News สูตรลับจากฟาร์ม เทคนิคเกษตร

‘ไบโอชาร์ ไบโอแก๊ส ไบโอดีเซล’ 3 พลังงานทดแทน แก๊ส น้ำมัน ไฟฟ้าช่วยเกษตรกร ยุคน้ำมันแพง

ในภาวะสงครามตะวันออกกลางที่ส่อแววยืดเยื้อจนกระทบต่อทุกภาคส่วน “เทคโนโลยีชาวบ้าน” ขอเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงเคียงข้างพี่น้องเกษตรกรไทย เพื่อร่วมกันหาทางรอดท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ

เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณณัฐ-ณัฐวุฒิ จันทร์เรือง บุคคลต้นแบบที่เตรียมพร้อมรับมือกับทุกวิกฤตได้อย่างยอดเยี่ยม โดยคุณณัฐได้ฉายภาพผลกระทบโดยตรงที่เกษตรกรต้องเผชิญว่า เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตแทบทุกขั้นตอนก็ขยับตัวตามทันที ตั้งแต่การใช้เครื่องจักรกลในแปลง การแปรรูป ไปจนถึงการขนส่ง

คุณณัฐ-ณัฐวุฒิ จันทร์เรือง

นอกจากน้ำมันที่เป็นหัวใจหลักแล้ว ราคาปัจจัยการผลิตอย่างปุ๋ยและยาก็ได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ วิกฤตครั้งนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่คนทำเกษตรต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืน

“อย่างตัวผมเองจะเน้นการพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด ตั้งแต่การดำรงชีพ การกิน การอยู่ การผลิต ปัจจัยการผลิต อะไรที่เราทำเองได้เราก็ทำ อย่างเช่น ปุ๋ย เมื่อก่อนเราจะซื้อปุ๋ยคอก ปุ๋ยขี้วัวมาเตรียมทำสวนในรอบถัดไป ตอนนี้เราหันมาปลูกหญ้าเพื่อนำมาทำปุ๋ยอินทรีย์แทนปุ๋ยคอก รวมถึงเรื่องพลังงานถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เรามีการผลิตถ่านไบโอชาร์ ต่อยอดทำน้ำส้มควันไม้เป็นไลน์โปรดักต์ นำไปใช้ไล่แมลงก่อนสเต็ปหนึ่ง เพื่อลดการใช้สารเคมี ช่วยเซฟต้นทุนเราไปได้ เรื่องของแรงงานที่สวนใช้เทคโนโลยีทดแทนแรงงานไปได้บางส่วนแล้ว รวมถึงเรื่องพลังงานเราใช้พลังงานทางธรรมชาติ พลังงานสะอาด เช่น โซลาเซลล์ กังหันลม หรือพวกไบโอแก๊ส ไบโอแมส เราก็ช่วยผลิตไฟไว้ใช้ในสวน คือพยายามพึ่งปัจจัยการผลิตจากตัวเองให้ได้มากที่สุดเพื่อลดปัจจัยภายนอกที่จะเข้ามากระทบในสวนเรา”


‘ไบโอชาร์ ไบโอแก๊ส ไบโอดีเซล’
พลังงานทดแทน ช่วยเกษตรกร
ลดต้นทุน สร้างความยั่งยืน

หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมคุณณัฐถึงวางแผนรับมือสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำราวกับรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า คุณณัฐเผยว่าทุกอย่างเกิดจากการเรียนรู้จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง โควิด-19 มาจนถึงสงครามในปัจจุบันที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออาชีพเกษตรกร

ด้วยวิกฤตที่เกิดขึ้นตามมาเป็นระลอก ทั้งราคาน้ำมันพุ่งสูง อาหารขาดแคลน และค่าเงินผันผวนจนค่าครองชีพขยับตัวสูงขึ้น เราจึงเลือกแก้ปัญหาด้วยการสร้างความมั่นคงจากภายใน ตั้งแต่การทำคลังอาหารและยาสมุนไพรไว้ใช้ยามฉุกเฉิน

และหันมาผลิตปัจจัยพื้นฐานในสวนเองเพื่อลดผลกระทบจากราคาตลาดที่ผันผวน เช่น การผลิตพลังงานจากขยะในฟาร์ม ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนแล้ว ยังเป็นการช่วยลดโลกร้อน สอดรับกับมาตรการระดับสากลอย่าง CBAM และ EUDR ที่บีบให้เกษตรกรยุคใหม่ต้องปรับตัวสู่มาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น

