“ไม่มีประวัตินำเข้า แต่ 11 บริษัทส่งออกปลากว่า 200,000 ตัว ได้อย่างไร?” อาจเป็นเพียงคำถามสั้นๆ แต่กลับสะท้อนความผิดปกติสำคัญในระบบข้อมูลประมงไทย เพราะในขณะที่หน่วยงานรัฐยืนยันว่า ประเทศไทยมีการนำเข้าปลาหมอคางดำอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพียงครั้งเดียวเพื่อการวิจัย กลับปรากฏข้อมูลการส่งออกปลาชนิดเดียวกันไปยังต่างประเทศจำนวนมหาศาลในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ถึงวันนี้ สำคัญที่สุดคือ เหตุใดร่องรอยทางการค้าเหล่านี้จึงยังไม่เคยได้รับคำอธิบายที่ชัดเจนต่อสาธารณะ
ย้อนกลับไปในปี 2553 ประเทศไทยอนุญาตให้นำเข้าปลาหมอคางดำอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพียงกรณีเดียว คือการนำเข้าปลา 2,000 ตัว เพื่อใช้ในการวิจัย ภายใต้ระบบควบคุมของหน่วยงานรัฐ ต่อมามีคำชี้แจงว่าโครงการดังกล่าว “ล้มเหลว” และปลาทั้งหมดถูกกำจัดไปแล้ว
หลังจากนั้น ในปี 2555 เริ่มมีรายงานการพบปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติของไทย ก่อนที่สถานการณ์จะขยายตัวอย่างรวดเร็วในหลายจังหวัดชายฝั่งและระบบนิเวศน้ำกร่อย
คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า หากการนำเข้ามีเพียงครั้งเดียว และโครงการวิจัยสิ้นสุดลงตามที่กล่าวอ้าง เหตุใดปลาชนิดนี้จึงสามารถแพร่กระจายได้กว้างขวางเช่นนี้
ประเด็นที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือข้อมูลการส่งออกที่ปรากฏในระบบราชการ ซึ่งระบุว่า ระหว่างปี 2556–2559 มีบริษัทเอกชนถึง 11 แห่ง ส่งออกปลาหมอคางดำรวมกว่า 230,000–320,000 ตัว ไปยังปลายทางกว่า 17 ประเทศ
ข้อมูลดังกล่าวกลายเป็น “เอกสารหลักฐาน” ที่สังคมไม่อาจมองข้าม เพราะในการค้าสัตว์น้ำระหว่างประเทศ มาตรฐานสากลใช้ “ชื่อวิทยาศาสตร์” เป็นหัวใจสำคัญในการตรวจสอบชนิดสินค้า การส่งออกสัตว์น้ำไม่สามารถอาศัยเพียงชื่อการค้าทั่วไป แต่ต้องผ่านเอกสารรับรอง การตรวจสอบ และการสุ่มตรวจของประเทศปลายทาง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากเอกสารระบุชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Sarotherodon melanotheron หรือปลาหมอคางดำ ย่อมสะท้อนว่ามีการสำแดงชนิดสินค้าตามระบบมาตรฐานระหว่างประเทศ มิใช่เพียงความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยทางเอกสาร
แม้กรมประมงจะชี้แจงภายหลังว่า ข้อมูลการส่งออกดังกล่าวอาจเกิดจาก “การกรอกเอกสารผิดพลาด” แต่คำอธิบายนี้กลับยิ่งสร้างข้อสงสัยมากขึ้นในทางตรรกะและทางระบบ

เพราะหากเป็นความผิดพลาดจริง เหตุใดจึงเกิดขึ้นกับบริษัทถึง 11 แห่ง ในช่วงเวลาเดียวกัน และเกี่ยวข้องกับปลาชนิดเดียวกันทั้งหมด
ความผิดพลาดเฉพาะรายอาจเกิดขึ้นได้ในระบบราชการ แต่ความผิดพลาดที่มีรูปแบบซ้ำกันในหลายบริษัท หลายธุรกรรม และต่อเนื่องหลายปี ย่อมควรได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง มากกว่าการสรุปว่าเป็นเพียงข้อคลาดเคลื่อนทางเอกสาร
ที่สำคัญ คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรเอง เคยตั้งคำถามตรงไปตรงมาว่า หากประเทศไทยไม่มีประวัติการนำเข้าปลาหมอคางดำอย่างถูกกฎหมาย นอกเหนือจากกรณีดั้งเดิม แล้วบริษัทเหล่านี้นำปลามาจากที่ใดเพื่อการส่งออก
นี่คือ “ห่วงโซ่อุปทานที่มองไม่เห็น” ที่ยังขาดคำอธิบาย ไม่ว่าจะเป็นความเป็นไปได้ของเครือข่ายเพาะพันธุ์ผิดกฎหมาย การค้าปลาสวยงาม ระบบควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำที่มีช่องโหว่ หรือระบบตรวจสอบย้อนกลับที่อ่อนแอ
ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยของกรมประมงในปี 2556 และ 2558 ยังให้ผลสรุปที่แตกต่างกันเกี่ยวกับโครงสร้างพันธุกรรมของปลาหมอคางดำในไทย ก่อนที่งานศึกษาดีเอ็นเอฉบับใหม่จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะกลับมาตั้งข้อสังเกตอีกครั้งว่า ปลาเหล่านี้อาจมีต้นกำเนิดซับซ้อนกว่าที่สังคมเคยรับรู้
สังคมไทยควรตระหนักว่า คดีปลาหมอคางดำไม่ใช่เรื่องที่ควรถูกตัดสินด้วยความเชื่อ ความรู้สึก หรือกระแสสังคม หากแต่ควรให้กระบวนการยุติธรรมทำหน้าที่อย่างรอบคอบ บนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ข้อมูลการค้า เอกสารราชการ พยานแวดล้อม และข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งหมด เพราะในคดีที่มีความซับซ้อนด้านระบบนิเวศ การเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำ และพันธุกรรมประชากร การด่วนสรุปโดยปราศจากการพิจารณาหลักฐานอย่างครบถ้วน อาจนำไปสู่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และทำให้สังคมมองข้ามคำถามสำคัญของปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ
