อื่นๆ
“นกยูงไทย” ถือเป็นสัตว์เฉพาะ ผู้เลี้ยงจำเป็นต้องขออนุญาตเลี้ยง ขออนุญาตเพาะพันธุ์ ขออนุญาตจำหน่าย เพราะจัดอยู่ในกลุ่มของสัตว์ป่าคุ้มครอง การเลี้ยงจึงจำเป็นต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในพื้นที่ ว่ามีนกยูงไทยในครอบครอง แต่การเลี้ยงนกยูงที่มีผู้เลี้ยงแพร่หลายในปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยง “นกยูงอินเดีย” ซึ่งมีหลายสี และไม่จำเป็นต้องมีเอกสารการอนุญาตใดๆ น้องเล็ก หรือ คุณขวัญชนก รัตนอุดมมงคล สาวสวยแห่งเมืองจันทบุรี ใช้เวลาว่างจากการเป็นแม่บ้านให้เกิดประโยชน์ ด้วยการมองงานอดิเรกที่ก่อให้เกิดรายได้ให้กับครอบครัว เริ่มจากการเลี้ยงสัตว์ปีกในกลุ่มสัตว์สวยงาม เช่น นก เป็ด ห่าน ไก่ ขยับไปหาสัตว์เลี้ยงอื่นอีกในกลุ่มสัตว์ปีกด้วยกัน ในที่สุดก็ตกหลุมรัก นกยูง สัตว์ปีกสวยงาม ที่มองเห็นความสง่างามในตัว จึงเริ่มต้นจากนกยูงอินเดีย สีขาว คู่แรก เพราะไม่ต้องขออนุญาต แต่ทั้งนี้ น้องเล็ก บอกว่า เริ่มเลี้ยงในครั้งแรกก็ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ไม่ว่าจะเลี้ยงสัตว์อะไรก็ตาม ความสำเร็จของการเลี้ยง ไม่ใช่การจำหน่ายได้ แต่เป็นการสามารถเพาะพันธุ์และต่อยอดได้ “ความน่ารักของนกยูงอินเดีย คือ ใจดี ไม่ดุ ยิ่งถ้าเราเลี้ยงตั
กิ้งก่าทะเลทราย หรือ เบียร์ดดราก้อน สัตว์แปลกทำเงิน เป็นหนึ่งในอาชีพทำเงิน บางทีการทำอะไรที่เหมือนๆ กันนั้นก็ถือว่าธรรมดาเกินไป การเลี้ยงกิ้งก่าทะเลทรายนั้น นอกจากได้ความสวยงาม สีสันสะดุดตา ยังทำรายได้ให้แก่ผู้เพาะเลี้ยง ที่ใช้เนื้อที่ไม่มาก ก็ทำได้ ที่บ้านเลขที่ 171/70 ซอยลาดพร้าว 80 เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ ของ คุณกอร์ปศักดิ์ นุ่มน้อย บ้านนี้ชื่อว่า เบียร์ดดราก้อน วอริเออร์ส หรือสถานที่เลี้ยงกิ้งก่าทะเลทราย ภายในบ้านเต็มไปด้วยรูปทรงของกิ้งก่าแปลกตาและเต็มไปด้วยสีสัน ทั้งการจัดตู้เลี้ยงที่ดูสวยงาม เย็นตา คือกิ้งก่าสายพันธุ์ต่างประเทศ ที่เจ้าของคือคุณกอร์ปศักดิ์ ผู้ที่เลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงแสนรักและส่งออก ถือว่าเป็นศูนย์รวมของผู้รักที่จะเลี้ยงกิ้งก่าสายพันธุ์นี้มารวมกัน “ยิ่งเลี้ยงแล้วมีการแลกเปลี่ยนและตั้งเป็นกลุ่มผู้เลี้ยง สัตว์แปลกที่น่ารักนี้ เป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดที่ยุโรปและอเมริกา ยังต้องการนำเข้า และตอนนี้กำลังมาแรง…เลี้ยงในตู้ประดับภายในห้องหรือภายในสวนหย่อมในบ้านก็ได้ โดยจำลองสิ่งแวดล้อมให้เข้ากับมังกรทะเลทราย สายพันธุ์ที่เลี้ยงได้ดีในบ้านเราและเป็นที่นิยมใ
ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ คุณเกรียงศักดิ์ วิไลวรรณ หรือที่รู้จักกันดีในวงการไก่แจ้ ว่า “บังเกรียง” มีความรู้ความชำนาญในการเลี้ยงไก่แจ้ เพื่อการประกวด เป็นอย่างดี ตั้งแต่เล็ก คุณเกรียงศักดิ์มีหน้าที่ดูแลไก่แจ้ของพี่ชายที่ทำงานอยู่ต่างถิ่น แม้จะดูเหมือนเป็นหน้าที่ที่มากเกินไปสำหรับเด็ก แต่คุณเกรียงศักดิ์รู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องยาก เพราะไก่แจ้เป็นสัตว์ดูแลง่าย เพียงให้อาหาร น้ำ และทำความสะอาดกรงอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ไก่แจ้ก็สามารถอยู่ได้อย่างเป็นสุข เพราะหน้าที่ก่อให้เกิดเป็นความรักและส่งผลให้เกิดความผูกพันตามมา จนเมื่อคุณเกรียงศักดิ์ก้าวเข้าสู่วัยรุ่นก็เริ่มรู้จักการประกวดไก่แจ้ และเป็นครั้งแรกที่คุณเกรียงศักดิ์จุดประกายให้ตนเอง เริ่มเลี้ยงไก่แจ้ของตัวเองจริงๆ “ตอนแรกไม่รู้จักอะไร คิดว่าเป็นสัตว์เลี้ยงตัวเล็กๆ ที่เด็กๆ เลี้ยง แต่เริ่มโต เห็นมีการจัดประกวดไก่แจ้ เลยเข้าไปดู แล้วก็เป็นจุดเริ่มต้นให้ผมได้เริ่มมีไก่แจ้ของตัวเอง” ไก่แจ้คู่แรกของคุณเกรียงศักดิ์ที่ได้มาครอบครองก็มาจากสนามประกวดแรกที่คุณเกรียงศักดิ์เริ่มรู้จัก และได้มาในราคา 1,500 บาท เป็นไก่แจ้ที่ผ่านการประกวด
สัตว์เลี้ยงหลายชนิด เลี้ยงเล่นก็เป็นอาชีพเสริม ทำเงินให้ได้ไม่น้อยไปกว่าอาชีพหลักทีเดียว เช่น คุณณัฐพร สุขวาสนะ หนุ่มพนักงานบริษัทยาและวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ ที่สนใจและชื่นชอบสัตว์เลี้ยงในกลุ่ม เอ็กโซติก เพ็ท (Exotic Pet) มาตั้งแต่เรียนอุดมศึกษา เมื่อเริ่มรับผิดชอบตัวเองได้ จึงเริ่มเลี้ยงสัตว์ที่ชอบก่อน โดยเริ่มจาก งูคิงสเน็ก เหตุผลเพราะความแปลกที่แตกต่างไม่เหมือนกัน ระหว่างนั้นก็เริ่มศึกษาหาข้อมูลสัตว์ในกลุ่มเอ็กโซติก เพ็ท อีกหลายชนิด และพบความสวยงามที่คุณณัฐพร รู้ตัวว่า ชอบมากคือ ตุ๊กแกเสือดาว (Leopard Gecko) “จริงๆ ผมแค่ชอบ ก็อยากเลี้ยง ไม่ได้คิดจะเพาะขายเป็นอาชีพหรืออะไร เลี้ยงมาเรื่อยๆ จากวันแรกที่ซื้อมา ก็ 8 ปีที่แล้ว จำนวนเริ่มมากขึ้น กระทั่ง 2 ปีก่อน อยากพัฒนาสายพันธุ์ให้ดี จึงเริ่มเพาะเอง” คุณณัฐพร ให้ข้อมูลว่า ตุ๊กแกเสือดาว สามารถพบได้ในพื้นที่ทะเลทรายในเอเชีย อัฟกานิสถาน ปากีสถาน ไปถึงทางตอนเหนือของอินเดีย ในสายพันธุ์ธรรมดา เมื่อโตเต็มวัยจะมีความยาว 8-9 นิ้ว น้ำหนัก 70-80 กรัม แต่ถ้าเป็นสายพันธุ์ไจแอนต์ จะมีขนาดใหญ่กว่าปกติ น้ำหนัก 100 กรัมขึ้นไป และมีความยาวอยู่ที่ประมาณ 11
โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 42 ตั้งอยู่หมู่ที่ 7 ตำบลเกตรี อำเภอเมือง จังหวัดสตูล โรงเรียนแห่งนี้ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ซึ่งตรงกับวันครองราชย์ครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศจัดตั้ง “โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 42 จังหวัดสตูล” เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 เนื่องในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 42 จังหวัดสตูล เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็นโรงเรียนสหศึกษา ประเภทอยู่ประจำ จัดการศึกษาสำหรับนักเรียนด้อยโอกาส 10 ประเภท ได้แก่ เด็กที่ถูกบังคับให้ขายแรงงาน หรือแรงงานเด็ก เด็กเร่ร่อน เด็กที่อยู่ในธุรกิจบริการทางเพศ เด็กที่ถูกทอดทิ้ง เด็กที่ถูกทำร้ายทารุณ เด็กยากจนมาก เด็กในชนกลุ่มน้อย เด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติด เด็กที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ โรคติดต่อร้ายแรงที่สังคมรังเกียจ และ 10. เด็กในสถานพินิจและคุ้มครองเด็ก เมื่อเป็นโรงเรียนประเภทอยู่ประจำ อาหารการกินสำหรับเด็กนักเรียนจึงมีความจำเป็น โรงเรียนจึงจัดให้มี
ปลากัด จัดว่าเป็นปลาที่มีความทนทานต่อทุกสภาพแวดล้อมอย่างดีเยี่ยม เลี้ยงง่าย ตายยาก หากใครคิดจะเลี้ยงปลาแบบไม่มีเวลาดูแลมากนัก มักจะนึกถึงปลากัด แท้จริงแล้ว จากการพูดคุยกับนักเลี้ยงปลากัดหลายต่อหลายท่านที่ผ่านมา เอ่ยเป็นเสียงเดียวกันว่า เลี้ยงง่าย ตายยาก จริง แต่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมด้วย หากสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย โอกาสที่ปลากัดจะเลี้ยงยากและตายเร็วก็มีเหมือนกัน คุณราเชนทร์ มะแม้น หนุ่มวัยสร้างครอบครัว จบการศึกษาทางด้านรัฐศาสตร์ มีโอกาสทำงานในสายงานที่เรียนมา 7-8 ปี กระทั่งความคิดอยากทำงานอิสระที่ไม่ต้องเป็นลูกจ้างใครเกิดขึ้น จึงมองพื้นฐานความชอบของตนเองก่อนเป็นอันดับแรก และเขาก็คิดถูก เพราะเมื่อรู้ว่าความชอบของตนเองคืออะไร ก็เริ่มศึกษาและเริ่มทดลอง เพื่อก่อร่างสร้างฝันให้เป็นจริง “ผมชอบปลาสวยงาม คิดง่ายๆ ว่าเลี้ยงแล้วเพาะขาย แต่พอทำจริงๆ มันไม่ใช่ เพราะปลาเป็นสิ่งมีชีวิต ต้องใส่ใจ” คุณราเชนทร์ เริ่มต้นจากปลาหางนกยูง แต่เมื่อศึกษาจริงจังแล้วพบว่า ข้อจำกัดในการเพาะปลาหางนกยูงมีมาก โดยเฉพาะคุณภาพน้ำที่ใช้ เมื่อหันกลับมามองแหล่งกำเนิดของน้ำที่บ้าน แน่นอนว่า ไม่มีโอกาสเลี้ยงปลาหา
