วันไข่ไก่โลกซึ่งถูกกำหนดให้เป็นวันศุกร์ที่สองของเดือนตุลาคมของทุกปี .. มาในปีนี้กลับกลายเป็นจังหวะเดียวกับที่ “เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่” ต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่จากอุทกภัยที่สร้างความเสียหายต่อพื้นที่แหล่งเลี้ยงไก่ไข่ที่สำคัญของประเทศหลายจังหวัด สร้างความเสียหายต่อผลผลิตไข่ไก่ และยังส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่มาถึงระบบการขนส่งและการกระจายไข่ไก่ไปยังพื้นที่ต่างๆ
อุทกภัยในพื้นที่ภาคตะวันออกโค้งสุดท้าย
ข้อมูลที่เป็นทางการ ณ วันที่ 1 ต.ค. 2569 กรมปศุสัตว์ได้สำรวจความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ 4 จังหวัดหลัก ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครนายก และปราจีนบุรี รวมถึงพื้นที่โดยรอบเขตปริมณฑล สร้างความเสียหายทำให้ไก่ไข่ตายไปกว่า 3.2 ล้านตัว โดยในจำนวนนี้ เป็น ไก่ไข่ยืนกรง 2,760,094 ตัว ไก่ไข่รุ่น 483,228 ตัว และปู่ย่าตายายพันธุ์และพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ อีก 12,378 ตัว คาดว่าไข่ไก่จะหายไปจากตลาด 2.2- 2.5 ล้านฟองต่อวัน ซึ่งยังน้อยเมื่อเทียบกับภาพรวมการบริโภคทั้งหมด 42-43 ล้านฟอง
มาตรการเร่งด่วน กู้ชีพไข่ไก่โค้งสุดท้ายปี 69
เมื่อปริมาณไข่ไก่หายไปจากระบบ กรมปศุสัตว์ภายใต้การนำของ “รักไทย งามภักดิ์” รองอธิบดีจึงได้จัดประชุมวาระเร่งด่วน เมื่อ 2 ตุลาคม 2569 เพื่อวางกรอบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่และป้องกันภาวะขาดแคลน โดยเคาะออกมาเป็น 3 มาตรการหลัก ที่มุ่งหวังจะดึงผลผลิตกลับคืนสู่ตลาดโดยเร็วที่สุด
มาตรการแรก: การยืดอายุการปลดไก่ไข่ยืนกรง จากเดิมที่เกษตรกรจะปลดระวางแม่ไก่ไข่ยืนกรงเมื่อมีอายุครบ 80 สัปดาห์ ให้ขยายเวลาออกไปเป็น 85 สัปดาห์ การตัดสินใจครั้งนี้ภาครัฐคาดการณ์ว่าจะสามารถช่วยเพิ่มจำนวนไก่ยืนกรงในระบบได้ชั่วคราวถึง 4.4 ล้านตัว ซึ่งจะส่งผลให้มีผลผลิตไข่ไก่ทยอยกลับเข้าสู่ตลาดทดแทนได้ราว 3.0 ล้านฟองต่อวัน ซึ่งเพียงพอที่จะชดเชยส่วนที่หายไปจากน้ำท่วมได้ทั้งหมด
มาตรการที่สอง: การยืดอายุปลดไก่ไข่พันธุ์ (PS) จากเดิม 72 สัปดาห์ ขยายออกไปเป็น 75 สัปดาห์ โดยมีระยะเวลาดำเนินมาตรการนี้รวม 12 เดือน ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยให้ประเทศมีปริมาณลูกไก่ไข่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.2 ล้านตัวต่อปี ถือเป็นการันตีความมั่นคงในต้นน้ำของอุตสาหกรรม
และมาตรการที่สาม: การควบคุมกลไกการส่งออก ในฝั่งของกรมการค้าภายในร่วมกับผู้ประกอบการ ได้เสนอแนวคิดที่จะชะลอและลดการส่งออกไข่ไก่สดไปต่างประเทศชั่วคราว เพื่อดึงไข่ไก่กลับมาหมุนเวียนในประเทศ โดยตั้งเป้าที่จะปรับลดสัดส่วนการส่งออกจากปกติที่เคยส่งออกวันละ 8-9 แสนฟอง ให้เหลือเพียง 6-7 แสนฟองต่อวัน วางกรอบระยะเวลาไว้ 3 เดือน ตั้งแต่ ตุลาคม ถึง ธันวาคม 2569
เสียงสะท้อนจากหน้าฟาร์ม ยึดมั่นราคาเพื่อประชาชน
