ในวันที่เกษตรกรไทยต้องรับมือกับความไม่แน่นอนมากกว่าที่เคย มีฟาร์มหนึ่งที่เลือกเดินต่างออกไป ฟาร์มที่มองเทคโนโลยีไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เกษตรแม่นยำขึ้น ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น จากพื้นที่ 15 ไร่ VIP Organic Farm กำลังพิสูจน์ว่า การปลูกเห็ดที่ควบคุมด้วย IoT ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดของเกษตรยุคใหม่

คุณสุเมศวร์ เสนชู ผู้ก่อตั้ง VIP Organic Farm เล่าให้ฟังว่า ทุกอย่างเริ่มต้นจาก “ปัญหา” ที่ได้พบเจอในภาคการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัญหาแรงงานที่ขาดแคลน รวมถึงราคาสินค้าเกษตรที่ผันผวน สิ่งเหล่านี้ผลักดันให้ฟาร์มหันมามองหาวิธีใหม่ๆ ในการพัฒนา และนำไปสู่การวิจัย ทดลอง และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการผลิต
แม้หลายคนมองว่าเทคโนโลยีเป็นเรื่องของคนมีเงิน ลงทุนสูง และดูเหมือนทำ “เล่นๆ” แต่ในมุมของคุณสุเมศวร์ หากมองในระยะยาวแล้วถือว่าคุ้มค่า เพราะช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มความแม่นยำ และสร้างความต่อเนื่องในการผลิตได้จริง

อย่างไรก็ตาม คุณสุเมศวร์ย้ำเสมอว่า “เทคโนโลยีคือเครื่องมือ” และถ้าใช้ไม่เป็นก็อาจไม่ต่างอะไรกับการมีจักรยานแต่ปั่นไม่เป็น เดินยังเร็วกว่า ดังนั้น ก่อนลงทุนต้องรู้ก่อนว่าตัวเองต้องการอะไร และเทคโนโลยีนั้นตอบโจทย์ส่วนไหนของฟาร์มได้บ้าง นี่คือเหตุผลที่ VIP Organic Farm ใช้เวลาศึกษาและลงมือทำต่อเนื่องมาแล้วกว่า 4–5 ปี จนรู้ชัดว่าควรใช้เทคโนโลยีกับจุดใดจึงคุ้มค่าที่สุด
เป้าหมายสูงสุดของฟาร์มคือการก้าวสู่เกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งเริ่มต้นจากพื้นฐานง่ายๆ คือ ต้องปลูกให้ได้ก่อน ได้อย่างมีคุณภาพ และได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่า “สิ่งที่ลงทุนไปนั้นคุ้มค่าหรือไม่” เพื่อให้ทุกก้าวของการพัฒนาเป็นการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนจริงๆ
ในอดีต คุณสุเมศวร์เคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย ทำให้มีโอกาสเดินทางไปพบปะเกษตรกรทั่วประเทศ และได้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะการทำเกษตรแบบ “พืชเชิงเดี่ยว” ไม่ว่าจะเป็นสวนผลไม้หรือพืชเศรษฐกิจต่างๆ กว่าหนึ่งปีจะเก็บเกี่ยวได้ครั้งเดียว แต่หากโชคร้ายเจอพายุเข้า ปีนั้นก็อาจไม่ได้ผลผลิตเลย บางครั้งพืชไม่ติดดอก เกษตรกรก็ต้องขาดรายได้ นับเป็นความเสี่ยงที่สูงและควบคุมได้ยาก