ปลาหางนกยูง เป็นปลาที่มีขนาดเล็ก ความรู้โดยพื้นฐานของคนไทยโดยทั่วไป เข้าใจว่า เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย ปล่อยตามอ่าง แอ่ง กะละมัง หรือถังน้ำ ก็เลี้ยงได้แล้ว ทั้งยังขยายพันธุ์ได้ง่าย เริ่มต้นจากแค่ไม่กี่ตัว ไม่นานก็ออกลูกออกหลานมากมาย คุณเดชา ฤทธิเดช ชาวมีนบุรี ก็เข้าใจเช่นนั้นมาตลอด ต่อเมื่อมาเริ่มลงมือเลี้ยงเอง และตั้งเป้าขยายพันธุ์ปลาหางนกยูงขาย ถึงได้รู้แจ่มแจ้งว่า การเลี้ยงปลาหางนกยูงที่ว่าง่าย ต้องเข้าใจวิธีการเลี้ยงด้วย จึงจะเรียกได้ว่าง่าย ไม่อย่างนั้นแล้ว ก็ไม่รอดเหมือนกัน แม้จะมีประสบการณ์จากการเลี้ยงปลามาก่อน ก็ไม่ได้ช่วยให้การเลี้ยงปลาหางนกยูงในระยะเริ่มแรกดำเนินไปด้วยดี เพราะเป็นการเลี้ยงปลากินเนื้อ เช่น ปลาดุก ปลาช่อน ปลาสวาย ซึ่งครอบครัวของคุณเดชาทำมานานก็จริง แต่ไม่ประสบความสำเร็จกับการเลี้ยงปลากินเนื้อกลุ่มนี้ การเลี้ยงปลาหางนกยูง จึงเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับคุณเดชา แรงกระตุ้นให้เริ่มเลี้ยงปลาหางนกยูง อยู่ที่การเห็นปลาหางนกยูงวางขายที่ตลาดปลาในตลาดนัดจตุจักร นั่นหมายถึง ปลาหางนกยูงยังคงขายได้อยู่ตลอด แม้ว่าราคาขายค่อนข้างแพง “เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว หางนกยูงสายพันธุ์จากต่างประ
ถ้าพบเด็กแรกเกิดถึง 1 ขวบ จะชมว่าน่ารัก เขาไม่ให้พูดว่าน่ารัก ให้พูดว่า น่าเกลียดน่าชัง ถือเป็นคำชมเด็กนั้นๆ แต่ถ้าพบแมวสฟิงซ์ แมวไร้ขน มีแต่เนื้อกับหนัง จับไปลูบไปก็ไม่พบขน อาจจะเจอแต่เนื้อและหนังที่ย่นๆ ของแมวสฟิงซ์แทน ถ้าเจอแบบนี้คนรักแมวสฟิงซ์จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น่ารัก ไม่ต้องพูดน่าเกลียดน่าชังเหมือนเด็ก รู้สึกอย่างไรก็พูดไปตามนั้นได้เลย ลองถามคนรักแมวสฟิงซ์ ว่า รู้สึกอย่างไรกับแมวสฟิงซ์ คำตอบที่ได้ยิน ก็คือ แมวสฟิงซ์ก็เหมือนแมวทั่วไป แตกต่างกันตรงที่ แมวสฟิงซ์น่ารัก คลอเคลียกับเจ้าของ รักเจ้าของ ติดเจ้าของ นิสัยเปรียบได้กับสุนัขที่รักเจ้าของอย่างไรอย่างนั้น คุณบริพัตร ประชากริช และ คุณปัจฉิมกานต์ สมสืบ สองสามีภรรยาที่ใช้เวลาเกือบทั้งหมดอยู่กับแมวสฟิงซ์ ทำความเข้าใจ รักและเป็นเลี้ยงเป็นเพื่อนเล่น แต่เห็นช่องทางธุรกิจจากแมวสฟิงซ์ แม้ว่าจะเป็นกลุ่มคนรักแมวกลุ่มนึง แต่ก็เป็นกลุ่มที่เหนียวแน่นและหนาแน่นมากพอสมควร “เริ่มจากเลี้ยงแมวไทย แต่เห็นแมวสฟิงซ์แล้วรู้สึกว่าแปลก ไม่มีขน หน้าตาน่ากลัว และไม่ค่อยมีคนเลี้ยง ยิ่งเมื่อสืบดูราคาพบว่า มีราคาแพงพอสมควร จึงลองพยายามหาแหล่งขายที่ราคา
