พืชทำเงิน
งานเพาะเห็ดหากจะทำเป็นอาชีพ ผู้เพาะเห็ดจะต้องมีใจรักในเนื้องานจริงๆ เพราะการเพาะเห็ดเป็นงานละเอียดอ่อน อาศัยความขยันขันแข็ง อดทน และต้องมีใจสุขุมเยือกเย็น ขืนใจร้อนจะเพาะเห็ดไม่สำเร็จเลย เกษตรกรมือใหม่มักคิดว่า “การเพาะเห็ด” เป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้เข้ามาทุกวันได้ “การเพาะเห็ด” จึงเป็นลำดับต้นๆ ที่เกษตรกรมือใหม่เลือกที่จะทำเมื่อย่างก้าวเข้าสู่ภาคเกษตร เพราะคิดว่าการเพาะเห็ดไม่ยากจนเกินไป ประการสำคัญคือ สามารถเก็บเห็ดขายได้ทุกวัน แต่เมื่อลงมือทำแล้วเกษตรกรมือใหม่เป็นจำนวนมากยอมรับว่าการเพาะเห็ดไม่ได้ง่ายเหมือนอย่างที่ใจคิด การเพาะเห็ดหากจะให้ประสบความสำเร็จทำเป็น “งานอาชีพ” ได้ เกษตรกรต้องทุ่มเทดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดและจริงจัง เพาะเห็ด รายได้ดีกว่าทำนา ป้าบุญช่วย มั่นแย้ม เป็นผู้เพาะเห็ดเป็นอาชีพหลัก อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 93 หมู่ 4 ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ป้าบุญช่วยกล่าวว่า งานการเพาะเห็ดเป็นงานเบา แต่เป็นงานละเอียด การเพาะเห็ดให้ได้ดี คนทำต้องเป็นคนขยัน เป็นคนช่างสังเกต และรักที่จะเพาะเห็ดเป็นอาชีพ ” อาชีพเพาะเห็ดดี มีพื้นที่น้อยก็ทำได้ รายได้จากกา
แม่สอด เป็นอำเภอติดชายแดนกับเมียนมา ปัจจุบัน เป็นเมืองเขตเศรษฐกิจใหม่ที่ทำให้แม่สอดเจริญก้าวหน้าเพราะที่ทำเลทอง จึงทำให้ราคาที่ดินแพงสุดกู่ แม่สอด เป็นอำเภอที่มีฐานะทางเศรษฐกิจเจริญรุ่งเรืองมีการค้าขายติดต่อกับพม่า หรือเมียนมา มาช้านาน ชื่อเสียงในด้านธุรกิจมีมากมาย การคมนาคมสะดวกกว่าสมัยก่อนมาก จึงเป็นขุมทองการค้าขาย สวนละออการ์เด้น หรือสวนแม่ละออ พื้นที่ 116 ไร่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบล “แม่กาษา” เลขที่ 19 หมู่ที่ 8 ตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด ห่างจากสนามบินแม่สอด ประมาณ 15 กิโลเมตร ตามเส้นทางถนนหมายเลข 105 แม่สอด-แม่สะเรียง ห่างจากตัวอำเภอแม่สอด ราว 8 กิโลเมตร ปัจจุบัน สวนละออการ์เด้น ดำเนินงานโดย บริษัท สวนละออ จำกัด มี คุณศิวะ คงตระกูลเทียน เป็นประธานกรรมการ บริหารจัดการสวนโดย คุณไพสิฐ (อั๋น) เอาฬาร เจ้าของผู้บุกเบิกคือ แม่ละออ เอาฬาร (คงตระกูลเทียน) ได้ล่วงลับไปแล้วเกือบทศวรรษ บรรดาลูกหลานได้พัฒนาสวนอย่างต่อเนื่อง สร้างสวนเกษตรเพื่อส่งเสริมเป็นแบบอย่างแก่สังคมและเกษตรกรในท้องถิ่นที่บ้านแม่กาษา รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรให้ใช้พันธุ์พืชที่ให้ผลผลิตสูง และสินค้าที่ตลาดต้องการ มีผลกำไรกับการลงท