จากประสบการณ์เหล่านี้ จึงเกิดคำถามว่า “จะทำอย่างไรให้เกษตรกรมีรายได้ต่อเนื่องทั้งปี?” คำตอบที่คุณสุเมศวร์มองเห็น ก็คือ “เห็ด” พืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีสรรพคุณทางยา และสามารถพัฒนาให้เป็นอุตสาหกรรมเกษตรที่ให้ผลผลิตอย่างสม่ำเสมอได้ หากมีการจัดการที่ถูกต้อง
VIP Organic Farm จึงนำระบบ โรงเรือนควบคุมอัจฉริยะ (IoT) มาใช้ เพื่อควบคุมสภาพอากาศและความชื้นได้อย่างแม่นยำ ใช้พื้นที่เพาะปลูกเพียงเล็กน้อย ไม่ต้องใช้ดิน ปุ๋ย หรือสารเคมีใดๆ เพียงดูแลด้วยความใส่ใจ เห็ดก็สามารถเติบโตได้ดีตลอดปี
หนึ่งในความกังวลของคนที่อยากเริ่มทำเห็ด คือเรื่อง “การปนเปื้อนเชื้อโรค” แต่ด้วยระบบควบคุมที่ฟาร์มใช้ ทำให้ต้องเข้าโรงเรือนเพียงครั้งเดียวในแต่ละรอบ คือช่วงเวลาเก็บเห็ดเท่านั้น ลดความเสี่ยงการติดเชื้อได้อย่างมาก ต่างจากการทำเห็ดแบบเดิมที่ต้องเข้าออกโรงเรือนบ่อยครั้ง
อีกหนึ่งความแตกต่างสำคัญคือ VIP Organic Farm ควบคุมคุณภาพ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เริ่มตั้งแต่การทำเชื้อเห็ด การอัดก้อน การบ่ม ไปจนถึงการเปิดดอก ทุกขั้นตอนถูกควบคุมอุณหภูมิและสภาพแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ แม้ในวันที่อากาศร้อนจัด เชื้อเห็ดของฟาร์มก็ยังเดินได้ตามมาตรฐาน ไม่ช้าหรือเร็วเกินไป เมื่อเข้าสู่การเปิดดอก เห็ดทุกดอกจึงมีคุณภาพใกล้เคียงกัน ให้ผลผลิตสวยงามและได้มาตรฐาน ต่างจากการผลิตทั่วไปที่มักมีความแปรผันสูง

อาณาจักร ‘เห็ด VIP Organic Farm’
ผังบริเวณของ VIP Organic Farm บนพื้นที่กว่า 15 ไร่ ฟาร์มแห่งนี้ถูกออกแบบโดยคุณสุเมศวร์ที่มีทักษะของวิศวกร จึงให้ความสำคัญกับการจัดวางพื้นที่อย่างเป็นระบบ ด้านบนสุดของพื้นที่เป็นโคกและหนองสำหรับกักเก็บน้ำ ส่วนด้านล่างเป็นพื้นที่นา ขณะที่ “หัวใจสำคัญ” ของการเพาะเห็ด โรงเรือนระบบปิด ถูกจัดวางอยู่บริเวณด้านบนของฟาร์มเพื่อความสะดวกในการควบคุมสภาพแวดล้อม
ด้านล่างของพื้นที่เป็นโรงเรือนแบบกึ่งปิด ปัจจุบันมีมากกว่า 40 โรงเรือน พร้อมด้วยโซนทำก้อนเชื้อ และโซนทำหัวเชื้อเห็ด ส่วนบริเวณตรงกลางฟาร์มถูกออกแบบให้เป็นสวนผลไม้ โดยปลูกมะยงชิด GI ซึ่งเป็นพืชขึ้นชื่อของพื้นที่ และยังทำหน้าที่ช่วยสร้างสมดุลของระบบนิเวศในฟาร์มอีกด้วย
องค์ประกอบสำคัญอีกอย่างคือ บ่อเก็บน้ำ ซึ่งเป็นทั้งบ่อน้ำบาดาลและบ่อรองรับน้ำฝน ช่วงฤดูฝน ฟาร์มจะหยุดใช้บ่อน้ำบาดาลเพื่อให้ธรรมชาติเติมน้ำเอง ช่วยลดการใช้พลังงานและรักษาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน
ถ้ามองขึ้นไปด้านบนโรงเรือนจะเห็นแผงโซลาร์เซลล์ปูเต็มพื้นที่เกือบ 100% ของฟาร์มใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ทำให้การเพาะเห็ดในระบบปิดเป็นไปได้อย่างประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ระหว่างเดินชมฟาร์ม อุปกรณ์หนึ่งที่หลายคนอาจคิดว่าเป็น “สิ่งประหลาด” คือชุดรับข้อมูลสภาพแวดล้อม อุปกรณ์ที่หมุนอยู่ด้านบนทำหน้าที่วัดแรงลม อุณหภูมิ ความชื้น แสง และระดับคาร์บอนไดออกไซด์ ค่าที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเพาะเห็ดและพืชในฟาร์ม ทุกข้อมูลจะถูกส่งขึ้นคลาวด์ จากนั้นระบบจะประมวลผลและใช้ชุดคำสั่งอัจฉริยะ เช่น ค่าวีพีดี (VPD), ค่า DKD และค่า DLI เพื่อควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมที่สุดกับการเจริญเติบโตของพืชแต่ละชนิด
ยิ่งไปกว่านั้น ระบบยังช่วยในด้านการป้องกันโรคพืช เพราะหลายโรคมักเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อเชื้อโรค หากระบบตรวจพบความผิดปกติเพียงเล็กน้อย ก็สามารถแจ้งเตือนล่วงหน้าและสั่งการป้องกันได้ทันที ลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมาก นี่คือความตั้งใจของ VIP Organic Farm ในการผสานเทคโนโลยีกับเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้ฟาร์มเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในทุกขั้นตอน

