ฝรั่งแป้นสีทอง เริ่มแรกปลูกครั้งแรกในพื้นที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ภายหลังได้ปลูกแพร่กระจายไปทั่วประเทศ ปัจจุบัน เกษตรกรนิยมปลูกฝรั่งแป้นสีทองมากที่สุดในประเทศไทย เพราะมีลักษณะเด่นคือ ปลูกดูแลง่าย ขยายพันธุ์โดยวิธีปักชำ ผลเมื่อโตเต็มที่จะขาว ฟู กร
MOST POPULAR
“แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน” เป็นคำกล่าวถึงความจริงใจที่เต็มเปี่ยมของ คุณสุริยา ขันแก้ว ชื่อเล่นที่เรียกกันว่า “อู๋” อยู่บ้านเลขที่ 137/1 หมู่ที่ 11 บ้านแม่ลานเหนือ ตำบลห้วยอ้อ อำเภอลอง จังหวัดแพร่ 54150 e-mail : [email protected] หรือ Facebook : suriyakhunkaew การศึกษาปริญญาตรี วิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ภรรยา คุณหทัยรัตน์ ขันแก้ว มีลูกชายและลูกสาว รวม 2 คน คุณสุริยา ขันแก้ว นับเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่หันหลังให้กับงานประจำบริษัทเอกชนที่มีรายได้เป็นเงินเดือน เดือนละเกือบแสนบาท มาทำเกษตร แต่ก่อนที่จะเริ่มต้นกลับมาใช้ชีวิตถิ่นเดิมที่บ้านเกิดในชนบท เขาวางแผนชีวิตและครอบครัวไว้อย่างน่าสนใจ วางแผน วาดฝัน ออกแบบแปลงเกษตร การจัดการแปลง ศึกษาหาความรู้จนมั่นใจว่าการเกษตรและครอบครัว ลงมือทำจริงแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ก้าวกระโดด จุดเด่นการทำเกษตรของคุณสุริยาจึงอยู่ที่การวางแผนและผลิตพืชผลทางการเกษตรจากการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว เป็นแบบผสมผสานในแปลงนาเดียวกันสร้างมูลค่าเพิ่มของพื้นที่ การนำเทคโนโลยีการจ่ายน้ำแบบ เปิด-ปิด อัตโนมัติ มาใช้ในแปลง ทุ่นเวลาและแรงงาน
ครบรอบ 39 ปี เทคโนโลยีชาวบ้าน จัดใหญ่! ชวนเปิดมุมมองใหม่ “Carbon Credit โอกาสใหม่ของเกษตรกรรายย่อย” เมื่อ “คาร์บอน” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังเข้ามามีบทบาทกับการค้า ธุรกิจ และภาคการเกษตรมากขึ้น คำถามสำคัญคือ เกษตรกรและชุมชนจะเปลี่ยนเรื่องคาร์บอนให้กลายเป็นโอกาสได้อย่างไร? ช่วงเวลา 13.30–14.30 น. พบกับเวที Talks ที่จะพาไปทำความเข้าใจตั้งแต่ Carbon Footprint, Net Zero ไปจนถึง Carbon Credit ผ่านมุมมองของทั้งนักวิจัยและคนที่ลงมือทำจริงในชุมชน ดร.อัมพร โพธิ์ใย นักวิจัยอาวุโส และหัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการตลาดคาร์บอน (DIT) จะมาชวนมองว่า “ข้อมูล” ที่มีอยู่แล้วสามารถนำมาต่อยอดได้อย่างไร พร้อมชวนทำความเข้าใจว่า เทคโนโลยี การจัดการข้อมูล และแนวทางลดคาร์บอนในภาคเกษตร สู่ Net Zero ขณะที่ คุณธนพิสิฐ ใจกว้าง ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านท่าลี่ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น จะนำประสบการณ์จากพื้นที่จริงมาเล่าให้ฟังว่า จากการดูแลต้นไม้ในชุมชน สู่การพัฒนา “ธนาคารต้นไม้” เป็น “ธนาคารคาร์บอน” และการเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ T-VER สามารถสร้างข้อมูลและต่อยอดสู่โอกาสด้านคาร์บอนเครดิต ดำเนิ
ช่วงนี้หลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานครและพื้นที่โดยรอบต้องเผชิญกับฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บางพื้นที่มีปริมาณน้ำสะสมและระบายออกไม่ทัน โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ ถนน ตรอกซอกซอย และบริเวณที่มีข้อจำกัดด้านการระบายน้ำ จนเกิดน้ำท่วมขังในหลายจุด สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยตั้งรับไม่ทัน กว่าจะรู้ตัวว่าน้ำกำลังไหลเข้าพื้นที่ก็อาจสายเกินกว่าจะจัดเตรียมกระสอบทรายหรืออุปกรณ์ป้องกันน้ำท่วมได้ทัน ขณะที่บางพื้นที่ได้รับความเสียหายทั้งบ้านเรือน ทรัพย์สิน สินค้า และอุปกรณ์ต่างๆ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมไม่ควรรอจนกว่าน้ำจะมาถึง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยงหรือเคยประสบปัญหาน้ำท่วมมาก่อน การเตรียมอุปกรณ์สำหรับป้องกันน้ำไว้ล่วงหน้า จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยลดความเสียหายและเพิ่มเวลาในการรับมือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน จากเดิมที่หลายคนคุ้นเคยกับการใช้ “กระสอบทราย” เป็นแนวกั้นน้ำ ปัจจุบันมีการพัฒนาถุงป้องกันน้ำท่วมรูปแบบใหม่ที่เน้นความสะดวกในการจัดเก็บ ขนย้าย และนำมาใช้งานได้อย่างรวดเร็ว หนึ่งในนั้นคือ กระสอบทรายรุ่น Eco หรือถุงกันน้ำท่วมสำเ
จากพืชสารพัดประโยชน์ที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตคนญี่ปุ่นมานาน วันนี้ “ไผ่” กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อป่าไผ่จำนวนมากถูกปล่อยทิ้ง ขาดการดูแล และขยายพื้นที่อย่างรวดเร็ว ญี่ปุ่นจึงเลือกแก้ปัญหาด้วยการสร้าง “ตลาดใหม่” ให้กับไผ่ ตั้งแต่วัสดุปูถนนลดความร้อน อาหารสัตว์ ไปจนถึงปุ๋ย หวังเปลี่ยนทรัพยากรที่ถูกมองข้ามให้กลับมาสร้างมูลค่าอีกครั้ง ไผ่เป็นพืชที่เติบโตเร็ว แข็งแรง และนำไปแปรรูปได้หลากหลาย จึงถูกนำมาใช้ในประเทศญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน ทั้งทำเครื่องใช้ในครัวเรือน วัสดุก่อสร้าง งานภูมิทัศน์ รวมถึงอาหารอย่างหน่อไม้ แต่เมื่อรูปแบบการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไป การใช้ไผ่ที่ปลูกในประเทศกลับลดลง จากการเข้ามาของวัสดุสมัยใหม่ เช่น พลาสติก การเปลี่ยนแปลงรูปแบบบ้านเรือน รวมถึงการนำเข้าหน่อไม้ราคาถูกจากต่างประเทศ ผลที่ตามมาคือ ป่าไผ่จำนวนไม่น้อยถูกปล่อยให้ขาดการดูแล ในขณะที่การใช้ประโยชน์ลดลง พื้นที่ป่าไผ่กลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากสำนักงานป่าไม้ญี่ปุ่น ระบุว่า พื้นที่ป่าไผ่ของญี่ปุ่นเพิ่มจากประมาณ 147,000 เฮกตาร์ ในปี 1986 เป็น 175,000 เฮกตาร์ ในปี 2022 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 28,000 เฮกตา