“ ลุงประกฤติ เกิดมณี ” หนึ่งในตัวอย่างเกษตรกรเครือข่ายสามพรานโมเดลที่ประสบความสำเร็จในการทำเกษตรระบบอินทรีย์ และใช้ “ ตลาดสุขใจ ” เป็นช่องทางกระจายสินค้าเกษตรอินทรีย์คุณภาพดีสู่มือผู้บริโภค ระยะหลัง กระแสรักสุขภาพของผู้คนในสังคมเมืองเติบโตอย่างต่อเนื่องทำให้ คุณอรุษ นวราช เจ้าของโครงการ “ สามพรานโมเดล” หันมาโปรโมทส่งเสริมการท่องเที่ยวแหล่งผลิตพืชผักผลไม้อินทรีย์ในพื้นที่อำเภอสามพราน ซึ่งสวนผลไม้อินทรีย์ ของ ลุงประกฤติ เป็นหนึ่งในจุดเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์ที่ผู้มาเยือนมีโอกาสสัมผัสบรรยากาศการล่องเรือโฟมไปตามร่องสวนเพื่อเรียนรู้วิธี การดูแล การเก็บเกี่ยวผลผลิต พร้อมเลือกซื้อผลไม้อินทรีย์กลับบ้านกันอย่างสนุกสนาน “ หยุดใช้สารเคมี ” เพื่อให้ชีวิตปลอดภัย ลุงประกฤติ เกิดในครอบครัวชาวสวนย่านคลองจินดา เรียนรู้การปลูกผัก ผลไม้โดยใช้สารเคมีตามรอยพ่อแม่ตั้งแต่อายุ 12 ขวบ จวบจนอายุ 30 กว่า ก็พบว่าร่างกายเจ็บป่วยอ่อนเพลียโดยไม่มีสาเหตุ หมอเจาะเลือดไปตรวจก็พบว่า มีสารเคมีตกค้างในกระแสเลือดสูงมาก หากไม่หยุดการใช้สารเคมี สุขภาพจะยิ่งย่ำแย่ลงไปเรื่อยๆ และอาจถึงตายได้ ลุงประกฤติเริ่มปรับการผลิตผลไม้เข้
ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ของกรมป่าไม้ เขตป่าสงวนแห่งชาติ-ลำน้ำน่าน มีอยู่หลายพื้นที่ หลายหมู่บ้าน เช่น หมู่บ้านนาตอง หมู่บ้านน้ำกลาย บ้านน้ำพร้า อยู่ในเขตตำบลนางพญา อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นเขตเชื่อมติดต่อกันที่หมู่บ้านน้ำพร้า อำเภอท่าปลา อยู่ติดกับเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ผู้คนในสมัยก่อน ใครอยากได้พื้นที่เพื่อทำการเกษตรไม่ต้องมีการซื้อหากันด้วยเงินหมื่นเงินแสนเหมือนในยุคปัจจุบัน คนรุ่นก่อนเขาจะเข้าป่าถือมีด เสียม เข้าไปจับจองกันได้เลย ใครอยากได้เท่าไร ก็หักร้างถางป่าเอาได้เลย อันดับแรกเขาจะถางป่าปลูกข้าวไร่ก่อน ต่อจากนั้นก็จะลงพืชอย่างอื่น เช่น กาแฟ ใบเมี่ยง (ใบชาหมัก) หรือมะม่วงหิมพานต์ อันเป็นพืชยืนต้น เขาจะพากันจับจองพื้นที่ติดลำห้วยและเชิงเขา มาตั้งแต่สมัย ปู่ ย่า ตา ยาย ดังนั้น หมู่บ้านนาตอง บ้านน้ำกลาย จะเป็นหมู่บ้านริมห้วยขนาดใหญ่ปลูกอยู่เป็นหย่อมๆ ตามเชิงเขา จะมีรายได้จากการขายหน่อไม้ กาแฟ เสาวรส ใบชาเมี่ยง แต่ละครอบครัวจะจับจองที่ดินครอบครัวละ 5-10 ไร่ หรือ 20 ไร่ แต่ที่ดินเหล่านี้จะไม่มีเอกสารใดๆ รองรับ บ้านเมืองสมัยก่อน กรมป่าไม้เขาไม่ได้เข้มงวดอะไร เพราะ