ปลูกเห็ดแบบแม่นยำด้วยเทคโนโลยี ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดความเสี่ยงแก้ปัญหาได้ทัน!
ขั้นตอนการผลิต “ก้อนเห็ด” หัวใจของการเพาะเห็ดคุณภาพ โซนแรกที่สำคัญที่สุดของ VIP Organic Farm คือพื้นที่สำหรับการทำก้อนเห็ด ด้านขวามือคือขี้เลื่อยจากไม้ยางพารา ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตก้อนเห็ด น้ำหนักก้อนละประมาณ 900 กรัม โดยใช้ขี้เลื่อยประมาณ 50–60% ผสมกับส่วนผสมอื่นๆ ให้เข้ากันในบ่อหมัก ก่อนนำไปตีให้ส่วนผสมกระจายชุ่มทั่วกัน จากนั้นจึงนำเข้าตู้ อัดก้อน เพื่อขึ้นรูป
เมื่อได้ก้อนเห็ดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการ นึ่งฆ่าเชื้อ ที่อุณหภูมิประมาณ 100 องศาเซลเซียส นาน 3–4 ชั่วโมง เพื่อกำจัดเชื้อโรคทั้งหมด จากนั้นจะเปิดฝาและหยอดเชื้อเห็ด แล้วนำเข้าไปพักใน “ห้องบ่ม” จนกว่าเส้นใยสีขาวจะเดินเต็มก้อน ใช้เวลาประมาณ 30 วัน

“ห้องบ่มเชื้อ” ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำก้อนเห็ด เพราะเป็นจุดที่กำหนดคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง เมื่อหยอดเชื้อแล้ว ทุกอย่างต้องเดินตามแผนการผลิตอย่างแม่นยำ ฟาร์มจึงใช้ห้องบ่มที่ควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ที่ 28–30 องศา หากอุณหภูมิลดลงในช่วงกลางคืน ระบบจะตัดอัตโนมัติเพื่อประหยัดพลังงาน

ในฤดูร้อน เชื้อเห็ดทั่วไปอาจใช้เวลากว่า 2 เดือน แต่ด้วยระบบควบคุมที่มีประสิทธิภาพของฟาร์ม กระบวนการทั้งหมดจะไม่เกิน 1 เดือน ช่วยรักษาคุณภาพและความต่อเนื่องของการผลิตได้อย่างดี

