กระท้อน ชื่อวิทยาศาสตร์ Sandoricum koetjape (Burm.f.) Merr. เชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดแถวอินโดจีนและมาเล เซียตะวันตก ก่อนจะแพร่ขยายไปในอินเดีย อินโดนีเซีย มอริเชียส และฟิลิปปินส์ จนกลายเป็นพืชท้องถิ่นไป จัดเป็นไม้ยืนต้นสูงประมาณ 15-30 เมตร เปลือกต้นสีเทา ใบประกอบ ใบย่อยมี 3 ใบคล้ายรูปรีแกมไข่ เมื่อใบแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง กว้าง 6-15 ซ.ม. ยาว 8-20 ซ.ม. กลีบดอกสีเหลืองนวล ออกดอกเป็นช่อที่ซอกใบปลายกิ่ง และ มีดอกย่อยจำนวนมาก
ผลรูปทรงกลมแป้น ผิวมีขนคล้ายกำมะหยี่อ่อนนุ่ม ผลอ่อนจะมีสีเขียวมีน้ำยางสีขาว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและมีน้ำยางน้อยลง ผลกระท้อนขนาดประมาณ 5-15 ซ.ม. ภายในมีเมล็ด 4-5 เมล็ด และ มีปุยสีขาวหุ้มเมล็ดอยู่ เมล็ดรูปรีมีปลอกเหนียวห่อหุ้ม
MOST POPULAR
ทุเรียนป่าละอู เป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทองและชะนีที่ปลูกในพื้นที่ป่าละอู ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองว่าพืชนั้นปลูกในพื้นที่เฉพาะ มีดิน น้ำ ภูมิอากาศ และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ไม่เหมือนที่อื่น เพราะเนื้อทุเรียนมีรสชาติ มันมากกว่าหวาน เนื้อเนียนละเอียด นุ่มลิ้น และมีกลิ่นไม่รุนแรง เนื้อหนา แห้ง ไม่แฉะ น้ำหนักประมาณ 1.5 – 5 กิโลกรัมต่อลูก ทรงผลรี ฐานแหลม หนามคม และร่องพูชัดเจน โดยจะมีผลผลิต ออกสู่ตลาดในช่วงเดือนพฤษภาคม – สิงหาคมของทุกปี หลังติดทะเบียนสินค้าจีไอ ทุเรียนป่าละอู กลายเป็นสินค้าขายดีเป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ในเวลาต่อมา “ทุเรียนพันธุ์ทองบางสะพาน” ของสวนมีตังค์ ในพื้นที่อำเภอบางสะพาน ได้รับการจดทะเบียนรับรองพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตร เมื่อเดือนธันวาคม 2561 คุณวันชัย นิลวงศ์ ซึ่งรับตำแหน่งเกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในขณะนั้น ได้เชิญชวนสื่อมวลชน เยี่ยมชมสวนมีตังค์ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของทุเรียนทองบางสะพาน ในช่วงเดือนพฤษาคม
“เครื่องบดปุ๋ยหมักและดินปลูก” นวัตกรรม เลิกเผา ลดควัน ลดต้นทุน ใช้ง่าย ตอบโจทย์เกษตรกร “ใบไม้ในชุมชนนั้นเยอะมาก ก็คิดว่าจะทำใบไม้พวกนี้ให้เป็นปุ๋ยหมักอย่างไร เพราะการใช้ปุ๋ยหมักนั้นใช้เวลานาน ผมก็คิดว่าจะทำอย่างไรให้การทำปุ๋ยหมักนั้นใช้เวลาน้อยที่สุด” คุณสุรเดช ภูมิชัย เกษตรกรและผู้คิดค้นนวัตกรรม “เครื่องบดปุ๋ยหมักและดินปลูก” ในพื้นที่ หมู่ที่ 6 ตำบลหนองล่อง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน โดยนวัตกรรมตัวดังกล่าวคิดค้นภายใต้แนวคิดที่ต้องการลดการเผาใบลำไยและใบมะม่วงของเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อไม่ให้เกิดมลพิษทำลายสิ่งแวดล้อม โดยให้เกษตรกรเอาใบไม้ที่ได้จากการตัดแต่งกิ่งมาแลกปุ๋ยหมักที่มีการบดใบลำไย ใบมะม่วงผสมกับมูลสัตว์ ที่ใช้เป็นส่วนผสมในปุ๋ยหมัก กลับไปใช้ในไร่สวนของตนเอง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตในการซื้อปุ๋ยหมักตามปกติ นับว่าเป็นนวัตกรรมเครื่องเล็กๆ ที่สามารถสร้างผลกระทบได้ดีและขยายในวงกว้างได้ แนวคิดในการพัฒนา”Advertiser” เกษตรกรชาวสวนลำไยและสวนมะม่วงต้องตัดแต่งกิ่งเป็นประจำทุกวัน จึงรวบรวมใบลำไยและใบมะม่วงเพื่อมาผลิตเป็นปุ๋ยหมักและดินพร้อมปลูก โดยการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาชุมชน
คุณอังคณา ปาคำ หรือ คุณจ๊ะเอ๋ ธุรการสาว เจ้าของบ้านไร่อำไพร ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 186 หมู่ที่ 3 ตำบลแม่พลู อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ ที่ถึงแม้จะมีงานประจำทำอยู่แล้ว ก็ยังสามารถแบ่งเวลามาทำงานเกษตรที่ตนเองรักได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง คุณจ๊ะเอ๋ บอกว่า การปลูกผักของตนเองเริ่มจากการมีเป้าหมายอยากจะปลูกผักไว้กินเอง จึงเริ่มต้นจากการปลูกผักสลัดก่อน แต่ด้วยสภาพดินและต้นทุนการปลูกผักสลัดค่อนข้างสูง ทำให้ต้องกลับมาพิจารณาใหม่ว่าควรจะเอาเงินไปทุ่มกับตรงนี้หรือไม่ และก็คิดได้ว่าการทำเกษตรเราต้องเริ่มต้นจากศูนย์ จึงเปลี่ยนความคิดเริ่มมองจากสิ่งใกล้ตัวก่อนคือมีผักอะไรบ้างที่เราและที่บ้านชอบกิน แล้วขยายต่อไปยังชุมชนว่าคนในชุมชนชอบกินผักอะไร หรือปลูกอะไรที่ชาวบ้านเข้าถึงง่าย จับจ่ายใช้สอยสะดวก โดยนำเอาหลักความคิดเหล่านี้มาเป็นแนวทางการทำเกษตร ปลูกพืชผักสวนครัวผสมผสาน เช่น แตงกวา กระเจี๊ยบ ถั่วฝักยาว คะน้า ผักบุ้ง มะเขือเปราะ และอื่นๆ อีกมากมายตามฤดูกาล มีการจัดสรรพื้นที่ปลูกทั้งหมด 18 แปลง เลือกปลูกพืชผักตามฤดู และเลือกพืชที่ไม่ค่อยมีแมลงมารบกวน เพื่อการจัดการง่าย ประหยัดต้นทุน ส่วนเรื่องระบบน้ำไม่เป็นปัญห
เบญจมาศ เป็นพรรณไม้ล้มลุก มีลำต้นสูงได้ประมาณ 1-3 ฟุต การแตกกิ่งก้านแตกไม่มาก ซึ่งตามกิ่งก้านและลำต้นจะมีขนละเอียดอยู่ ลักษณะใบของเบญจมาศจะมีลักษณะใบเรียวรี ขอบใบหยัก ใบอ่อนและมีขนอ่อนๆ อยู่ทั่วทั้งใบ มีสีเขียว โดยใบที่มีลักษณะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่ที่สายพันธุ์เป็นหลัก โดยเบญจมาศมีการผสมแบ่งออกเป็นสายพันธุ์ย่อยอีกมากมาย ซึ่งดอกก็มีด้วยกันหลายสีและขนาดของดอกแตกต่างกันไป พร้อมทั้งมีดอกที่ซ้อนกันจะมากหรือน้อยแล้วแต่สายพันธุ์ สีดอกเบญจมาศหลักๆ จะประกอบไปด้วย สีแดง สีชมพู สีขาว สีเหลือง ฯลฯ เบญจมาศเป็นไม้กลางแจ้งที่ต้องการแสงแดดจัด นิยมปลูกกันเป็นแนวตามริมรั้วหรือริมทางเดิน ซึ่งการปลูกก็จะปลูกในดินร่วนผสมอินทรียวัตถุ เพราะจะทำให้ออกดอกดกและสวยงาม ในบ้านเราด้วยความที่มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และความเชื่อความศรัทธา ดอกเบญจมาศจึงเป็นไม้ดอกที่นำมาบูชาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงทำให้ตลาดไม้ดอกในบ้านเรามีความต้องการดอกเบญจมาศ ส่งผลให้มีการปลูกเป็นเบญจมาศตัดดอกในหลายพื้นที่ คุณนภัสวรรณ เมณะสินธุ์ อยู่บ้านเลขที่ 105 หมู่ที่ 3 บ้านตาติด ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ได้เล็งเห็นถึงความต้องการข