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการบริหารจัดการในทางปฏิบัติกลับมีแง่มุมที่น่าสนใจ เมื่อกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่จากทุกภาคทั่วประเทศ ได้ออกมายืนยันว่า ปริมาณการผลิตไข่ไก่ภายในประเทศ ณ ขณะนี้ ยังคงมีเพียงพอ ไม่มีภาวะขาดแคลนอย่างแน่นอน ดังนั้น กลุ่มเกษตรกรจึงมองว่ามาตรการชะลอการส่งออกไข่ไก่สดที่ภาครัฐเสนอมานั้น “ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้” ในเวลานี้ เนื่องจากกระบวนการยืดอายุแม่ไก่ยืนกรงเพียงพอประคองตลาดได้แล้ว

สิ่งที่น่ายกย่องที่สุดในวิกฤตครั้งนี้ คือ เรื่องของ “ราคา” เกษตรกรเน้นย้ำว่า ทุกฟาร์มยังคงจำหน่ายไข่ไก่ตามเพดานราคาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด ไม่มีการฉวยโอกาสซ้ำเติมผู้บริโภคแม้ว่าจะต้องแบกรับต้นทุนความเสียหายจากน้ำท่วม โดยราคากลางไข่คละหน้าฟาร์มในช่วงสัปดาห์วันที่ 5-9 ตุลาคม 2569 ยังคงทรงตัว ฟองละ 4.00 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่นิ่งสนิทนับตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2569 หรือยาวนานเกือบ 2 เดือนเต็ม
แม้ว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะยังไม่สิ้นสุดลง 100% แต่เมื่อเข้าสู่เทศกาลกินเจปี 2569 ระหว่างวันที่ 10-19 ตุลาคม ซึ่งปกติจะเป็นช่วงที่ความต้องการบริโภคไข่ไก่ลดต่ำลง ทุกฝ่ายต่างคาดหวังว่าราคาไข่ไก่ปีนี้จะมีเสถียรภาพที่ดี ไม่ร่วงต่ำลงจนทำลายสถิติเหมือนปีก่อน
แนวโน้มปี 2570 สร้างความสมดุลไข่ไก่ไทย
ทิศทางไข่ไก่ไทยปี 2570 นับได้ว่าเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง ภาพรวมของอุตสาหกรรมไก่ไข่ไทยกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยแผนยุทธศาสตร์ที่เน้น “การรักษาสมดุล” เป็นสำคัญ จากการประเมินของทางสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ และมาตรการเชิงนโยบาย สามารถคาดการณ์ทิศทางสำคัญได้ 2 มิติ ในด้านการผลิตและอุปทาน
ทางสมาคมฯ คาดว่าปริมาณการผลิตไข่ไก่ในปี 2570 จะ “ทรงตัว” โดยคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) จะยังคงวางกรอบโควตา ควบคุมปริมาณพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) ไว้ที่ 440,000 ตัวต่อปี และตั้งเป้าจำกัดจำนวนแม่ไก่ไข่ยืนกรงที่ 51-52 ล้านตัว ซึ่งแนวทางนี้ มาจากการคำนวณความต้องการบริโภคของประชากรไทย 65.70 ล้านคน ที่บริโภคไข่ไก่เฉลี่ย 235 ฟองต่อคนต่อปี หรือ15,439.5 ล้านฟองต่อปี คิดเป็นการบริโภคเฉลี่ยวันละ 42.3 ล้านฟอง เพื่อที่จะรักษาสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานของไข่ไก่ ซึ่งโดยปกติจะพึ่งพาตลาดในประเทศสัดส่วน 95% และรักษาสัดส่วนการส่งออกเพียง 5% เพื่อเป็น “เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์” ที่ช่วยดูดซับผลผลิตไข่ไก่ส่วนเกินออกจากระบบในบางเวลา
แนวโน้มราคาไข่คละหน้าฟาร์ม ปี 70 จะเคลื่อนไหวอยู่ที่ 3.50 – 3.60 บาทต่อฟอง ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่สมเหตุสมผลสะท้อนต้นทุนจริง และเอื้อให้เกษตรกรสามารถอยู่รอดได้ แต่ต้องไม่มีอุบัติภัยทางธรรมชาติ โรคระบาดร้ายแรงในสัตว์ หรือภัยพิบัติเข้ามาแทรก