ฟาร์มใช้ ชุดควบคุม IoT เป็นหัวใจของการทำงานทุกขั้นตอน ตู้ควบคุมจะรับข้อมูลจากเซ็นเซอร์ต่างๆ เช่น ความชื้น อุณหภูมิ หรือการไหลเวียนอากาศ จากนั้นจะสั่งงานตามค่าที่กำหนดได้ 3 รูปแบบ
- สั่งงานอัตโนมัติ
- ตั้งเวลาเปิด–ปิด
- สั่งงานด้วยตนเองผ่านโทรศัพท์
ระบบช่วยจัดการความชื้นให้ต่อเนื่องตลอดทั้งวัน เช่น หากความชื้นลด ระบบจะสั่งสเปรย์น้ำทันที หากความชื้นสูงเกินไป จะสั่งพัดลมดูดอากาศออก ทำให้สภาพแวดล้อมเหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของเห็ดทุกระยะ ระบบน้ำทั้งหมดถูกควบคุมผ่านโซลินอยด์วาล์วไฟฟ้าที่กระจายน้ำไปทั่วฟาร์ม สามารถสั่งเปิด–ปิดผ่านแอปได้ทันที
Dashboard ควบคุมคุณภาพแบบเรียลไทม์ ฟาร์มมีแดชบอร์ดสำหรับดูสภาพแวดล้อมของเห็ดแต่ละโรงเรือนแบบเรียลไทม์ หากเห็ด “เต้น” แปลว่าเห็ดอารมณ์ดี อุณหภูมิและความชื้นเหมาะสม แต่ถ้าค่าใดผิดปกติ ระบบจะแจ้งเตือนทันที ทั้งผ่านเสียงไซเรนและแจ้งเตือนเข้าไลน์ ทำให้ควบคุมคุณภาพได้แม่นยำมาก โดยเฉพาะเห็ดที่ต้องการสภาพแวดล้อมระดับ medical grade
โรงเรือนมาตรฐานของฟาร์มมีความสูง 4–5 เมตร บรรจุก้อนเห็ดประมาณ 3,000 ก้อน ซึ่งเป็นจำนวนที่เหมาะสมที่สุดจากการทดลองหลายรูปแบบ น้อยไปก็ไม่คุ้มค่า มากไปก็ยากต่อการควบคุมระบบ จึงสรุปที่ 3,000 ก้อนต่อโรงเรือน เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ฟาร์มให้ความสำคัญกับการผลิตเชื้อเองทั้งหมด เพื่อให้ได้หัวเชื้อที่แข็งแรงและควบคุมคุณภาพได้ในทุกขั้นตอน

ลดแรงงาน เพิ่มความแม่นยำ
แรงงานถือเป็นต้นทุนสูงและหาได้ยากในปัจจุบัน เพราะต้องใช้ทักษะในการดูแลเห็ด ระบบ IoT จึงเข้ามาช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น แม่นยำขึ้น และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทุกขั้นตอน ผ่านแอป “VIP1” ที่บันทึกข้อมูลสภาพแวดล้อมตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน แม้คุณสุเมศวร์จะอยู่กรุงเทพฯ ก็สามารถรู้สถานะโรงเรือนได้ทันที หากสภาพแวดล้อมผิดปกติ ระบบจะแจ้งเตือน และสามารถสั่งแก้ไขได้ทันทีแบบเรียลไทม์

การตลาด หัวใจสำคัญของการทำเกษตร “ปลูกได้” อย่างเดียวไม่พอ ต้อง “ขายให้เป็น”
หนึ่งในคำถามสำคัญที่เกษตรกรไทยเผชิญอยู่เสมอคือ “ปลูกแล้ว…จะขายใคร?” นี่คือจุดที่หลายรายไปต่อไม่ได้ เพราะแม้จะปลูกได้ดีเพียงใด แต่ถ้าไม่มีตลาดรองรับ ก็ไม่อาจสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
คุณสุเมศวร์มองว่า “ปลูกได้ ต้องขายเป็น” จึงเป็นหลักคิดสำคัญที่สุดของการทำเกษตรยุคใหม่ ราคาผลผลิตสดทั่วไป เช่น เห็ด หรือพืชผักต่างๆ มักมีราคาต่ำ โลละไม่ถึงร้อยบาท แต่หากผ่านการแปรรูปเป็นอาหาร ราคาจะเพิ่มขึ้นทันทีประมาณ 5 เท่า และหากต่อยอดไปสู่การสกัดสารสำคัญ มูลค่าจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว เป็นการ “ทำน้อย แต่ได้มาก” แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องรักษาคุณภาพให้ได้ตั้งแต่ต้นทาง

