เมื่อเร็ว ๆ นี้ ในงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ภายใต้ศาสตร์พระราชานำชาวนาสู่ยุกต์ 4.0 ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเชียงใหม่ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดนิทรรศการและแสดงผลงาน “ข้าว ป้องกันโรค” ระบุว่า รำและจมูกข้าวเป็นแหล่งสะสมของวิตามิน เกลือแร่ และสารธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น สารกลุ่มวิตามินอี สามารถต้านสารอนุมูลอิสระและช่วยชะลอความแก่ก่อนวัย และยังมีสารอื่น ๆ ที่ใช้ชื่อทางวิทยาศาสตร์ ในภาพรวมคือ ช่วยปกป้องผิวช่วยให้ผิวสดใส ลดการอักเสบ ลดระดับคลอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด็ในโลหิต ช่วยลดการตีบตันของเส้นเลือด สร้างและซ่อมแซมเซลล์ผิวและเซลล์ประสาทสมอง บำรุงระบบประสาท ป้องกันเหน็บชา ฯลฯ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รศ.ดร.สุกัญญา มหาธีรานนท์ [email protected] ดร.ภูมน สุขวงศ์ [email protected]
MOST POPULAR
หากพูดถึง “ผักตบชวา” ภาพจำของใครหลายคนคงเป็นเพียงวัชพืชไร้ค่า ตัวการสำคัญที่ขวางทางน้ำไหลจนทำให้แหล่งน้ำเน่าเสีย ทั้งยังขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วและฆ่าไม่ตาย แต่สำหรับชาวอำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พืชชนิดนี้กลับกลายเป็น “ต้นทุนทางธรรมชาติ” ที่นำมาสร้างมูลค่าได้อย่างมหาศาล จุดเริ่มต้น จากผ้าทอสู้วิสาหกิจชุมชนระดับประเทศ ครูเต้ย-ดาธิณี ตามเพิ่ม ครู ศกร.ระดับตำบลหนองน้ำใส เล่าถึงจุดเริ่มต้นให้ฟังว่า ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2559 ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นกลุ่มทอผ้าดั้งเดิม ได้รับโอกาสและการสนับสนุนจาก ท่านสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ในขณะนั้น) เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาผักตบชวาล้นลำคลองรพีพัฒน์ ซึ่งต้องเสียงบประมาณกำจัดปีละหลายล้านบาท “ตอนนั้นท่านผู้ว่าฯ ถามว่า ผักตบชวาเอาไปทำอะไรได้อีกบ้างนอกจากทำปุ๋ย เราก็รับปากไปทั้งที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะทำอะไร แต่เพราะกลุ่มเราทำเรื่องทอผ้าอยู่แล้ว ก็เลยลองเอาเข็มหมุดค่อยๆ สะกิดแกะดูเส้นใยผักตบชวาว่าพอจะเอามาทอได้ไหม แล้วลองทอให้ท่านผู้ว่าฯ ดู พอท่านเห็นว่าทำได้ และมองแล้วน่าจะต่อยอดได้จริงๆ จึงอนุมัติงบซื้อเครื่องจักรแยกเส้นใยมาให
เมื่อสวนปาล์มน้ำมันอายุกว่า 30 ปี เดินทางมาถึงวันที่ต้องรื้อปลูกใหม่ คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าจะปลูกปาล์มอีกครั้งหรือเปลี่ยนไปปลูกยางพารา แต่คือมีพืชอะไรที่เหมาะกับพื้นที่และสร้างมูลค่าได้มากกว่านั้นหรือไม่? คำถามนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทดลองปลูกพริกไทยในจังหวัดตรัง และค่อยๆ พัฒนาไปสู่การทำสวนพริกไทยดำ GI ที่ไม่ได้มองเพียงผลผลิต แต่พยายามค้นหาคุณค่าของพืชท้องถิ่นชนิดนี้ ให้ลึกไปถึงประวัติศาสตร์ การปลูก และการตลาด ผู้ที่พาเรื่องราวนี้เดินทางจากสวนทดลองหลักพันต้น มาสู่สวนพริกไทยขนาด 20 ไร่ คือ คุณทราย – กันต์หทัย จิตรไมตรีเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แบล็คโกลด์ เทรชเชอร์ จำกัด ซึ่งเดิมกำลังศึกษาต่อด้าน Digital Marketing ที่ประเทศอังกฤษ และเหลือเวลาอีกประมาณ 6 เดือนก่อนเรียนจบ ขณะเดียวกันทางบ้านกำลังมองหาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ หลังตัดสินใจไม่ปลูกปาล์มน้ำมันหรือยางพารา เพราะเวลานั้นสถานการณ์ราคาผลผลิตทางการเกษตรไม่ได้เป็นใจนัก ขณะที่ต้นทุนกลับเพิ่มขึ้นทั้งค่าแรง ค่าปุ๋ย และค่าใช้จ่ายในการจัดการสวน จาก 1,000 ต้น สู่ 20 ไร่ พลิกพืชทางเลือก สู่พืชเศรษฐกิจท้องถิ่น คุณทราย เล่าให้ฟังว่า
ปลากะพง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lates calcarifer ชื่อสามัญเรียกว่า Giant Bass เป็นปลาที่อยู่ได้ทั้งในน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ปลาชนิดนี้เลี้ยงกันแพร่หลายในเขตจังหวัดชายทะเลของไทย เนื่องจากเลี้ยงง่าย โตเร็ว เนื้อปลามีรสชาติดี และสามารถจำหน่ายได้ราคา จึงนับเป็นปลาเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ดีไม่แพ้ปลาน้ำจืดชนิดอื่น นอกจากจะเลี้ยงเพื่อบริโภคภายในประเทศแล้ว ยังส่งจำหน่ายยังต่างประเทศได้อีกด้วย นอกจากมีการเลี้ยงเพื่อการค้าแล้ว ยังสามารถพบปลาชนิดนี้ตามธรรมชาติแถบชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำใหญ่ๆ ที่มีทางออกติดต่อกับทะเล เช่น จังหวัดตราด จันทบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ เป็นต้น ด้วยคุณสมบัติพิเศษของปลากะพงที่อยู่ได้ทั้งในน้ำจืดและน้ำกร่อย ทำให้มีผู้ที่สนใจนำไปเลี้ยงแบบปลาตามธรรมชาติที่บ่อในบริเวณบ้านมากขึ้น เมื่อปลามีขนาดใหญ่ก็สามารถจับจำหน่ายเป็นรายได้เสริมได้ คุณนรินทร์ศักดิ์ พัวตระกูล อยู่บ้านเลขที่ 11/3 หมู่ที่ 6 ตำบลพันลาน อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงและเพาะพันธุ์ปลาที่มากด้วยประสบการณ์ โดยที่เขาเห็นถึงช่องทางการทำตลาด จึงได้นำปลากะพงมาเลี้ยงภายในฟาร์ม จึงทำให้สามารถ
ฤดูกาลเพาะปลูกเริ่มต้นด้วยเมล็ดพันธุ์ แต่อนาคตของภาคเกษตรไทยเริ่มต้นจาก “คน”…ในวันที่โครงสร้างแรงงานภาคเกษตรกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย เทคโนโลยีกำลังเข้ามาเปลี่ยนวิถีการทำเกษตร การสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีทั้งองค์ความรู้ ทักษะการบริหารจัดการ และความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในระยะยาว แม้ภาคการเกษตรไทยยังมีแนวโน้มเติบโต โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดการณ์ว่า GDP ภาคการเกษตรปี 2569 จะขยายตัวกว่า 1.4% แต่คำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ประเทศไทยจะสร้าง “คนรุ่นใหม่” ที่พร้อมสานต่อและขับเคลื่อนภาคการเกษตรในอนาคต สอดคล้องกับรายงานผลสำมะโนการเกษตร พ.ศ. 2566 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่พบว่า ผู้ถือครองการทำเกษตรกว่าร้อยละ 52.8 มีอายุ 55 ปีขึ้นไป ในจำนวนนี้มีถึงร้อยละ 28.3 มีอายุ 65 ปีขึ้นไป สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่และยกระดับทักษะของผู้ที่สนใจเข้าสู่ภาคการเกษตร จากแนวโน้มดังกล่าว สยามคูโบต้า จึงมุ่งพัฒนาศักยภาพเกษตรกรรุ่นใหม่และผู้ที่มองเห็นโอกาสในการก้าวเข้าสู่ภาคการเกษตร ผ่านโครงการ KUBOT
