พืชปราบเซียน” เพราะต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเข้าใจ และการจัดการที่ถูกต้องในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกสายพันธุ์ การดูแลรักษา ไปจนถึงการบำรุงดินและต้นพืช เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า หนึ่งในตัวอย่างเกษตรกรรุ่นใหม่ที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่า “พริกไม่ใช่พืชปราบเซียน หากเข้าใจธรรมชาติของมัน” คือ คุณวีรภัทร อย่างคุณธรรม เกษตรกรหนุ่มจากอำเภอพบพระ จังหวัดตาก ผู้สืบทอดการทำสวนพริกจากครอบครัว และนำแนวคิดใหม่ๆ มาปรับใช้จนเกิดผลลัพธ์ที่น่าภูมิใจ ด้วยการให้ความสำคัญต่อ “การเลือกสายพันธุ์ให้เหมาะกับพื้นที่” และ “การบำรุงอย่างถูกวิธีในแต่ละช่วงการเจริญเติบโต” ทำให้คุณวีรภัทรสามารถเพิ่มผลผลิตจากเดิม 2 ตันต่อไร่เป็น 2.3 ตันต่อไร่ อีกทั้งยังยืดระยะการเก็บเกี่ยวได้ยาวนานถึง 6 เดือนต่อรอบการปลูก โดยพริกที่ได้มีคุณภาพดี สีสวย และเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน คุณวีรภัทรอย่างคุณธรรม ดูแลแปลงปลูกพริกกว่า 20 ไร่ โดยมุ่งเน้นการพัฒนา “คุณภาพ” และ “ผลผลิต” ควบคู่กัน เพื่อให้พริกจากสวนกลายเป็นสินค้าที่ตรงตามความต้องการของตลาด ก่อนหน
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อประเทศไทยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะภาคปศุสัตว์ เนื่องจากเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหารสัตว์ ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูก นอกจากนี้ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังเป็นพืชที่ปลูกง่าย ใช้น้ำน้อย หากเกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจและบริหารจัดการแปลงอย่างเหมาะสม ก็สามารถสร้างผลตอบแทนในระดับที่น่าพอใจ จนถึงขั้นทำรายได้หลักแสนต่อรอบการผลิตได้ไม่ยาก จังหวัดอุตรดิตถ์นับเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สำคัญของประเทศ โดยมีการกระจายพื้นที่เพาะปลูกในหลายอำเภอ อาทิ อำเภอน้ำปาด ทองแสนขัน บ้านโคก และเมืองอุตรดิตถ์ ซึ่งล้วนเป็นแหล่งผลิตที่มีศักยภาพสูง วันนี้จะพาทุกท่านไปรู้จักกับ คุณเอนก คมจวงพรม เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จบนเส้นทางอาชีพที่สืบทอดจากครอบครัว เดิมทีมีพื้นที่เพาะปลูกเพียง 10 ไร่ แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความขยันหมั่นเพียร ปัจจุบันได้ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นเป็น 40 ไร่ และดูแลการผลิตด้วยตนเองในทุกขั้นตอน สำหรับเหตุผลที่เลือกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น คุ
