ตลาดยางไทยยังไม่สิ้นหวัง กยท.อ้อนประธานใหญ่ไชน่า ไห่หนานฯ ช่วยรับซื้อยางหลายแสนตัน ทั้งในสต๊อกเก่าและลอตใหม่ หวังได้ราคา กก.ละ 60-70 บาท อีกครั้ง สร้างเสถียรภาพราคายางไม่ให้ผันผวนเกินไป ด้านเวทีประชุม ITRC และ IRCO ระบุทิศทางตลาดและราคาปรับตัวสูงขึ้น 3 ประเทศสมาชิกผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกเตรียมแผนระยะยาว มุ่งส่งเสริมใช้ยางในประเทศ
นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในกลางเดือนสิงหาคมนี้ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไชน่า ไห่หนาน รับเบอร์ อินดัสทรี กรุ๊ป จำกัด ผู้นำเข้ายางรายใหญ่จากจีน จะเดินทางมาเจรจาซื้อยางพาราจาก กยท. หลังจากเมื่อ 2 เดือนก่อนตัวแทนของบริษัท และอีกหลายบริษัทจากจีนมาเจรจาซื้อยางพารากับ กยท.ในปริมาณหลายแสนตัน ซึ่งช่วงนั้น กยท.ได้ให้ไชน่า ไห่หนานฯ ไปทำข้อเสนอด้านราคาและเงื่อนไขการซื้อมาด้วย ทั้งนี้ ราคาที่จะเสนอซื้อยางแท่ง ยางแผ่นรมควัน ขอให้อยู่ในกรอบ 60-70 บาท/กก.
เกี่ยวกับเรื่องนี้ แหล่งข่าวจากวงการยางพารา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การเข้ามาเจรจากับ กยท.ของตัวแทนนำเข้ายางรายใหญ่ของจีนเมื่อ 2 เดือนก่อน เกิดขึ้นหลังจากราคายางพาราภายในของไทยตกต่ำลง กก.ละหลายสิบบาท ทางฝ่ายไทยจึงได้เรียกกลุ่มไชน่า ไห่หนานฯ มาเจรจาซื้อขายกันใหม่อีกครั้ง โดยจะไม่มีการขึ้นบัญชีดำหรือแบล็กลิสต์ ซึ่งก่อนหน้านั้นทั้งสองฝ่ายได้เจรจาเรื่องค่าปรับที่ไชน่า ไห่หนานฯ จะจ่ายให้ไทยจากการผิดสัญญาซื้อขายยางจากองค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) ก่อนจะมาเป็น กยท.ปลายปี 2557 จำนวน 4.08 แสนตันไปเรียบร้อยแล้ว และล่าสุดไชน่า ไห่หนานฯ ได้เข้ามาประมูลซื้อยางเก่าในสต๊อก กยท. 3.1 แสนตันผ่านทางตัวแทน คือ บริษัท เอ็มทีเซ็นเตอร์เทรด จำกัด ไปหลายหมื่นตัน เท่ากับไทยยังต้องพึ่งออร์เดอร์ขนาดใหญ่จากบริษัทนำเข้ายางรายใหญ่จากจีนพอสมควร เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางไม่ให้ผันผวนเหมือนที่ผ่านมามากเกินไป
ส่วนสถานการณ์ยางพาราล่าสุดนั้น แหล่งข่าวกล่าวว่า เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่อาวุโสสภาไตรภาคียางพาราระหว่างประเทศ (ITRC) และคณะกรรมการบริษัทร่วมทุนยางระหว่างประเทศ (IRCo?s BoD) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560 ณ กรุงเทพฯ ที่ผ่านมานั้น ที่ประชุมได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มราคายางที่มีความผันผวนและปัจจัยทางการตลาดที่ส่งผลกระทบต่อราคายางธรรมชาติ แต่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจยังสะท้อนให้เห็นว่าราคายางจะต้องดีกว่าที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันฉะนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นอยู่ที่ดีแก่เกษตรกรชาวสวนยาง และอุตสาหกรรมยางพาราแก่ประเทศผู้ผลิตทั้ง 3 ประเทศ ที่ประชุมจึงได้เสนอแนวทางมาตรการที่เป็นไปได้ในการเพิ่มราคายาง
โดยจากการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของราคายางในตลาดล่วงหน้าทั้ง 3 แห่ง ซึ่งระบุว่าตลาดล่วงหน้ามีปริมาณการขายที่สูงเกินไป กล่าวได้ว่า ในตลาดล่วงหน้าจะขายมากกว่าซื้อ เมื่อเทียบกับการเติบโตของ GDP ของประเทศผู้ใช้ยางที่เป็นบวกทั้งหมด คาดว่าความต้องการใช้ยางธรรมชาติในปีนี้จะเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลกที่ดีขึ้น
