พืชทำเงิน เกษตรรอบด้าน

ปีทองส่งออกชาไทย เติบโตต่อเนื่อง “ ชาดำ ชาเขียว” ขายดีสุด  แนะชูจุดแข็งภูมิปัญญาการผลิตชาจากรุ่นสู่รุ่น สร้างเอกลักษณ์ “ชาไทย” ในเวทีตลาดโลก

ปัจจุบันผู้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจบริโภคเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพกันเพิ่มมากขึ้น ซึ่งชาไทย เป็นหนึ่งในสินค้าทางเลือกที่ได้รับความนิยมสูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเทศและส่งออก เกษตรกรไทยส่วนใหญ่นิยมปลูกชาพันธุ์อัสสัม (Assam Tea) ถึง 93.0% ที่เหลือปลูกพันธุ์ชาจีน (Chinese Tea) สำหรับพันธุ์ชาอัสสัมจะถูกแปรรูปเป็นชาดำ ชาเขียว และชาไทย ส่วนพันธุ์ชาจีนจะแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชาอู่หลง ชาเขียว และชาแดง (ชาฝรั่ง) 

ในปี 2567 ประเทศไทยผลิตใบชาได้ 106,643 ตัน มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 2,262.7 ล้านบาท โดยแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชาเขียวประมาณ 46.3% คิดเป็นมูลค่า 1,040 ล้านบาท รองลงมาคือ ผลิตภัณฑ์ชาผลไม้และชาสมุนไพร 23.0%  ที่เหลืออีก 13.5% เป็นผลิตภัณฑ์ชาดำ ประเทศไทยมีศักยภาพในการปลูกชาในระดับอุตสาหกรรม โดยปลูกมากที่สุดในจังหวัดเชียงรายรองลงมาคือ จังหวัดเชียงใหม่ แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอน ฯลฯ

ชาไทย สินค้าดาวรุ่งที่น่าจับตามอง

ผลิตภัณฑ์ชาเป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออก เนื่องจากมูลค่าการส่งออกชาไทยมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งออกไปกลุ่มประเทศอาเซียนและจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจึงเร่งผลักดันสร้างมาตรฐานชาไทย เพิ่มการแปรรูป เพิ่มช่องทางขยายตลาด และปั้นแบรนด์ไทยให้แข็งแกร่ง โดยอาศัย FTA เป็นใบเบิกทาง เจาะตลาดจีน อาเซียน ให้ได้มากที่สุด


 เจาะกระแสตลาดส่งออกชาไทย ผ่านมุมมอง สถาบันชาและกาแฟ มฟล

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล หัวหน้าสถาบันชาและกาแฟ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า  มูลค่าตลาดชาโลกในปัจจุบันอยู่ที่ 80.94 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเกิดจากกระแสการตื่นตัวของผู้บริโภคในการมองหาอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เมื่อตลาดมีการเติบโตมากขึ้นส่งผลให้การส่งออกใบชาไทยกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (TPSO) ระบุว่าในปี 2024 ไทยมีมูลค่าการส่งออกชาและผลิตภัณฑ์จากชา ประมาณ 70.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 13.6% จากปีก่อนหน้านี้ ในปี 2024 ผู้ผลิตชาในประเทศไทยสามารถผลิตชาได้ 106,643 ตัน