จังหวัดพิจิตรถือเป็นแหล่งปลูกข้าวสำคัญลำดับต้นๆ ของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ในอำเภอเมืองพิจิตร บางมูลนาก โพทะเล สามง่าม และตะพานหิน ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำธรรมชาติ อีกทั้งยังมีการนำน้ำบาดาลมาใช้ทำนาปรัง จึงเอื้อให้เกษตรกรสามารถทำนาได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี หนึ่งในเกษตรกรต้นแบบที่ทำนาจนได้สูตรสำเร็จ คือ คุณสุดใจภู่คง ผู้ปลูกข้าวแห่งจังหวัดพิจิตร ซึ่งไม่เคยหยุดพัฒนาการทำนา แม้จะต้องเผชิญกับปัญหาดินกรดที่ถือเป็นอุปสรรคใหญ่ แต่ด้วยความมุ่งมั่นและการจัดการที่ถูกวิธี จนสามารถพลิกฟื้นพื้นที่ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ และยกระดับผลผลิตได้มากกว่า 1 ตันต่อไร่ สูงกว่าพื้นที่ใกล้เคียงอย่างชัดเจน คุณสุดใจเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นว่า “เส้นทางชีวิตผูกพันกับท้องนามาโดยตลอด เพราะช่วยพ่อแม่ทำนาตั้งแต่ยังเด็ก แต่เดิมครอบครัวมีที่นาเพียง 20 ไร่ ใช้เพาะปลูกเพื่อยังชีพเป็นหลัก ก่อนจะขยายพื้นที่เพิ่มเป็น 40 ไร่ในปัจจุบัน แม้ไม่ใช่พื้นที่ขนาดใหญ่ แต่ก็เพียงพอต่อการเลี้ยงครอบครัวอย่างมั่นคง” รูปแบบในการทำนาของคุณสุดใจ สามารถแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ ‘นาปี’ และ ‘นาปรัง’ สมัยก่อนที่พ่อแม่ทำนาในลักษณะ ‘นาปี’ ซึ่งอาศัย
มันสำปะหลัง นับเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย และยังเป็นพืชไร่ที่ได้รับความนิยมในการปลูก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำหรืออยู่ห่างไกลจากแหล่งน้ำ เนื่องจากเป็นพืชที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนแล้ง ปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด เจริญเติบโตได้ในสภาพภูมิอากาศหลากหลาย อีกทั้งยังต้องการการดูแลไม่มากนัก จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับเกษตรกรที่ต้องการผลผลิตคุ้มค่ากับต้นทุนและแรงงานที่ใช้ วันนี้จะพาทุกท่านไปรู้จักกับ คุณชอม เผือดสูงเนิน เป็นเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในจังหวัดนครราชสีมา มีประสบการณ์ปลูกมันยาวนานกว่า 20 ปี สืบทอดองค์ความรู้จากพ่อแม่ซึ่งทำอาชีพนี้มาตั้งแต่ตนเองยังเด็ก แต่ไม่ได้หยุดเพียงแค่ทำตามวิธีเดิม หากยังมุ่งมั่นพัฒนากระบวนการปลูกอย่างต่อเนื่อง จนสามารถยกระดับผลผลิตจากเดิมเพียง 4 ตันต่อไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 7 ตันต่อไร่ได้อย่างน่าภาคภูมิใจ ปัจจุบันดูแลแปลงมันสำปะหลังกว่า 80 ไร่ โดยในปีนี้ได้ปลูกไว้ 30 ไร่ อีกส่วนหนึ่งแบ่งพื้นที่ปลูกพืชชนิดอื่น ได้แก่ ข้าวโพดและอ้อย มาติดตามกันว่า เคล็ดลับความสำเร็จนี้มีอะไรบ้าง การปลูกมันของคุณชอมจะอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก จึงต้องวางแผนการปลูกให้ต
ปาล์มน้ำมัน เป็นพืชเศรษฐกิจที่เติบโตได้ดีในเขตร้อนชื้น โดยเฉพาะบริเวณภาคใต้ของประเทศไทยที่มีลักษณะภูมิอากาศและภูมิประเทศเหมาะสม จึงทำให้การปลูกปาล์มน้ำมันแพร่หลายในภาคใต้มากกว่าภาคอื่น โดยแหล่งผลิตมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดกระบี่ จังหวัดชุมพร จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดตรัง วันนี้เราจะพาทุกท่านลงใต้ ไปยังจังหวัดนครศรีธรรมราช ดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องปาล์มน้ำมัน และหนึ่งในเกษตรกรต้นแบบที่เราจะพาไปพูดคุยด้วยก็คือ คุณอาภาภรณ์ หนูช่วย เกษตรกรมืออาชีพผู้มากประสบการณ์ ปลูกปาล์มน้ำมันมานานกว่า 30 ปี บนพื้นที่กว่า 80 ไร่ และสามารถสร้างผลผลิตได้สูงถึง 7 ตันต่อไร่ ซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยในพื้นที่อย่างมาก คุณอาภาภรณ์เล่าว่า “เดิมเคยทำไม้ผลหลายชนิด แต่ภายหลังได้หันมาปลูกปาล์มน้ำมันอย่างจริงจัง เนื่องจากเห็นข้อดีที่ชัดเจนหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องของ “ความคุ้มค่า” และ “การดูแลต่อเนื่องได้ทั้งปี” ไม้ผลต้องรอฤดูถึงจะเก็บเกี่ยว แถมโรคแมลงก็เยอะ แต่ปาล์มน้ำมันดูแลง่ายกว่า และเก็บผลผลิตได้ทุก 15 วัน เดือนนึงตัดขายได้ 2 ครั้ง ถ้าดู
ในยุคที่เกษตรกรไทยต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งเรื่องสภาพอากาศที่ผันผวนและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น การวางแผนเลือกพืชเศรษฐกิจและการดูแลจัดการแปลงปลูกอย่างมีประสิทธิภาพ จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ เช่นเดียวกับ คุณวิทยา บุญพร้อม เกษตรกรชาวไร่อ้อยจังหวัดอำนาจเจริญ ผู้ที่กล้าปรับเปลี่ยนจากการทำนาและไร่มันสำปะหลัง มาสู่การปลูกอ้อยอย่างจริงจัง เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้ครอบครัว จากการเริ่มต้นปลูกในพื้นที่เพียง 5 ไร่ อ้อยที่ปลูกในพื้นที่ไร่มันสำปะหลังจะได้ผลผลิตอยู่ที่ 12-13 ตันต่อไร่ ส่วนอ้อยที่ปลูกในพื้นที่นาผลผลิตอยู่ที่ 16-18 ตันต่อไร่ ความสำเร็จนี้เองที่ทำให้คุณวิทยาเห็นโอกาส จึงขยายพื้นที่ปลูกอ้อยเต็มพื้นที่กว่า 31 ไร่ในปัจจุบัน คุณวิทยายึดหลักการทำไร่อ้อยอย่างมีระบบ ควบคู่กับการเลือกใช้ปุ๋ยคุณภาพอย่างซอยล์เมต ถือเป็นตัวช่วยสำคัญในทุกขั้นตอนการดูแลอ้อย ตั้งแต่การเตรียมแปลงจนถึงการเก็บเกี่ยว ทำให้ผลผลิตอ้อยลำใหญ่ น้ำหนักดี ให้ค่าความหวานสูง และสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าในแต่ละรอบการผลิต เตรียมแปลงดี เสริมด้วยปุ๋ยคุณภาพ ช่วยให้อ้อยมีน้ำหนัก ค่าความหวานสูง คุณวิทยา เล่าว่า เคล็ดลับสำคัญขอ
ช่วงแรกที่เริ่มปลูกอ้อย ผลผลิตยังไม่ดีนัก เนื่องจากขาดเทคโนโลยีและความรู้เรื่องการบำรุงที่เหมาะสม โดยเฉพาะการให้ธาตุอาหารตามช่วงอายุ แต่ด้วยความกล้าเรียนรู้ ทดลองปรับใช้วิธีใหม่ๆ ทำให้ ‘พ่อเทียนชัย’ มีเทคนิคการปลูกอ้อยที่ได้ทั้งราคาดี และให้ผลผลิตสูงถึง 20 ตันต่อไร่ คุณเทียนชัย ยศทะแสน เกษตรกรจากบ้านนาเจริญ ตำบลวังทอง อำเภอนาวัง จังหวัดหนองบัวลำภู เริ่มต้นปลูกอ้อยบนพื้นที่ประมาณ 30 ไร่ ก่อนจะขยับขยายจนปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกกว่า 2,000 ไร่ ก่อนหน้านี้ปลูกทั้งข้าวโพด มันสำปะหลัง รวมถึงผลไม้บางชนิด แม้จะปลูกได้ดี แต่เมื่อปลูกไปสักพักกลับขายยาก ผลผลิตล้นตลาด เก็บไว้ก็เน่าเสียหาย จึงตัดสินใจมุ่งปลูกอ้อยเพียงอย่างเดียว และพบว่าราคาค่อนข้างมั่นคง สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อมีโรงงานน้ำตาลมาตั้งในพื้นที่ คุณเทียนชัย เล่าว่า “จึงตัดสินใจหันมาปลูกอ้อยอย่างจริงจัง เพราะเห็นว่าราคาดีและมีตลาดรองรับชัดเจน จากวันนั้นจนถึงวันนี้ อ้อยไม่เพียงหล่อเลี้ยงไร่นา แต่ยังส่งลูกหลานให้เรียนจบ มีอาชีพมั่นคง มีรถพ่วง รถตัดอ้อย มีที่ดินทำกิน กลายเป็นหลักฐานชีวิตว่าการทำอ้อยอย่างมีระบบ มีอนาคตได้จริง เป็นรากฐานอา