ทั้งนี้ ปัจจัยแวดล้อมที่มีต่อผลผลิตยางในประเทศผู้ผลิต เช่น อินโดนีเซีย คาดว่าในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะถึง จะมีผลผลิตที่ออกสู่ตลาดช้าลง ส่วนในประเทศมาเลเซียและไทยจะลดลงเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง โดยทางสมาคมอุตสาหกรรมยางธรรมชาติแห่งประเทศผู้ผลิต (ANRPC) คาดว่าจะมีการขาดดุลความต้องการซื้อยางธรรมชาติจากทั่วโลก
นายธีธัช ผู้ว่าการ กยท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ITRC และ IRCo จะยังคงติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มตลาดยาง ตลอดจนพิจารณามาตรการอื่น ๆ ที่เป็นไปได้ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับราคายาง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในประเทศสมาชิก ITRC จะได้รับประโยชน์สูงสุด โดยเน้นให้ความสำคัญในเรื่องการจัดการอุปสงค์และอุปทานให้สมดุล ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งประเด็นนี้ประเทศสมาชิกต่างให้การสนับสนุนแผนงานของรัฐบาลไทยในการลดพื้นที่ปลูกยางพาราอย่างถาวร ซึ่งจะเป็นการลดอุปทานของยางธรรมชาติประมาณ 360,000 เมตริกตันต่อปีในอนาคตอันใกล้นี้
“ทั้ง 3 ประเทศสมาชิกจะดำเนินการพิจารณามาตรการระยะยาวเป็นหลัก เพื่อเพิ่มการใช้ยางภายในประเทศของแต่ละประเทศให้มากยิ่งขึ้น ทั้งการก่อสร้างถนน เขื่อนยาง ฯลฯ เป็นต้น
โดยรัฐบาลของทั้งสามประเทศมีความเชื่อมั่นต่อทิศทางของตลาดยางและราคาว่าจะมีการปรับตัวตามปัจจัยพื้นฐานที่สะท้อนเหล่านี้ และที่สำคัญ จะให้ความร่วมมือภายใต้กรอบของ ITRC เพื่อให้เกิดเสถียรภาพด้านราคาในระยะยาว”
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
MOST POPULAR
ภาคการเกษตรไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะวิกฤตการณ์ ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) ปี 2569–2570 ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเนื่อง ทั้งปัญหาฝนทิ้งช่วง ภัยแล้ง และปริมาณน้ำต้นทุนที่ลดลง ซึ่งอาจยืดเยื้อถึง 2 ปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเร่งยกระดับศักยภาพ อาสาสมัครเกษตร (อกษ.) และ อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ให้เป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูล ถ่ายทอดองค์ความรู้ และสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่ เพื่อเสริมความพร้อมรับมือสถานการณ์และลดผลกระทบต่อเกษตรกร นางสาวนฤมล สงวนวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การพัฒนาอาสาสมัครเกษตรในยุคปัจจุบันไม่ได้มุ่งเพียงการรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการยกระดับศักยภาพรอบด้าน เพื่อก้าวสู่การเป็น “เกษตรกรอัจฉริยะ” ผ่านการบูรณาการความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและภาคีเครือข่าย ให้มีทั้งองค์ความรู้ เครื่องมือดิจิทัล และทักษะด้านการบริหารจัดการน้ำที่ทันสมัย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ร่วมกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) และสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพอาสาส
หลายปีที่ผ่านมา สำนักงานปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ได้เข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้เพื่อพัฒนาระบบการเลี้ยงไก่ไข่ของเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ จากเดิมที่เคยเน้นการเลี้ยงบนกรงตับ มาเป็นการเลี้ยงแม่ไก่อารมณ์ดี ที่ใช้ระบบการปล่อยอิสระ เน้นการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเป็นอาหารสัตว์ เพื่อลดต้นทุนในการเลี้ยง กลายเป็นรูปแบบการเลี้ยงที่ได้รับความสนใจจากเกษตรกรในพื้นที่เป็นอย่างมาก เพราะลดต้นทุนโรงเรือน มีพื้นที่ปล่อยลานแบบอิสระ แม่ไก่มีความสุข สามารถให้ไข่ได้ มาตรฐานและปลอดสารตกค้าง เกษตรกรมีไข่ไว้บริโภคในครัวเรือน เหลือบริโภคสามารถจำหน่ายในชุมชน เลี้ยงอย่างไร สูตรการเลี้ยงแม่ไก่อารมณ์ดีนั้น แนะนำให้เกษตรกรเลี้ยงในอัตรา เพศผู้ 1 ตัวต่อเพศเมีย 5 ตัว โดยเลี้ยงไก่ 5 ตัวต่อตารางเมตร รอบโรงเรือนมีพื้นที่ปล่อยลานแบบอิสระ 10-15 ตารางเมตรต่อตัว มีรั้วสามารถป้องกันศัตรูและสัตว์พาหะได้ แม่ไก่จะเริ่มให้ไข่ฟองแรก เมื่ออายุ 4 เดือน 6 วัน ดูแลสุขภาพสัตว์ แนะนำให้เกษตรกรทำวัคซีนป้องกันโรคระบาดที่สำคัญในไก่ไข่ และการถ่ายพยาธิ รวมทั้งหมั่นสังเกตอาการ สุขภาพของสัตว์ปีก เสริมวิตามิน เกลือแร่ การจัดการสิ่งแวดล้อม
อากาศที่ร้อนขึ้น ฝนที่ตกไม่ตรงฤดู และภัยแล้งที่ยาวนานกว่าเดิม ไม่ใช่เรื่องของการคาดเดาอีกต่อไป เพราะวันนี้โลกกำลังใช้ข้อมูลจากอวกาศมาช่วยมองเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าหลายประเทศนำข้อมูลดาวเทียมมาวิเคราะห์สภาพภูมิอากาศเพื่อเตรียมรับมือ ขณะที่ประเทศไทยเองก็ใช้เทคโนโลยีเดียวกันในการเฝ้าระวังภัยแล้งและติดตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับภาคการเกษตร ก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้นจริงในแปลงของเกษตรกร หนึ่งในหน่วยงานที่ทำงานอยู่เบื้องหลังข้อมูลเหล่านี้ คือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA โดย คุณวรนุช จันทร์สุริย์ นักภูมิสารสนเทศชำนาญการพิเศษ อธิบายว่า การติดตามปรากฏการณ์เอลนีโญของไทย ไม่ได้อาศัยเพียงการพยากรณ์อากาศเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานระดับโลกเข้ากับข้อมูลดาวเทียม เพื่อประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนให้ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร เตรียมพร้อมรับมือได้ล่วงหน้า คุณวรนุช เล่าว่า GISTDA อ้างอิงข้อมูลจาก NOAA (National Oceanic and Atmospheric Administration) หรือองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่หลายประเทศ รวม
(กาฬสินธุ์) 18 กรกฎาคม 2569 – บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ตราศรแดง และ บริษัท ยารา (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านนวัตกรรมธาตุอาหารพืช เดินหน้าความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านการเกษตรระดับสากลส่งมอบสู่เกษตรกรไทย ภายใต้แนวคิด “ศรแดงคู่ยารา ผสานสองพลังคุณภาพ ยกระดับเกษตรกรรมไทย” โดยได้จัดงาน “ฟิลด์เดย์แตงโมพรีเมียม ยกระดับผลผลิตให้ยอดเยี่ยม” ณ จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อเป็นพื้นที่นำร่องแสดงผลลัพธ์ความสำเร็จของการผนึกกำลังในครั้งนี้ นายสิปปกร ถาวรวันชัย ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท ยารา (ประเทศไทย) จำกัด และ นายอิสระ วงศ์อินทร์ Head of Marketing บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด นายอิสระ วงศ์อินทร์ Head of Marketing บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด เปิดเผยว่า “อีสท์ เวสท์ ซีด มีจุดยืนที่ชัดเจนในการมุ่งเน้นวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ เพื่อให้ได้สุดยอดสายพันธุ์ที่ตอบโจทย์ตลาด อย่างไรก็ตามเมล็ดพันธุ์ชั้นเยี่ยมเปรียบเสมือนเครื่องยนต์สมรรถนะสูง ที่จะแสดงศักยภาพสูงสุดได้ก็ต่อเมื่อได้รับเชื้อเพลิงที่ถูกต้อง นั่นคือ องค์ความรู้เรื่องธาตุอาหาร เราจึงมองหาพันธมิตรที