เมื่อครั้งที่ไปเยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตข้าวพันธุ์ดีครบวงจร ตำบลห้วยเตย อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม ที่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มชาวนา ภายใต้การนำของ คุณบุญมา พลภักดี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 4 ตำบลห้วยเตย เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีในท้องถิ่น พวกเขารวมกลุ่มกันเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีและกระจายเมล็ดพันธุ์ดีให้เพียงพอต่อความต้องการของชุมชน รวมทั้งลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตข้าวให้สูงขึ้น การเดินทางในครั้งนี้ นอกจากจะทำให้เห็นความสมัครสมานสามัคคีของชาวนาต้นแบบแห่งชุมชนแห่งนี้แล้ว ยังได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้านอีสานที่ขยันทำงานอีกด้วย ผู้ใหญ่บุญมา พลภักดี บอกว่า ที่นี่เป็นชุมชนเกษตรกรที่ขยันในการทำมาหากิน เกษตรกร 1 คน ทำงาน 4 อย่าง คือ ทำนา เป็นพืชหลัก เพื่อใช้เป็นอาหารในครัวเรือน และผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ออกขาย เหลือกินจึงค่อยขายข้าว อาชีพที่สองคือ ปลูกมันสำปะหลัง เพื่อจำหน่าย อาชีพที่สาม ปลูกอ้อยส่งโรงงาน และอาชีพที่สี่ เลี้ยงโค กระบือ เป็นเงินออมในครัวเรือน เรียกว่า เกษตรกร 1 คน ในชุมชนแห่งนี้ ทำ 4 อาชีพ ไปพร้อมกัน นอกจากนี้ ผู้ใหญ่บุญมา แนะนำให้ผู้เขียนได้เยี่ยมสว
วันหนึ่ง ด้วยความที่นั่งอยู่ไม่ไกลกันนัก ผมจึงได้ยินพ่อกับลูกคุยกัน “จะไปทำงานให้คนอื่นทำไมว้า ที่สวนนี่พ่อสร้างไว้ให้แล้ว” “หนูอุตส่าห์ไปเรียนจนจบนะพ่อ ก็อยากทำงานเก็บเงินเป็นของตัวเองบ้าง” “เก็บเงิน แพร์จะเก็บเงินเอาไปทำอะไร” “หนูอยากไปสักการะสังเวชนียสถาน ที่อินเดียสักครั้งจ้าพ่อ” “ใช้เงินเยอะเหรอ” “น่าจะสี่หมื่นจ้า” จบบทสนทนาประมาณนี้ ผมก็มีอันต้องอำลากลับ และก็ลืมเรื่องราวนี้ไปแบบไม่ได้คิดว่าผลสุดท้ายบทสนทนานี้จะลงเอยอย่างไร จนวันหนึ่ง หน้าฟีดข่าวในเฟซบุ๊กเด้งขึ้นมา สาวน้อยพวงแก้มเอมอิ่มกำลังขมักเขม้นกับการแพ็กต้นไม้ส่งลูกค้า เห็นชื่อและดูหน้าก็รู้ว่างานนี้ “พ่อชนะ” แพร์เรียนจบปริญญาตรี สาขาการจัดการทั่วไป และทำงานตามความฝันตัวเองอยู่พักใหญ่ กับหน้าที่ต้องรับผิดชอบในงานประจำต้องทำซ้ำอยู่ทุกวัน ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย อีกนัยหนึ่งคำพูดของพ่อก็ดังก้องอยู่ในหู แพร์ตัดสินใจถามพ่ออีกครั้ง หากจะลาออกจากงานไปช่วยงานพ่อที่สวน ยังต้องการอยู่หรือไม่ และคำตอบของพ่อก็ทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น “มาเถอะลูก มาทำงานช่วยพ่อ เป็นลูกน้องคนอื่นก็เท่ากับไปทำงานให้เขา มาทำให้พ่อก็เหมือนเป็นหุ้นส่วนกับพ่อ