เขาเชื่อมั่นว่าหากเราทำสิ่งที่ดีจริง ไม่วันนี้ก็วันหน้าลูกค้าจะกลับมาหาเอง หน้าที่ของเกษตรกรจึงไม่ใช่การวิ่งตามลูกค้า แต่คือการ “ขุดบ่อไว้ล่อปลา” หมายถึง การสร้างสินค้าที่มีคุณภาพ พร้อมสตอรีที่น่าเชื่อถือ เมื่อผู้บริโภคเห็นของดี พวกเขาจะเป็นฝ่ายวิ่งเข้ามาหาเอง ซึ่งประหยัดต้นทุนการตลาด และยั่งยืนกว่าในระยะยาว
VIP Organic Farm จึงมุ่งเน้นการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม ควบคู่ไปกับการสร้างมาตรฐานเพื่อให้สินค้าสู้ตลาดโลกได้ ปัจจุบันฟาร์มผ่านมาตรฐานตั้งแต่ GAP, Organic Thailand จนถึง Organic IFOAM มาตรฐานระดับสากลของยุโรป ซึ่งเป็นฟาร์มเห็ดแห่งเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรอง
เมื่อมองภาพรวมตลาดเห็ดของไทย พบว่าความต้องการบริโภคภายในประเทศ 100% แต่เราผลิตได้เพียง 20% อีก 80% ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งด้านปริมาณ เทคโนโลยี และระบบการผลิตไทยยังสู้ไม่ได้ สิ่งเดียวที่แข่งได้คือ คุณภาพ และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากนวัตกรรม
ปัจจุบันฟาร์มมีการขอ อย. เพื่อส่งออกไปยังจีน ตลาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง และคนส่วนใหญ่เข้าใจสรรพคุณเห็ดหลินจืออยู่แล้ว สิ่งที่นำเสนอจึงไม่ใช่ตัวเห็ด แต่เป็น “นวัตกรรม” ในรูปแบบสารสกัดเม็ดแกรนูล พกง่าย ดูดซึมเร็ว เป็นจุดขายที่แข่งขันได้ในตลาดโลก รวมถึงตลาดตะวันออกกลางที่เป็นอีกตลาดใหญ่ของฟาร์ม
สำหรับตลาดในประเทศ คุณสุเมศวร์ยอมรับว่าแบรนด์ยังไม่ใหญ่พอ จึงเลือกเจาะตลาดต่างประเทศก่อน ซึ่งยังไม่ได้ยึดติดกับแบรนด์ แต่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีคุณภาพและมีโอกาสเติบโตได้จริง

เทคโนโลยี สะพานเชื่อมเกษตรกรรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่
คุณสุเมศวร์มองว่า เทคโนโลยีไม่ใช่สิ่งไกลตัว แต่เป็น “เครื่องมือ” ที่ช่วยให้เกษตรแม่นยำขึ้น ลดความผิดพลาด และเพิ่มโอกาสให้คนรุ่นใหม่กลับเข้ามาทำงานเกษตรได้
เกษตรกรรุ่นเก่าอาจเป็นรุ่นสุดท้ายที่ยังใช้จอบเสียม ขณะที่คนรุ่นใหม่ต้องการรายได้ที่แน่นอน ไม่สามารถรอพึ่งฟ้าฝนเหมือนสมัยก่อน การใช้เทคโนโลยีช่วยควบคุมสภาพแวดล้อม การผลิต และแม้แต่การตลาด จึงเป็นคำตอบเดียวที่ทำให้เกษตรกรรุ่นใหม่ “อยู่ได้”
คุณสุเมศวร์อธิบายว่า เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) คือการใช้เทคโนโลยีช่วยตัดสินใจเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) ต้องอยู่ในระดับ AI ที่คิดแทนคนได้จริงๆ ซึ่งไทยยังไม่ถึงจุดนั้น แต่สิ่งสำคัญคือ เกษตรกรต้อง “ใช้งานเทคโนโลยีให้เป็น” ไม่ต้องกลัว AI เพราะ AI จะช่วยทำให้คุณภาพดีขึ้น และสร้างความต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างจุดขายในตลาดยุคใหม่
หากท่านไหนสนใจอยากจะเข้าไปศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่เพจ Facebook : VIP Organic Farm ได้เลยค่ะ
ผู้เขียน : ชนุดม สุรัตน์