ชาดำ ชาเขียว ขายดีสุด

ดร.ปิยาภรณ์ กล่าวต่อว่า  ข้อมูลจาก FAO IGG (2022) ระบุว่าปริมาณการผลิตชาของโลก สูงสุดได้แก่ชาดำ ชาเขียว ตลาดโลกกำลังให้ความสนใจกับ ตลาดชาเขียวมากขึ้น เนื่องจากชาเขียวมีปริมาณสารสำคัญที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ที่เรียกว่า คาเทชิน (Catechin) มากที่สุด ซึ่งคาเทชินมีคุณสมบัติในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และนอกจากนี้ยังมีสาระสำคัญอื่นๆ ที่มีประโยชน์ ได้แก่ ธีอะนีน (L-Theanine), คาเฟอีน (caffeine), นอกจากนี้ในผลิตภัณฑ์ชาดำมีสารธีอะฟลาวิน (Theaflavin), และธีระรูบิจิน (Thearubigin)  ข้อมูลจาก World Population Review. (2024.). Tea consumption by country. ระบุว่าประเทศที่บริโภคชามากที่สุด 3 อันดับ ได้แก่ ศรีลังกา อาร์เจนตินา ตุรกี ในขณะที่ประเทศไทยอัตราการบริโภคชา 1.62 กิโลกรัม/คน/ปี   ในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมียอดการส่งออกชาไทยไปตลาดโลกมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ กัมพูชา (15.3%)   ลาว (14.9%)  สหรัฐอเมริกา (12.1%)  อินโดนีเซีย (10.7%) และ เวียดนาม (8.8%)

เสริมแกร่งชาไทยในเวทีตลาดโลก  

ดร.ปิยาภรณ์ กล่าวว่า  เพื่อเพิ่มศักยภาพการส่งออกชาไทยสู่ตลาดโลก ขอแนะนำให้ผู้ประกอบการชาไทย เร่งยกระดับชาไทยใน 5 ประเด็นหลัก คือ 1.  เร่งพัฒนาคุณภาพสินค้า (Quality) และความปลอดภัย (Safety) รวมทั้งสนับสนุนให้ผู้ผลิตขอรับรองมาตรฐานสากล ได้แก่ Organic, Traceability, Low carbon เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและผู้ซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

2. สนับสนุนให้เกษตรกรเร่งพัฒนา “ชาเพื่อสุขภาพ” และผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าสูง เนื่องจากใบชามีสารสำคัญต่างๆ ได้แก่ คาเทชิน คาเฟอีน ธีอะนีน ซึ่งสารดังกล่าวนี้ สามารนำมาผลิตเป็นสารสกัดชาจากชา เพื่อนำไปใช้ในต่อยอดและเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ เช่น เครื่องดื่มฟังก์ชัน ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง  ในปี 2025สารสกัดคาเทชินมีมูลค่าตลาด $ 20.7 BN  ธีอะนีนมีมูลค่าตลาด $ 0.06 BN 

3) สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชาแปรรูปพร้อมดื่มรสชาติใหม่ๆ  เนื่องจากปัจจุบันกระแสการบริโภคชามีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะชาผลไม้ หรือชาสมุนไพร เห็นได้จากมีร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชาจากต่างประเทศ จีน ไต้หวัน หรือแม้กระทั่งชามัทฉะจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาจำหน่ายในไทยเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาความสะดวก รสชาติที่หลากหลาย

4) ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability) ใช้แนวทางเกษตรอินทรีย์ การอนุรักษ์ดินน้ำ และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการค้าโลก และ 5. เร่งสร้างเอกลักษณ์ชาไทยในตลาดโลก (Thai Tea Identity)  โดยชูจุดแข็งด้านวัฒนธรรม ภูมิปัญญาการผลิตชาจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อบอกเล่า “เรื่องราวชาไทย” (Tea Storytelling) ให้รู้จักว่าประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ผลิตชาคุณภาพที่ดีได้ เช่น ชาเขียว ชาอู่หลง และชาดำ ที่ผู้ประกอบการชาได้สามารถได้รับรางวัลสากลจาก World Green Tea Association จากประเทศญี่ปุ่นได้อย่างต่อเนื่อง

ดร.ปิยาภรณ์ พาเกษตรกรไทยนำผลิตภัณฑ์ชาไปร่วมงานแสดงสินค้า ณ ประเทศฮ่องกง ซึ่งชาไทยได้รับความสนใจจากลูกค้าทั่วโลก

Related Posts