จังหวัดนครสวรรค์ เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ในทรัพยากรทางธรรมชาติสูง มีความโดดเด่นเรื่องของพรรณไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติหลายแห่ง แต่ที่อำเภอตาคลี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ค่อนมาด้านล่างของจังหวัด นอกจากจะมีความสมบูรณ์ในมุมของทรัพยากรธรรมชาติแล้ว เกษตรกรบางส่วนก็เลี้ยงสัตว์ไป สัตว์สวยงามก็มีอยู่ในพื้นที่ เช่น อำเภอตาคลีที่เอ่ยถึง มีเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ปีกสวยงาม อยู่ในพื้นที่ คุณวิโรจน์ ทิตา หนุ่มโรงงานที่ผันตัวมาเลี้ยงไก่สวยงามหาเลี้ยงครอบครัว และเป็นทิศทางที่สร้างรายได้ดี ปัจจุบันเลี้ยงไก่สวยงามมาแล้วเข้าปีที่ 3 คุณวิโรจน์ เล่าว่า เริ่มทำงานก็เป็นพนักงานโรงงานมาตลอด กระทั่งปี 2559 เห็นว่า ไก่สวยงามหลายชนิดกำลังมาแรง ราคาไก่สวยงามที่ซื้อขายกันทั่วไปมีราคาสูง ประกอบกับพื้นฐานเดิมเคยเลี้ยงไก่ชน ไก่พื้นบ้าน และชอบสัตว์ปีกมาโดยตลอด จึงตัดสินใจนำเงินลงทุนซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไก่สวยงาม มา 2 คู่ ในราคาคู่ละ 5,000 บาท “ตอนแรกผมคิดเลยครับว่า ต้องซื้อมาเพาะ เพื่อขายลูกเจี๊ยบ เห็นราคาซื้อขายลูกเจี๊ยบสูง ถึงจะต้องลงทุนมาก แต่ประสบการณ์ที่พอมีก็คิดว่าการเลี้ยงไก่ไม่ได้ยาก ไก่ชนิดไหนก็น่าจะมีความคล
บ้านสามหมื่น หมู่ที่ 6 ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ เดิมเคยเป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าม้ง มูเซอแดง และมูเซอเหลือง มาก่อน ต่อมาได้อพยพออกไป บ้านสามหมื่น เป็นพื้นที่คาบเกี่ยวรอยต่อ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่, อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้เฒ่าผู้แก่ ได้เรียกสภาพพื้นที่นี้ว่า “ซางเหมิ่ง” แปลว่า “ประตูสามบาน” ซึ่งเปรียบเสมือนประตูที่เปิดเชื่อมติดต่อไปสู่ 3 พื้นที่ดังกล่าว และทางหน่วยงานของราชการได้เขียน และเรียกหมู่บ้านนี้ว่า “หมู่บ้านสามหมื่น” จึงได้ใช้ชื่อ “หมู่บ้านสามหมื่น” มาจนถึงปัจจุบัน เมื่อ ปี พ.ศ. 2500 ชนเผ่าลีซู หรือ ลีซอ จากอำเภอพร้าว และบ้านเลาวู อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ประมาณ 80 ครัวเรือน ได้อพยพเข้ามาอยู่อาศัย โดยมี นายงอปุ หรี่จา เป็นผู้นำชาวบ้าน โดยมาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณอ่างเก็บน้ำกองอำนวยการกลางรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (หนองน้ำ กรป.) ต่อมา นายเลาชาง เลายีปา ผู้นำตามธรรมชาติ ได้อพยพชาวบ้านมาอยู่ในพื้นที่ ณ บ้านสามหมื่น ในปัจจุบัน ประชากรในหมู่บ้านสามหมื่น เป็นชาวไทยภูเขา 4 กลุ่มชาติพันธุ์ คือ เผ่าลีซ