เริ่มจาก “ไบโอชาร์” ที่จุดประกายจากการเห็นขยะในสวนจำนวนมาก ทั้งกิ่งมังคุด เปลือกทุเรียน และเศษใบไม้ ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ให้เน่าเปื่อยตามธรรมชาติ กระบวนการหมักจะปลดปล่อยก๊าซมีเทนที่ส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนรุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า จึงนำขยะเหล่านี้มาเข้าสู่กระบวนการทำถ่านไบโอชาร์ พร้อมศึกษาจนพบคุณประโยชน์อันหลากหลาย ทั้งการปรับปรุงบำรุงดิน เป็นวัสดุปลูก กรองน้ำ ดักฝุ่น ไปจนถึงการใช้เป็นเชื้อเพลิงให้พลังงานสูง

เมื่อทำเตาไบโอชาร์สำเร็จแล้ว ก็ต่อยอดสู่การทำ “ไบโอแก๊ส” โดยนำเศษอาหารมาผ่านกระบวนการหมักเพื่อดักก๊าซที่เกิดขึ้นมาใช้เป็นพลังงานหุงต้มในครัวเรือนแทนการปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งนอกจากจะได้แก๊สแล้ว สิ่งที่ตามมาคือปุ๋ยคุณภาพดีสำหรับบำรุงพืชผัก รวมถึงก๊าซเหล่านี้ยังนำมาเป็นเชื้อเพลิงช่วยจุดเตาเผาไบโอชาร์ หรือปั่นเป็นกระแสไฟฟ้าได้อีกด้วย

ลำดับต่อมาคือการผลิต “ไบโอดีเซล” จากขยะพลาสติกที่สะสมมากขึ้นจากการสั่งของอุปโภคบริโภค ด้วยพื้นฐานความรู้ด้านปิโตรเคมี จึงสร้างเตากลั่นน้ำมันจากพลาสติกขึ้นมา เพราะพลาสติกมีต้นกำเนิดมาจากน้ำมัน เราเพียงแค่ใช้กระบวนการทางความร้อนทำให้เขากลับคืนสู่สภาพเดิม น้ำมันที่กลั่นได้สามารถนำไปใช้กับเครื่องจักรกลเกษตรได้หลากหลาย ทั้งรถตัดหญ้า เครื่องปั่นไฟ และปั๊มสูบน้ำในสวน ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้มาก แม้จะไม่ได้การันตีว่าใช้ทดแทนน้ำมันรถยนต์ได้สมบูรณ์แบบ แต่สำหรับเครื่องยนต์รอบต่ำถือว่าใช้งานได้ดีเยี่ยม ซึ่งที่สวนของเราพิสูจน์แล้วจากการใช้งานจริงมาตลอด 3 ปี

“พลังงานทางเลือก” ฉบับทำใช้เอง
ลดต้นทุนสวนเกษตรได้เกือบแสนต่อปี

สำหรับเกษตรกรที่สนใจอยากผลิตพลังงานไว้ใช้ในครัวเรือน คุณณัฐอธิบายว่า เกษตรกรทั่วไปสามารถทำได้เพราะหลักการจริงๆ คือ “ไพโรไลซิส” เหมือนการเผาถ่านไบโอชาร์แบบอับอากาศ แค่ทำให้พลาสติกถึงจุดเดือดจนระเหยเป็นไอน้ำมันออกมาที่อุณหภูมิประมาณ 150 องศาเซลเซียส เราจะได้น้ำมันธาตุเบาหรือเบนซินมาใช้ ถ้าคุมอุณหภูมิได้นิ่ง น้ำมันที่กลั่นออกมาจะใสไม่มีตะกอน นำไปใช้กับเครื่องจักรกลการเกษตรรอบต่ำได้เลย วิธีที่ดีที่สุดคือใช้ สูตรผสม โดยใช้น้ำมันกลั่นเอง 7 ส่วน ผสมกับน้ำมันจากปั๊ม 3 ส่วน แบบนี้จะเวิร์กกว่า แต่ถ้าคุมไฟไม่เป็น น้ำมันจะออกมาข้นเหมือนน้ำมันก๊าด ซึ่งต้องนำไปกรองซ้ำอีกที ไม่แนะนำให้เอาไปใช้กับรถยนต์ เพราะน้ำมันที่เรากลั่นเองไม่ได้ผ่านการเพียวริฟาย หรือตรวจค่าออกเทนจากห้องแล็บเหมือนน้ำมันปั๊ม ความบริสุทธิ์จึงต่างกัน