มันสำปะหลังเป็นพืชหัวที่ปลูกได้ง่ายและไม่ซับซ้อน แต่การเพิ่มน้ำหนักและปริมาณแป้งของมันสำปะหลังให้ได้ตามมาตรฐานและความต้องการของตลาดยังคงเป็นความท้าทายสำหรับเกษตรกรผู้ปลูก ซึ่งจะมาพร้อมกับคำถามที่ว่าถ้าอยากปลูกมันสำปะหลังให้หัวใหญ่ น้ำหนักดี เปอร์เซ็นต์แป้งสูงนั้นต้องทำอย่างไร? วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะพาทุกท่านไปล้วงเคล็ดลับของ คุณพรพิมล ใต้อุดม เกษตรกรจากจังหวัดนครราชสีมาที่คลุกคลีกับมันสำปะหลังมานานกว่า 20 ปี บนพื้นที่ 142 ไร่ โดยแบ่งปลูกมันสำปะหลัง 74 ไร่ และที่เหลือปลูกอ้อย คุณพรพิมลประสบความสำเร็จในการปลูกมันสำปะหลังด้วยเทคนิค ดินดี น้ำดี ปุ๋ยดี และการจัดการที่เหมาะสม รวมไปถึงดูแลกำจัดวัชพืชให้ดี ไม่ปล่อยให้รกเกินไปก็จะช่วยให้มันสำปะหลังที่มีคุณภาพ และได้จำนวนผลผลิตต่อไร่ในปริมาณที่สูงตามไปด้วย นอกจากนี้ คุณพรพิมลยังมีเคล็ดลับในการใส่ปุ๋ยที่ใส่เพียงแค่ครั้งเดียว รอเก็บเกี่ยวได้เลย ช่วยลดต้นทุนการปลูกได้มากถึงไร่ละ 1,000 บาท เรียกได้ว่า ถุงเดียวคุ้ม ตามไปดูเคล็ดลับการปลูกมันสำปะหลังของ “คุณพรพิมล ใต้อุดม” ว่ามีวิธีการปลูกอย่างไร ให้ได้มันสำปะหลังหัวใหญ่ น้ำหนักดี เปอร์เซ็นต์แป้งสู
อ้อยเป็นพืชไร่ที่มีอายุการดูแลจนกว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นั้น ต้องใช้เวลาดูแลประมาณเกือบ 1 ปีเต็ม ซึ่งการปลูกอ้อยให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพและน้ำหนักต่อไร่สูง พร้อมทั้งมีค่า C.C.S. อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม การเตรียมดินและการใส่ปุ๋ยบำรุงแต่ละช่วงอายุของการเจริญเติบโต จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยให้ผลผลิตดีสามารถสร้างผลกำไรต่อไร่ได้สูงขึ้น คุณวิชาญ เสวกวิหารี เกษตรกรชาวไร่อ้อย จังหวัดสิงห์บุรี ถือเป็นเกษตรกรผู้คร่ำหวอดในการทำอ้อยมาหลาย 10 ปี จากประสบการณ์และการได้ทดลองสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ทำให้ปัจจุบันการทำไร่อ้อยได้ผลผลิตอยู่ที่ประมาณ 18 ตันต่อไร่ ปรับเปลี่ยนจากการทำพืชไร่ชนิดอื่น สู่การเป็นเกษตรกรชาวไร่อ้อยเต็มตัว คุณวิชาญ เล่าว่า สาเหตุที่เลือกมาปลูกอ้อยเป็นอาชีพทำเงินจนถึงปัจจุบัน มองว่าพืชชนิดนี้สามารถสร้างรายได้ที่ดี ซึ่งการปลูกอ้อยก่อนที่จะตัดผลผลิตเข้าโรงงานนั้น เกษตรกรสามารถทราบราคาที่แน่นอนถือเป็นพืชที่รู้ในเรื่องของราคาในอนาคตข้างหน้าได้ และยิ่งมีค่าความหวานที่เพิ่มขึ้นสามารถบวกเป็นจำนวนเงินที่มากขึ้นตามไปด้วย “เริ่มแรกผมทำไร่อ้อยอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ พอประสบผล