“พริกไทย” จัดได้ว่ามีความสำคัญทางเศรษฐกิจและจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันของคนไทยมาช้านาน ในการประกอบอาหารและใช้เป็นเครื่องเทศ ปรุงรสชาติอาหาร ช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ ส่วนประกอบของเครื่องแกงต่างๆ การถนอมอาหาร และใช้ประโยชน์ในด้านเภสัชกรรมยาสมุนไพร ทุกส่วนของพริกไทยสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายรูปแบบ เช่น เมล็ดพริกไทยอ่อน เมล็ดพริกไทยดำ เมล็ดพริกไทยขาว พริกไทยป่น พริกไทยแช่แข็ง น้ำมันหอมระเหยพริกไทย และพริกไทยดอง เป็นต้น ประโยชน์ของพริกไทย เกี่ยวข้องกับอาหาร ใช้ปรุงแต่งกลิ่นและรสชาติอาหาร เช่น ก๋วยเตี๋ยว ข้าวต้ม โจ๊ก ต้มจืด แกงเลียง และใช้ในการถนอมอาหาร ทำให้อาหารที่มีพริกไทยปรุงรสเก็บไว้ได้นานกว่าปกติ เช่น เนื้อบด หมูบด ตับบด หมูยอ แฮม ไส้กรอก เพราะพริกไทยมีน้ำมันหอมระเหย (Volatile oil) นอกจากนั้น พริกไทย ยังใช้ประโยชน์ในด้านสมุนไพร ช่วยย่อยอาหาร เช่น ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ลดไขมันในเส้นเลือด ปัจจุบัน นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย ในรูปอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ พริกไทย เป็นพืชสมุนไพรและเครื่องเทศ เจริญเติบโตได้ดีในประเทศเขตร้อน เช่น ประเทศบราซิล หมู่เกาะอินเดียตะ
รศ.ดร.เฉลิมพล สุวรรณภักดี ผู้เชี่ยวชาญพืชสกุลหนามแน่ (Thunbergia) อาจารย์ประจำภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ดร.สมราน สุดดี นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช ดร.ขวัญใจ รอสูงเนิน นักวิชาการป่าไม้ปฏิบัติการ ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูลังกา และ Dr.David Middleton ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์แห่งสวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ ร่วมกันตีพิมพ์พืชชนิดใหม่ของโลก “หนามแน่ขาวอัมไพ” ในวารสารนานาชาติ Thai Forest Bulletin (Botany) เล่มที่ 49(1) หน้าที่ 57-62 ปี พ.ศ. 2564 รศ.ดร.เฉลิมพล เปิดเผยว่า “หนามแน่ขาวอัมไพ” พืชชนิดใหม่นี้ ค้นพบโดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติภูลังกา จังหวัดนครพนม ซึ่งทำการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (smart patrol) ในพื้นที่อุทยานฯ ได้พบไม้พุ่มกึ่งเลื้อยดอกสวยงามไม่ทราบชนิดบริเวณป่าดิบแล้งริมลำธาร ความสูงจากระดับทะเลปานกลางประมาณ 200 เมตร และได้ประสานส่งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช ติดตามเก็บตัวอย่างเพื่