การจัดการขยะและพลังงานในครัวเรือน

บ้านไหนมีเศษอาหารเหลือวันละ 1-2 กิโลกรัม ก็เอามาใส่บ่อหมักทำแก๊สได้เลย แก๊สจะเกิดขึ้นตลอดเราก็เติมเข้าไปทุกวัน หรือถ้าไม่มีเศษอาหารจริงๆ จะใช้ขี้หมูขี้วัวมาใส่แทนก็ได้ แต่โจทย์ของเราคือต้องการกำจัดเศษอาหาร บอลลูนแก๊สขนาด 1 ตันใช้หุงต้มได้ประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งต่อวันเราใช้จริงไม่ถึงอยู่แล้ว

ส่วนพลาสติกที่จะนำมากลั่น โดยเฉลี่ยพลาสติก 1 กิโลกรัม ฝาขวด พลาสติก PP/PE ถุงแกง กระสอบ เชือกฟาง แกลลอนน้ำมัน หรือขวดน้ำดื่มแบบขุ่น จะกลั่นเป็นน้ำมันได้ประมาณ 8 ขีด แต่ถ้าจะเผาทีละกิโลมันจะไม่คุ้มค่า เวลาทำทีหนึ่งเราจะใส่พลาสติก 20-30 กิโลกรัม ถามว่าประหยัดได้เยอะไหม? เรามีมิเตอร์วัดจดสถิติไว้ตลอด ผลปรากฏว่าช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ขั้นต่ำเดือนละ 7,000 บาท ทั้งจากการลดค่าไฟฟ้าและค่าแก๊สหุงต้ม ถ้ามองเป็นรายปีก็ประหยัดไปได้ถึง 84,000 บาท เกือบแสนเลย ถือว่าไม่น้อยเลยสำหรับการลดต้นทุนในสวนเกษตร

หากเกษตรกรไทยพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้เช่นนี้
ภาพลักษณ์ของเกษตรกรไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไร

คุณณัฐบอกว่า จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล เพราะสิ่งที่ผมทำอยู่นี้ คือสิ่งที่เกษตรกรตัวเล็กๆ คนนึงสามารถทำได้เอง และถ้าผมทำได้ แล้วมีโมเดลแบบนี้เกิดขึ้นในหลายๆ ชุมชน จะช่วยประเทศได้ขนาดไหน ลองคิดดูว่าขยะจะหายไป ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะสะอาดขึ้น เราจะพึ่งพาปัจจัยภายนอกน้อยลง จนกลายเป็นว่าทุกอย่างในมือเราสามารถกำหนดได้เองหมด

ถ้าเรากำหนดต้นทุนได้แบบนี้ทุกชุมชนทั่วประเทศ มันจะเป็นองคาพยพใหญ่ที่ช่วยทั้งการประหยัดและลดต้นทุนในอีกหลายแง่มุม และสิ่งที่ทำมันไม่ได้ดีแค่กับบ้านเราคนเดียว อย่างการทำ “ไบโอชาร์” เราเอามาเป็นวัสดุปรับปรุงดินที่เสื่อมโทรมจากการทำสวนผลไม้มานาน ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์เหมือนดินบริสุทธิ์ในยุคก่อนที่จะทำสวนเชิงธุรกิจแบบสมัยนี้ ถ้าดินดีขึ้นระดับประเทศแบบนี้มันคือความยั่งยืน

“นี่จึงเป็นจุดประกายให้ผมจดทะเบียนตั้ง “วิสาหกิจชุมชนไบโอจัน” ขึ้นมา เพื่อส่งต่อแนวคิดนี้ สิ่งที่ผมทำอาจเป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆ ตัวหนึ่ง แต่ผมตั้งใจให้มันเป็นฟันเฟืองที่ช่วยพัฒนาโครงสร้างทางการเกษตรของประเทศ และทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า ถ้าทุกคนลงมือทำและคิดเหมือนกันแบบนี้ ต่อไปภาคการเกษตรจะดีขึ้นเหมือนกันทั้งประเทศแน่นอนครับ” คุณณัฐกล่าวทิ้งท้าย

Related Posts