News

“ไทย” ร่วมเป็นเจ้าภาพ “INFOFISH TUNA 2026” ครั้งที่ 19 ผนึกกำลังระดับโลก ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทูน่ายุคใหม่ด้วย “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน”

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น. ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ นายชัย วัชรงค์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพร่วมเปิดงานประชุมและจัดแสดงสินค้าระหว่างประเทศ The 19th INFOFISH World Tuna Trade Conference & Exhibition “INFOFISH TUNA 2026” ครั้งที่ 19 ภายใต้แนวคิด “การเสริมสร้างการผนึกกำลังในห่วงโซ่คุณค่า เศรษฐกิจสีน้ำเงิน และความยั่งยืนในอุตสาหกรรมทูน่าโลก”  ร่วมกับ องค์การระหว่างประเทศด้านข่าวสารการตลาดและบริการแนะแนว ด้านเทคนิคของสินค้าสัตว์น้ำแห่งเอเชียและแปซิฟิก (INFOFISH) เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของผู้นำระดับสูง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมปลาทูน่า ผ่านการกำหนดทิศทางและพัฒนาอุตสาหกรรมทูน่า ควบคู่กับการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างรับผิดชอบ ตามแนวทางเศรษฐกิจสีน้ำเงิน พร้อมจัดแสดงสินค้าและบริการกว่า 40 บูท โดยมีผู้นำ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้แทนจากภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมกว่า 500 รายจากทั่วโลก

นายประเทศ ซอรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การประชุมและจัดแสดงสินค้าระหว่างประเทศ “INFOFISH TUNA” เป็นงานที่จัดขึ้นทุก 2 ปี โดยประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพร่วมจัดการประชุมมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ พ.ศ. 2547 เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมทูน่า ซึ่งมีความสำคัญต่อทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหารของโลก เนื่องจากปลาทูน่าเป็นทั้งสินค้าโภคภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าทางการค้าและการจ้างงาน อีกทั้งยังเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงจากทะเลที่มีความสำคัญต่อประชากรทั่วโลก จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมทูน่า โดยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกปลาทูน่ากระป๋องรายใหญ่ที่สุดของโลก จากการนำเข้าวัตถุดิบปลาทูน่ามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออกไปยังตลาดต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาค ซึ่งเห็นได้จากปี 2568 ไทยมีการนำเข้าวัตถุดิบปลาทูน่าประมาณ 737,135 ตัน คิดเป็นมูลค่า 43,031 ล้านบาท และส่งออกปลาทูน่ากระป๋อง และผลิตภัณฑ์แปรรูปประมาณ 542,814 ตัน คิดเป็นมูลค่า 76,666 ล้านบาท นอกจากนี้ ประเทศไทยยังครองส่วนแบ่งการตลาดผลิตภัณฑ์ทูน่าแปรรูปในตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกาเกือบร้อยละ 30 ของมูลค่าการนำเข้าทูน่าทั้งหมดของสหรัฐอเมริกา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมทูน่าไทยในด้านการผลิตและการส่งออก ตลอดจนบทบาทสำคัญในตลาดระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความต้องการปลาทูน่าของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้อุตสาหกรรมทูน่าเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบและมาตรฐานทางการค้า โดยประเทศคู่ค้าและผู้บริโภคเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการผลิตและการค้าที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ความเป็นธรรมทางสังคม และหลักธรรมาภิบาล (ESG) ตลอดห่วงโซ่การผลิตมากขึ้น ส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องปรับการบริหารจัดการ และการค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล สำหรับประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ผลิต และส่งออกปลาทูน่ารายสำคัญ จึงมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมทูน่าอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน ภายใต้นโยบาย “การเปลี่ยนผ่านสีน้ำเงินอย่างยั่งยืน” โดยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรทูน่า การต่อต้านการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) การพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่การผลิต การป้องกันแรงงานบังคับและการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานสุขอนามัยและความปลอดภัยของผู้บริโภค ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้อุตสาหกรรมทูน่าไทยสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

รองอธิบดีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการประชุมและจัดแสดงสินค้าระหว่างประเทศ “INFOFISH TUNA 2026” ครั้งที่ 19 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 16 กันยายน 2569 ภายใต้แนวคิด “การเสริมสร้างการผนึกกำลังในห่วงโซ่คุณค่า เศรษฐกิจสีน้ำเงิน และความยั่งยืนในอุตสาหกรรมทูน่าโลก” เป็นความร่วมมือระหว่าง INFOFISH กรมประมง สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย (TTIA) คณะกรรมาธิการปลาทูน่าแห่งมหาสมุทรอินเดีย (IOTC–CTOI) คณะกรรมาธิการประมงแห่งมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกและตอนกลาง (WCPFC) คณะกรรมาธิการปลาทูน่าเขตร้อนระหว่างประเทศในทวีปอเมริกา (IATTC) และมูลนิธิความยั่งยืนของอาหารทะเลระหว่างประเทศ (ISSF) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมทูน่าทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ได้แก่ การจับ การแปรรูป โลจิสติกส์ ไปจนถึงการตลาด ซึ่งเป็นโอกาสในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมทูน่าโลก


โดยการประชุมในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก Dr. Manuel Barange Fisheries and Aquaculture Division, FAO, Italy ร่วมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การเสริมสร้างความเชื่อมโยงของห่วงโซ่คุณค่า เศรษฐกิจสีน้ำเงิน และความยั่งยืนตลอดอุตสาหกรรมปลาทูน่าทั่วโลก” (Strengthening Value Chain Synergies, Blue Economies and Sustainability across the Global Tuna Industry) พร้อมด้วยการเสวนาและอภิปราย ในประเด็นสำคัญตลอดทั้ง 3 วัน โดยผู้เข้าร่วมประชุมจะได้รับฟังเสวนาพิเศษจากผู้นำระดับสูง ในหัวข้อ “ภาวะผู้นำ ความยั่งยืน และอนาคตของการค้าปลาทูน่าระดับโลก” ซึ่งเป็นการเสวนาที่รวบรวมผู้แทนระดับสูงจากหลายภาคส่วน ร่วมกันวิเคราะห์ทิศทางการบูรณาการความร่วมมือ โดยมุ่งเน้นประเด็นธรรมาภิบาลการประมงที่ยั่งยืน การเข้าถึงตลาด การสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่ยืดหยุ่น การพัฒนาเศรษฐกิจสีน้ำเงิน การลงทุนที่มีความรับผิดชอบ และบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบตรวจสอบย้อนกลับดิจิทัล และเทคโนโลยีประมงอัจฉริยะ เพื่อสร้างความโปร่งใสให้แก่ผู้บริโภคและประเทศคู่ค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน

นอกจากนี้ ในวันที่ 15 กันยายน 2569 ยังมีการอภิปรายและวิเคราะห์แนวโน้มการค้าทูน่าโลกและตลาดภูมิภาคหลัก ทั้งข้อกำหนดด้านความยั่งยืน มาตรการทางภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษี การทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) และความคาดหวังของผู้ซื้อในตลาดสากล รวมถึงโอกาสด้านการลงทุนและการเงินเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสีน้ำเงิน อาทิ การเงินแบบผสมผสาน (Blended Finance) และการจัดหาเงินทุนตามหลักสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในอุตสาหกรรมอาหารทะเล อาทิ เทคโนโลยีการประมงอัจฉริยะ ระบบติดตามตรวจสอบทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Monitoring) และระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม และวันที่ 16 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นวันสุดท้าย จะมีการอภิปรายโดยมุ่งเน้นในเรื่องของความยั่งยืน ความรับผิดชอบต่อสังคม และการเข้าถึงตลาดอย่างเป็นธรรม ครอบคลุมทั้งด้านการรับรองมาตรฐาน การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และการสนับสนุนประมงพื้นบ้านขนาดเล็กให้เข้าถึงตลาดสากลได้ พร้อมปิดท้ายด้วยเวทีเสวนา “CEO & Industry Futures Dialogue” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่ออนาคตอุตสาหกรรมทูน่า ทั้งการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรจากสภาพภูมิอากาศ ความไม่แน่นอนทางการค้า และแนวทางการดำเนินธุรกิจในตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ตลอดทั้ง 3 วัน จะมีการจัดนิทรรศการแสดงสินค้าและบริการกว่า 40 บูท ประกอบด้วย เครื่องจักร เทคโนโลยี และบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมทูน่า เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุม ได้สร้างเครือข่าย และต่อยอดความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน พร้อมเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต วางแผนการส่งออกให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยให้อุตสาหกรรมทูน่าไทยสามารถรับมือกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้ดียิ่งขึ้น

รองอธิบดีฯ กล่าวในตอนท้ายว่า การประชุมครั้งนี้นับเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศไทย ให้พร้อมรับมือกับกติกาการค้าโลก ขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมทูน่าไทยให้สามารถแข่งขันได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระดับสากล ทั้งนี้ กรมประมงพร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทูน่าไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานโลก เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประเทศคู่ค้าและผู้บริโภคว่า ผลิตภัณฑ์ทูน่าของไทยมีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำประมง IUU ตลอดจนมุ่งมั่นร่วมมือกับองค์กรบริหารจัดการประมงระหว่างประเทศ (RFMOs) ในการดูแลทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy)

Related Posts