ทุกวันนี้เมืองไทยกำลังเผชิญปัญหาดินเสื่อมโทรม จากปัญหาดินเค็ม เนื่องจาก ดินมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งนี้ สามารถแบ่งประเภทดินเค็มได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามลักษณะของพื้นที่ที่พบ คือ 1. ดินเค็มชายทะเล 2. ดินเค็มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดินเค็มชายทะเล เกิดจากตะกอนที่แม่น้ำพัดพามาตกทับถมในทะเลบริเวณปากแม่น้ำ ลำคลองแถบชายฝั่งทะเล เมื่อมาตกทับถมกันนานเข้าก็จะกินบริเวณกว้างขวางจนเกิดเป็นหาดเลน และเมื่อมีตะกอนดินทับถมมากขึ้นก็จะค่อยๆ พัฒนาเป็นแผ่นดิน มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่ม เนื้อดิน เป็นดินเหนียว ซึ่งมีลักษณะเป็นเลน มีสีเทา หรือสีน้ำเงินปนเทา การระบายน้ำเลว ดินเค็มชายทะเล ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกพืชทั่วๆ ไปได้ เพราะดินมีความเค็มสูงมาก มีพืชธรรมชาติบางชนิดเท่านั้นที่มีคุณสมบัติพิเศษ สามารถขึ้นได้ดีในดินพวกนี้ ได้แก่ แสม โกงกาง ลำพู ตะบูน ประสัก รวมเรียกว่า ป่าชายเลน หรือป่าโกงกาง ดินเค็มชายทะเลนี้พบอยู่ตามชายฝั่งทะเลของภาคใต้ และภาคตะวันออก มีเนื้อที่ประมาณ 3.7 ล้านไร่ อย่างไรก็ตาม ดินเค็มชายทะเล สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ ดินเค็มโซเดียม และดินเค็มกรด ซึ่งจะกลายเป็นดินเปรี้ยวจัด หากดินนี้
สวัสดีครับ…ท่านผู้อ่าน แฟนนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ที่ติดตามอ่านบทความของ…ลุงยศคนเกษตร…ขอขอบคุณที่ติดตามอ่านสาระดีๆ ที่ได้จากประสบการณ์ตรงของเกษตรกร ในครั้งนี้จะพาท่านไปเยี่ยมชมสวนมะละกอ ที่อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นสวนมะละกอที่มีผลผลิตตลอด 365 วัน เลยทีเดียว เริ่มต้นจากเส้นทางสายอำเภอพังโคน-บึงกาฬ หมายเลข 227 ถึงสถานีตำรวจภูธรศรีวิชัย เลี้ยวขวาตรงสี่แยกเข้าทางหลวงชนบท หมายเลข 4070 ประมาณ 3 กิโลเมตร ถึงทางแยกเข้าสวนเกษตรทอง ที่หมายของการเดินทาง ที่สวนแห่งนี้ปลูกพืชหลายชนิด พืชหลักคือ ยางพารา กล้วย มะละกอ มะนาว พืชไร่ตระกูลแตง เป็นลักษณะการเกษตรแบบผสมผสาน ที่เด่นคือ มะละกอฮอลแลนด์ ที่ปลูกแซมสวนแปลงยางพารา ขณะที่ยางพารายังไม่ถึงอายุการเปิดกรีด มะละกอฮอลแลนด์ ที่สวนเกษตรทอง ปลูกบนพื้นที่กว่า 300 ไร่ นับแสนต้น ให้ผลผลิตแบบหมุนเวียน คือมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นแปลง ขนาด 10-15 ไร่ มีการจัดการที่ดี ผลผลิตหมุนเวียนออกตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นที่มาของเงินล้าน การจัดการที่ดีย่อมได้เปรียบทางการตลาด ลูกค้าต้องการมีให้ตลอด นับเป็นสวนเกษตรที่พัฒนาได้ครบวงจร การตอนกิ่งมะละกอก็เป็น
