ปลาหมอคางดำ
ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ “ ซูริมิ” (Surimi) หรือเนื้อปลาบดแช่เยือกแข็งมานานกว่า 40 ปี สินค้าซูริมิของไทยได้มาตรฐานและมีคุณภาพดี เป็นวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมผลิตอาหารพร้อมบริโภค ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของเนื้อปูเทียม ลูกชิ้นปลา ไส้กรอก ปลาเส้น เนื้อปลาบดชุบขนมปังป่น ฯลฯ อุตสาหกรรมซูริมิในประเทศไทยใช้ปลาทะเลเนื้อขาวเป็นวัตถุดิบในการผลิต ซึ่งเป็นโปรตีนไมโอไฟบริลเข้มข้นที่มีเสถียรภาพ เป็นอาหารทะเลที่มีราคาถูก และมีปริมาณไขมันต่ำ จัดเป็นอาหารสุขภาพที่เหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย ขณะที่ซูริมิ ในตลาดโลกมีมูลค่า 6.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต้องการของตลาดมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องเฉลี่ย 5.9% ต่อปี จนถึงปี ค.ศ. 2032 แต่ข้อจำกัดด้านอุปทานและผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศทำให้จำเป็นต้องค้นหาสายพันธุ์ทางเลือกอื่นเพื่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ปลาหมอคางดำ วัตถุดิบทางเลือกใหม่สำหรับอุตสาหกรรมซูริมิ ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับการรุกรานทางน้ำของปลาหมอคางดำ ซึ่งแพร่กระจายไปยัง 19 จังหวัด ปลาชนิดนี้ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการแย่งอาหารกับสัตว์พื้นถิ่น โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา ภ
สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ เผยสถานการณ์ “ปลาหมอคางดำ” ในเขื่อนลำปาว พร้อมระบุ “วิถีอีสาน” และความร่วมมืออย่างจริงจังจากคนในพื้นที่คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยสกัดการแพร่ระบาด ล่าสุดปูพรมตรวจสอบฟาร์มปลาเหยื่อไม่พบการปะปน เตรียมดีเดย์ 16 ตุลาคมนี้ จัดกำลังเพชฌฆาตลำปาวกว่า 400 นาย ปฏิบัติการ Re-x-ray “Save Lam Pao” กวาดล้างเต็มรูปแบบ นางสายฝน เสียงหวาน หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการด้านการประมง สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินการควบคุมการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่เขื่อนลำปาวว่า ภายหลังจากที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ ทางสำนักงานประมงจังหวัดได้ดำเนินมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น ล่าสุดยืนยันว่าสถานการณ์อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ โดยตั้งแต่ช่วงวันที่ 31 สิงหาคม ถึง 8 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่และชาวบ้านสามารถจับปลาหมอคางดำได้เพียง 388 ตัวเท่านั้น นางสายฝน กล่าวต่อว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การแพร่ระบาดไม่ขยายวงกว้าง มาจากการได้รับความร่วมมืออย่างดีเยี่ยมจากประชาชนในพื้นที่ และ “วิถีอีสาน” ที่เมื่อชา
หลังพบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำซึ่งเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่น (Alien Species) เป็นครั้งแรกในพื้นที่ภาคอีสานที่เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้สร้างความกังวลให้กับประชาชนและเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างมาก เพราะเขื่อนลำปาวเป็นแหล่งน้ำสำคัญของภาคอีสานหล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรมหลายจังหวัดในลุ่มน้ำชีและภาคอีสานตอนล่าง เช่น ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม หากวางแผนป้องกันกำจัดปลาหมอคางดำไม่รัดกุม อาจทำให้ปลาหมอคางดำแพร่กระจายในวงกว้าง ทำลายระบบนิเวศและกินสัตว์น้ำท้องถิ่นจนส่งผลกระทบต่ออาชีพและรายได้ของประชาชนและเกษตรกรจำนวนมาก ที่ผ่านมากรมประมงได้ดำเนินมาตรการสำรวจและเฝ้าระวังสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง สามารถจับปลาหมอคางดำได้แบบรายวัน กระจายอยู่ในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอสามชัย อำเภอหนองกุงศรี และอำเภอสหัสขันธ์ แต่เขื่อนลำปาวมีพื้นที่กว้างขวาง ประกอบกับใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำแบบดั้งเดิม เช่น ตุ้ม ลอบ แห และอื่นๆ ทำให้การตรวจพบปลาหมอคางดำยังอยู่ในระยะเริ่มต้นที่มีปริมาณไม่มาก การวางแผนสกัดกั้นการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำอาจไม่ทันการณ์ ใช้เทคโนโลยี eDNA สกัดกั้นปลาหมอคางดำ เมื่อวัน
กรณีที่มีกระแสข่าวปลาหมอคางดำแพร่ระบาดในวงกว้าง สร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมเรียกร้องให้ทางจังหวัดประกาศเป็นเขตภัยพิบัติเพื่อขอรับเงินชดเชยจากรัฐบาลนั้น นายสมเกียรติ ขวัญเมือง ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า สถานการณ์ปลาหมอคางดำไม่ได้ระบาดรุนแรงเหมือนที่เป็นข่าว ยอมรับว่ามีปลาหมอคางดำอยู่ในแหล่งน้ำทั่วไป แต่การระบาดอยู่ในระดับไม่รุนแรง พบความชุกชุมไม่เกิน 10 ตัวต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตร อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังและควบคุม ยังไม่เข้าข่ายประกาศเขตภัยพิบัติ “เมื่อ 3-4 เดือนที่แล้ว ก็มีรายงานข่าวลักษณะนี้ว่า เกษตรกรปล่อยกุ้งลงบ่อไป ผ่านไป 4 เดือน จับกุ้งแล้วปรากฏว่าได้กุ้ง 30 กิโลกรัม ได้ปลาหมอคางดำ 3 ตัน พูดกันจริงๆ ผมก็อยากรู้ว่าคนให้ข่าวเป็นคนเลี้ยงกุ้งไหม บ่อนั้นเลี้ยงกุ้งจริงหรือเปล่า ผมพยายามชี้แจงมาโดยตลอดว่าข้อมูลไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง” นายสมเกียรติ กล่าวว่า หากเป็นผู้เลี้ยงกุ้งมืออาชีพจะใส่ใจดูแลบ่อกุ้งอย่างดี คอยตรวจสอบไม่ให้มีปลาอยู่ในบ่อกุ้งเลย หากเจอปลาแค่ 1-2 ตัว จะโรยกากชากำจัดปลาทันที และน้ำที่สูบเข้าบ่อกุ้ง ต้องผ่านกระบวนการกรอง
จากกรณี มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า พบปลาหมอคางดำในบริเวณอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2569 สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ ไม่นิ่งนอนใจได้ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสกลนคร ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดกาฬสินธุ์ และเครือข่ายประมงพื้นบ้าน ได้ลงพื้นที่สุ่มสำรวจด้วยแห รอบอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว พบการกระจายของปลาหมอคางดำในบริเวณบ้านท่าเรือภูสิงห์ ตำบลภูสิงห์ อำเภอสหัสขันธ์ ตำบลหนองสรวง อำเภอหนองกุงศรี ตำบลสำราญใต้ อำเภอสามชัย ฯลฯ ผลการสำรวจ พบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำพบมากที่สุด 34 ตัว บริเวณบ้านคำเขื่อนแก้ว ตำบลสำราญใต้ อำเภอสามชัย ซึ่งเป็นพื้นที่เหนือเขื่อนที่ระดับน้ำไม่ลึกมาก อยู่ใกล้เขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำวัดเกาะแก้ว บริเวณดังกล่าวมีแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากมีประชาชนมาให้อาหารปลาเป็นประจำ นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ในเขื่อนลำปาวขณะนี้ยังอยู่ในวงจำกัด พบแค่ 3 จุดเท่านั้น จำนวนยังไม่มากเมื่อเทียบกับพื้นที่เขื่อนที่กว้างถึง 356,000 ไร่ โดยเกณฑ์การประกาศเป็นพื้นที่ระบาด จะต้องพบปลาห
วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น. ณ วัดโสภณาราม (วัดบ้านขอม) ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร นายเผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” ครั้งที่ 29 โดยมี นายประดิษฐ์ เบาเนิด ประธานสภาเทศบาลเมืองโคกขาม กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในจังหวัดสมุทรสาคร คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายของกรมประมง (Fisheries Co-ordinator : FC) สมุทรสาคร กองพันทหารสื่อสารที่ 101 กรมการทหารสื่อสาร ค่ายกำแพงเพชรอัครโยธิน เทศบาลเมืองโคกขาม ท้องที่ ท้องถิ่น ทีมคนหว่านแห ประชาชนในพื้นที่ทุกภาคส่วนร่วมลงพื้นที่จับและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำเป้าหมาย สะท้อนถึงความร่วมมือและการบูรณาการจากทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของสัตว์น้ำต่างถิ่นอย่างต่อเนื่อง จังหวัดสมุทรสาครเป็นพื้นที่ที่มีเครือข่ายคลองและพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจำนวนมาก ทำให้ปลาหมอคางดำสามารถแพร่กระจายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ สัตว์น้ำพื้นถิ่น ตลอดจนการประกอบอาชีพของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การจัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” จึงเป็นอีกหน
ปัญหาเอเลียนสปีชีส์ หรือสัตว์น้ำต่างถิ่น รุกรานระบบนิเวศกำลังเป็นปัญหาใหญ่ในหลายประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สหรัฐอเมริกา รวมทั้งประเทศไทย ทุกวันนี้ การแพร่พันธุ์ ของสัตว์น้ำต่างถิ่น ล้วนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศแหล่งน้ำของประเทศไทยอย่างมาก การแพร่กระจายของเอเลียนสปีชีส์ หรือสัตว์น้ำต่างถิ่น ในประเทศไทยพบว่า เกิดจากหลายช่องทาง เช่น การนำเข้าสัตว์น้ำสวยงาม การเพาะเลี้ยง การปล่อยสัตว์เลี้ยงสวยงามลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ จากความตั้งใจและไม่ตั้งใจ เช่น ปัญหาน้ำท่วมพัดพาสัตว์น้ำจากฟาร์มสู่ธรรมชาติ เป็นต้น ตลาดปลาสวยงาม สร้างรายได้ดี ปัจจุบันการเลี้ยงปลาสวยงามเป็นงานอดิเรก ได้รับความนิยมแพร่หลายทั่วโลก มีมูลค่าการซื้อขายกว่า 10,000 ล้านบาท ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอันดับต้นๆ ของโลก มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 11% เพราะประเทศไทยมีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสวยงาม ปลากัดไทยเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญที่ได้รับความนิยมในตลาดโลก โดยปลากัดไทยได้รับการพัฒนาด้านการเพาะเลี้ยงและปรับปรุงพันธ์ุจากกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงจนเกิดรูปร่างลักษณะที่มีความหลากหลาย รวมทั้งสีสันที่สวยงาม
เมื่อเร็วๆ นี้ นายชัยภัฏ จันทร์วิไล ประธานเครือข่ายเสียงจากป่า องค์กรภาคประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เข้ายื่นคำร้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของกรมประมง และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ในการกำกับดูแลและตรวจสอบการนำเข้า–ส่งออกปลาหมอคางดำ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ นายชัยภัฏ กล่าวว่า การยื่นคำร้องครั้งนี้มีประเด็นสำคัญที่เครือข่ายฯ ต้องการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ เส้นทางการส่งออกปลาหมอคางดำจากประเทศไทยในช่วงปี 2556–2559 หลังพบข้อมูลการส่งออกโดยบริษัทปลาสวยงาม 11 บริษัท รวมกว่า 320,000 ตัว จำนวน 222 ครั้ง ก่อนมีการร้องเรียนเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในปี 2560 ซึ่งแสดงว่ามีผู้เกี่ยวข้องกับประเด็นปลาหมอคางดำหลายราย ที่ผ่านมาสังคมให้ความสนใจอย่างมากกับคำถามว่าปลาหมอคางดำเข้ามาในประเทศไทยได้อย่างไร แต่เครือข่ายฯ เห็นว่าอีกเส้นทางหนึ่งที่ควรได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจังคือ “เส้นทางการส่งออก” ว่าปลาหมอคางดำที่ถูกส่งออกจากประเทศไทยในช่วงเวลาดังกล่าวมีต้นทางมาจากที่ใด ใครเป็นผู้เพาะเลี้ยงหรือครอบครอง และสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งที่
สืบเนื่องจากนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้กรมประมงเร่งแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ โดยมุ่งการจำกัดพื้นที่การระบาด การกำจัดปลาหมอคางดำออกจากระบบนิเวศ และการส่งเสริมการนำปลาไปใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการจำกัดและกำจัดจำนวนประชากรปลาหมอคางดำนั้น ล่าสุด สำนักงานประมงจังหวัดราชบุรีร่วมกับหน่วยงานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายของกรมประมง (Fisheries Co-ordinator : FC) จังหวัดราชบุรี ประกอบด้วย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดราชบุรี ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรี หน่วยป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืดเขื่อนแก่งกระจาน เพชรบุรี และเทศบาลตำบลเจ็ดเสมียน จัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลองกำจัดปลาหมอคางดำ” พร้อมประกวดแข่งขันจับปลาหมอคางดำชิงเงินรางวัล 1พันบาท ระหว่างวันที่ 6–7 สิงหาคม 2569 ในพื้นที่คลองหนองบางงู หมู่ที่ 6 ตำบลเจ็ดเสมียน อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี นายอำนาจ จีนขาวขำ ประมงจังหวัดราชบุรีกล่าวว่า สำนักงานประมงจังหวัดราชบุรี ได้จัดกิจกรรมแข่งขันจับปลาหมอคางดำควบคู่กับกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” บริเวณคลองหนองบางงู หมู
ทุกวันนี้ ประเทศไทยประสบปัญหาการแพร่ระบาดของ “สัตว์น้ำต่างถิ่น (Alien Species)” หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ปลาซักเกอร์ ตะพาบไต้หวัน ปลาดุกแอฟริกัน ปลาหมอมายัน ปลาหมอคางดำ และกุ้งเครย์ฟิช ฯลฯ การกำจัดให้หมดจากแหล่งน้ำธรรมชาติถือเป็นเรื่องยากมากเพราะสัตว์น้ำต่างถิ่นเหล่านี้ปรับตัวเก่ง แพร่พันธุ์เร็ว แย่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำพื้นถิ่น ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง ปัญหาการแพร่ระบาดของสัตว์น้ำต่างถิ่น นับเป็นบทเรียนสำคัญ ที่สังคมไทยได้ตระหนักรู้ถึงผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับระบบนิเวศ ทรัพยากรสัตว์น้ำ การแก้ไขปัญหาให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน ในการวางแผนจัดการปัญหาอย่างเหมาะสมโดยใช้มาตรการควบคุม ตรวจสอบ และเฝ้าระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเช่นนี้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่น ไม่ควรมองเฉพาะประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมแต่เพียงอย่างเดียว ควรเชื่อมโยงถึงความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจชุมชน เพราะสัตว์น้ำบางชนิด เช่น ปลาหมอคางดำและกุ้งเครย์ฟิช ฯลฯ สามารถเปลี่ยน
